นักวิเคราะห์เสียงแตก "ลดดอกเบี้ย" เงินไหลเข้าชะลอ แต่เงินเฟ้อพุ่ง
นักวิเคราะห์และนักวิชาการ เห็นต่างวิธีการรับมือค่าเงินบาทแข็งค่า พร้อมเสนอหลายแนวทาง แต่สะท้อนว่าปัญหาดังกล่าวยังเป็นประเด็นที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ แม้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังย้ำจุดยืนเดิม มีประเด็น ดังนี้ )
นายพชรพจน์ นันทรามาศ นักเศรษฐศาสตร์การเงิน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่ากรณีที่เงินทุนจากต่างประเทศไหลเข้ามา สู่ภูมิภาคเอเชีย รวมถึงประเทศไทยด้วยนั้น ซึ่งเป็นผลมาจากการที่สหรัฐอเมริกาได้อัดฉีดเม็ดเงิน 1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในมุมมองของศูนย์วิจัยมองว่า มาตรการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สามารถนำมาใช้เพื่อลดผลกระทบจากเงินทุนที่มีแนวโน้มไหลเข้ามามาก นั้นสามารถดำเนินการได้ 4 แนวทางด้วยกันคือ
1. การสนับสนุนเอกชนนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างเงินทุนไหลเข้าออกและลดแรงกดดันจากการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งในปีที่ผ่านมามีเม็ดเงินลงทุนของไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศในสัดส่วนที่สูงกว่าเงินลงทุนจากต่างชาติที่เข้ามาประเทศไทยและมีการผ่อนคลายมาตรการเพื่อส่งเสริมการลงทุนแต่ยังมีข้อจำกัดในด้านวงเงินที่ระบุว่าวงเงินคงค้างการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศรวมทั้งหมดต้องไม่เกิน 5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี
2.การแทรกแซงค่าเงินบาทเพื่อดูดซับสภาพคล่องไม่ให้ค่าเงินบาทแข็งเร็วเกินไป ซึ่งที่ผ่านมา ธปท.ได้ใช้วิธีนี้ในการดูแลค่าเงินบาทเป็นระยะแต่ยังไม่เห็นผลจากมาตรการนี้ที่ชัดเจน ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากต้นทุนที่เข้าดูแลค่าเงินบาทผ่านการดูดซับสภาพคล่อง หากทำมากเกินไปอาจจะส่งผลต่อฐานะทางบัญชีของ ธปท.ได้
3. ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพราะในปัจจุบันความแตกต่างในด้านผลตอบแทนจากการลงทุนในประเทศกับต่างประเทศมีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก เห็นได้จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย อายุ 5 ปี อยู่ที่ประมาณ 3% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ อายุ 5 ปี อยู่ที่ 0.8%
"การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะทำให้ส่วนต่างของอัตราผลตอบแทนในประเทศกับต่างประเทศน้อยลง และลดแรงกดดันจากเงินทุนไหลเข้าได้อีกทางหนึ่ง"
นอกจากนี้ ยังสามารถลดการขาดทุนของ ธปท. อันเนื่องมาจากส่วนต่างของดอกเบี้ยจ่ายและดอกเบี้ยรับให้มีความแคบลงได้อีกด้วย วิธีการนี้เป็นวิธีการที่ ธปท.สามารถทำได้เลยในสถานการณ์ปัจจุบัน เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับที่ไม่น่ากังวล และยังช่วยรักษาแรงส่งของอุปสงค์ในประเทศในยามที่เศรษฐกิจโลกและความต้องการสินค้าจากต่างประเทศขยายตัวได้ในระดับต่ำ
"ธปท.ควรใช้จังหวะที่แรงกดดันจากเงินเฟ้อไม่สูงมากในระดับปัจจุบันและเศรษฐกิจโลกยังชะลอตัว ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงในช่วงครึ่งแรกของปี ซึ่งควรจะทำในที่ประชุมเดือน ก.พ.นี้เลย โดยจะลดดอกเบี้ยนโยบายจาก 2.75 % ลง 0.25 % และลดลงในเดือน เม.ย.อีก 0.25 % เพื่อลดความจูงใจจากนักลงทุน รวมทั้งยังสามารถช่วยลดต้นทุนในการเข้าแทรกแซงค่าเงินบาทในระยะจากนี้ไปได้อีก เพราะทิศทางของเงินทุนไหลเข้ายังมีต่อเนื่อง"
นายพชรพจน์ กล่าวอีกว่า มองว่าหากลดดอกเบี้ยนโยบาย 2 ครั้งในครึ่งปีแรกจนเหลือ 2.25 % นั้น ช่วงครึ่งหลังของปีอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในระดับ 2.25 %จนถึงสิ้นปีนี้ยังเป็นระดับที่เหมาะสมในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจไทยท่ามกลางการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจโลกและการส่งออก
@ชี้คุมเงินทุนไม่เหมาะสม
ส่วนมาตรการ 4. คือการใช้เครื่องมือควบคุมเงินทุนไหลเข้า (Capital Control) อาจจะไม่ใช่แนวทางที่เหมาะสมในการนำมาใช้ดูแลค่าเงินบาท เนื่องจากมีผลกระทบเชิงจิตวิทยาของนักลงทุนค่อนข้างเร็ว และมีผลนานเกินไป
"ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมาค่าเงินบาทของไทยแข็งค่ามากกว่าค่าเงินสกุลอื่นในภูมิภาค โดยค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น 2.7% ค่าเงินวอนของเกาหลีใต้อ่อนค่าลง 2 % ค่าเงินเปโซของฟิลิปปินส์แข็งค่าขึ้น 1% นับว่าค่าเงินบาทแข็งค่ากว่าภูมิภาค โดยมองว่าค่าเงินบาทยังสามารถแข็งค่าได้อีก และอาจจะเห็นค่าเงินบาทแข็งค่าในระดับ 29.50 บาทต่อดอลลาร์ช่วงปลายปีนี้"
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทยปีนี้ น่าจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 4.9% โดยให้ระดับต่ำสุดเอาไว้ที่ 4.6% สูงสุดไม่เกิน 5.1% ประเด็นเศรษฐกิจไทยนั้น ถือว่ายังมีศักยภาพในการเติบโตได้จากการใช้จ่ายภาครัฐและภาคครัวเรือนของไทยที่เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากมาตรการรถยนต์คันแรก
@นักวิชาการชี้เป็นมาตรการสุดท้าย
ด้านนายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ต้องการให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พิจารณาใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยมารักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทเป็นมาตรการสุดท้าย โดยเห็นว่าการลดดอกเบี้ยนโยบายจะมีผลเฉพาะทางจิตวิทยา และถ้าจะลดดอกเบี้ยก็ควรดำเนินการอย่างระมัดระวังเพราะอาจเร่งเงินเฟ้อ และถ้าปีนี้ ธปท.จะลดดอกเบี้ยก็ลดได้ 0.25-0.75 % แต่ต้องทยอยปรับลงครั้งละ 0.25 %
ธปท.ควรจะเฝ้าระวังค่าเงินบาทจากนี้อย่างใกล้ชิด เพราะมีแนวโน้มที่จะแข็งค่ามาอยู่ที่ 29.50 บาท ภายใน 2-3 เดือน และอาจจะแข็งค่าไปอยู่ที่ 29 บาท ได้ภายใน 6 เดือน เนื่องจากเศรษฐกิจ สหรัฐ ยุโรปและญี่ปุ่นยังมีปัญหา และมีการอัดฉีดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจจนล้นระบบ ซึ่งส่งผลให้เม็ดเงินไหลเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียมาก โดยส่งผลให้ 2 สัปดาห์แรกของเดือน ม.ค.เงินบาทแข็งค่าขึ้น 3 % และอัตราการแข็งค่าสูงกว่าคู่แข่ง เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ ซึ่งทำให้ภาคการส่งออกแข่งขันลำบากอย่างมาก
ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งแรกปีนี้เศรษฐกิจไทยต้องอาศัยแรงขับเคลื่อนจากการท่องเที่ยว การส่งออก และการบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก โดยเงินบาทแข็งค่าในอัตราสูงจะส่งผลให้นักท่องเที่ยวอาจจะชะลอการตัดสินใจมาไทยและหันไปเที่ยวในประเทศที่มีค่าเงินแข็งค่าน้อยกว่า ส่วนการส่งออกยังคาดการณ์ได้ลำบากว่าเป็นไปตามเป้าหมายที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งไว้หรือไม่
แต่ ในช่วงนี้รัฐบาลควรเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ชำระดอกเบี้ยเงินกู้รัฐวิสาหกิจก่อนกำหนด รวมทั้งสนับสนุนภาคธุรกิจไปลงทุนต่างประเทศและผ่อนเกณฑ์ให้ผู้ส่งออกเก็บเงินดอลลาร์ในบัญชีเงินต่างประเทศได้นานขึ้น
@เอกชนหวั่นแข็งเกินไป-ผันผวน
นายไพบูลย์ พลสุวรรณา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ในฐานะดำเนินธุรกิจส่งออก แสดงความกังวลว่าเงินบาทแข็งส่งผลกระทบต่อการส่งออกปี 2556 ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าหมายว่าการส่งออกปีนี้จะขยายตัว 9 % แต่เงินบาทแข็งค่าก็คงมีผลต่อเป้าหมายของกระทรวงพาณิชย์
"เพราะเงินบาทแข็งค่าทำให้ผู้ส่งออกต้องใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่ 29 บาท มาคำนวณราคาเพื่อรับคำสั่งซื้อและทำให้ราคาสินค้าแพงขึ้น รวมทั้งมีผลต่อการตัดสินใจสั่งซื้อของผู้นำเข้า"
ในไตรมาส 1 ปีนี้ต้องดูว่าค่าเงินบาทจะมีผลกระทบมากแค่ไหน และผู้ส่งออกต้องการให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีมาตรการป้องกันเงินที่จะเข้ามาเก็งกำไร จากอัตราดอกเบี้ยที่สูงถึง 2.75 % ในขณะที่สหรัฐและยุโรปอยู่ในระดับต่ำเกือบ 0 % รวมทั้งดูแลไม่ให้ค่าเงินบาทผันผวนมากจนเกินไปและดูแลไม่ให้แข็งค่าเกินประเทศคู่แข่ง









