รัฐบาลมั่นใจ อุตฯท่องเที่ยวโตกระฉูด มั่นใจเป้าหมายปีนี้ทะลุ 2ล้านล้าน ด้านเอกชนหวั่นค่าบาทกระทบ
ในการปาฐกถาพิเศษหัวข้อ "ภาพรวมและนโยบายด้านเศรษฐกิจต่อการท่องเที่ยวไทย...สู่เป้าหมาย 2 ล้านล้านบาท "ระหว่างการประชุมสมาชิกระหว่างสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) และสมาคมโรงแรมไทย(ทีเอชเอ) วานนี้(31ม.ค.)
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่าจากที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายท่องเที่ยวไว้ที่ 2 ล้านล้านบาทภายในปี 2558 นั้น เชื่อว่าด้วยศักยภาพของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย มีโอกาสจะทำรายได้สูงกว่าเป้าหมายที่วางไว้ โดยต้องมองการพัฒนาที่ยาวกว่าปี 2558 ด้วยการเร่งส่งเสริมทั้ง "3 มิติ" พร้อมกัน คือ จำนวนนักท่องเที่ยว ระยะพำนักเฉลี่ย และการใช้จ่ายต่อของนักท่องเที่ยว
ปัจจัยที่สามารถส่งเสริมได้ คือ ไทยยังมีทรัพย์สินด้านอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจำนวนมาก ที่สามารถนำมาบริหารจัดการให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สร้างแรงดึงดูด จากชาวต่างชาติกลุ่มเป้าหมายหลักได้ เพื่อช่วยให้ประเทศมีจุดเด่นในระยะยาว โดยต้องการให้รัฐและเอกชนทำงานร่วมกัน ภาคเอกชนต้องมีบทบาทเป็นผู้นำเสนอโครงการที่วางแผนจะพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวในแต่พื้นที่เพื่อให้ภาครัฐพิจารณาการลงทุน รวมถึงเสนอรูปแบบการบริหารจัดการในระยะยาว
อย่างไรก็ตามยอมรับว่าภาครัฐอาจบริหารจัดการด้านแหล่งท่องเที่ยวสู้เอกชนไม่ได้ รูปแบบอาจจะเป็นการร่วมทุนรัฐกับเอกชน หรือเอกชนร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น พื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์รอบใน ซึ่งมีนักท่องเที่ยวกว่าล้านคนในแต่ละปี ปัจจุบันพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมีขนาดเล็ก และรูปแบบการจัดแสดงยังไม่ดึงดูดใจ ขณะที่ทรัพย์สินมีค่าภายใต้กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลังมีถึง 90,000 ชิ้น แต่นำมาจัดแสดงได้เพียง 3,000 ชิ้น ดังนั้นหากสามารถนำพื้นที่กระทรวงต่างๆ ที่อยู่รายรอบมาปรับพื้นที่ให้เป็นพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่ โดยรัฐสนับสนุนงบประมาณที่เหมาะสมในการจัดหาที่ทำการแห่งใหม่ให้กระทรวงนั้นๆ เชื่อว่าจะได้รับความร่วมมืออย่างดี เพราะกระทรวงสามารถจัดระบบบริหารสำนักงานได้ดีกว่า และประเทศไทยก็จะมีอาคารที่แสดงเอกลักษณ์ และทำให้ไทยเป็นสถานที่ที่น่าเดินทางมาท่องเที่ยวซ้ำ
"ต้องการให้คนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เสนอรูปแบบการจัดการปรับปรุงทรัพย์สินที่มีอยู่ เพื่อส่งเสริมเรื่องการท่องเที่ยว เพราะจะช่วยกระตุ้นให้รัฐบาลเห็นความสำคัญในการสร้างแหล่งท่องเที่ยวไทยให้เป็นจุดสนใจ หากจะต้องมีลงทุนเพื่อแต่งแต้มสีสันก็จำเป็นต้องเดินหน้า หากเป็นโครงการใหญ่อาจใช้รูปแบบร่วมทุน และระดมความร่วมมือ ให้เอกชนเข้ามาจัดอีเวนท์ใช้ประโยชน์ในพื้นที่ ไม่ใช่เฉพาะกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่ทุกจังหวัดสามารถปรับสิ่งที่มีอยู่ให้น่าสนใจขึ้น"
ทั้งนี้ ยอมรับว่าเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยว เพราะจากการสำรวจความคิดเห็นต่างชาติ ไทยยังติดอันดับประเทศที่ไม่ปลอดภัย ซึ่งรัฐบาลต้องหันมาจริงจังมากขึ้น รวมถึงการพัฒนาบุคลากรให้พร้อมรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ปี2558 ขณะที่ปัญหาค่าเงินบาท นับเป็นเรื่องที่น่าห่วงเช่นกันว่า หากปล่อยไว้ระยะยาวจะเป็นผลกระทบ ทั้งรายได้เข้าประเทศและทำให้นักท่องเที่ยวเปลี่ยนจุดหมายไปประเทศอื่นแทน
เอกชนหวั่นผลกระทบ'บาทแข็ง'
ด้านนายศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว กล่าวว่ายังไม่ไว้วางใจสถานการณ์ท่องเที่ยวว่าจะเติบโตได้อย่างปีที่ผ่านมา เพราะมีปัจจัยหลายอาจส่งผลกระทบกับตลาดที่เติบโตสูง เช่นจีนและญี่ปุ่น ซึ่งมีกรณีพิพาททางการเมือง อีกทั้งสถานการณ์การเมืองไทย ก็เป็นปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวัง ขณะเดียวกันกลุ่มธุรกิจนำเที่ยวยังต้องปรับเพื่อให้เข้ากับตลาดท่องเที่ยว ที่เปลี่ยนโครงสร้างไปสู่นักเดินทางด้วยตัวเอง (FIT) โดยจองแพ็คเกจท่องเที่ยวผ่านออนไลน์เองมากขึ้น จากสัดส่วนที่มีอยู่ 40% จะปรับเป็น 50% เท่ากับลูกค้ากรุ๊ปทัวร์ในเร็วๆ นี้ และอนาคตอาจมีสัดส่วนสูงกว่าแน่นอน
นอกจากนี้ยังเป็นห่วงปัญหาค่าเงินบาทแข็ง ว่าจะส่งผลกระทบในระยะยาว แม้ขณะนี้ยังไม่เห็นผลกระทบรุนแรง แต่ระยะยาวอาจมีผลในการตัดสินใจของนักท่องเที่ยว หากมีการเปรียบเทียบราคาโปรแกรมทัวร์และพบว่าไทยสูงกว่า
ขณะที่นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) กล่าวว่าปัจจุบันยังประเมินผลกระทบค่าเงินไม่รุนแรง เพราะหากเปรียบเทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียน พบว่าค่าเงินทุกสกุลของภูมิภาคต่างแข็งค่าพร้อมๆ กัน ทำให้ไทยยังไม่เสียเปรียบมากนัก แต่ยอมรับว่ารายได้ของโรงแรมลดลง โดยเฉพาะจากตลาดสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ที่มีนโยบายอัดฉีดพยุงค่าเงินเข้าสู่ระบบมาก โดยเมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะนี้ค่าเงินบาทเทียบกับยูโรแข็งขึ้นกว่า 10% และเงินเยน 15%
อย่างไรก็ตามอุปสรรคสำคัญสำหรับธุรกิจโรงแรมในการส่งเสริมรายได้ให้ถึง 2 ล้านล้านบาทนั้น อยู่ที่ราคาห้องพักเฉลี่ยที่ต่ำสุดในกลุ่มอาเซียน และยังต้องอาศัยเวลาในการปรับราคาขึ้นมา โดยอาศัยภาวะที่จำนวนนักท่องเที่ยวมาไทยอยู่ในระดับสูง ประเมินว่าจะถึง 28.8 ล้านคนในปี 2558 อาจช่วยให้กลไกตลาดส่งผลให้ราคาค่อยๆ ขยับขึ้น
สำหรับราคาห้องพักในปี 2555 สิงคโปร์ มีราคาสูงสุด 239 เหรียญสหรัฐ ตามด้วยโฮจิมินห์ ซิตี้ 130 เหรียญสหรัฐ มะนิลา 126 เหรียญสหรัฐ กัวลาลัมเปอร์ 115 เหรียญสหรัฐ จาร์กาตา 98 เหรียญสหรัฐ และกรุงเทพฯ รั้งท้ายที่ 93 เหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเพียง 40% ของราคาห้องพักที่สิงคโปร์ และฮ่องกง









