อยากสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ให้กับโลก ก็ต้องไม่ยกภาระให้กับใครคนใดคนหนึ่งแต่ต้องดึงพลเมืองส่วนใหญ่ให้เข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคม
“ตลอดที่ผ่านมาพบว่า การสร้างการเปลี่ยนแปลงจะทำผ่านองค์กรต่างๆ ซึ่งองค์กรเหล่านี้เป็นแค่ 1% ของประชากรโลกเท่านั้น ดังนั้นไม่ว่าจะทำมากขนาดไหน ก็คงไปชดเชยคนทั้ง 99% ได้ยาก คอนเซ็ปต์ของ Mysocialmotion คือ จะทำอย่างไรให้คนที่ใช้ชีวิตปกติทั้ง 99% เหล่านั้น เข้ามามีส่วนร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้”
“อาชว์ วงศ์จินดาเวศย์” คนหนุ่มวัย 26 ปี ผู้ก่อตั้ง “Mysocialmotion” ธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ในโครงการ UnLtd Thailand โดยสำนักงานสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคมแห่งชาติ (สกส.) และสถาบันเชนจ์ฟิวชั่น บอกเป้าหมายในการทำงานกับเรา
หนทางพิชิตโจทย์ยิ่งใหญ่ของพวกเขา คือ ปลุกระดมพลเมืองหมู่มากให้แสดงความรับผิดชอบต่อสังคม (Citizen Social Responsibility)
โดยเริ่มจากสร้างเว็บไซต์ที่เป็น platform ในการแลกเปลี่ยน เผยแพร่ไอเดีย การปฎิสัมพันธ์กันระหว่าง บุคคลทั่วไป กลุ่มอาสาสมัคร องค์กรสาธารณประโยชน์ และธุรกิจที่มีจริยธรรม โดยหวังให้เป็นตัวเร่ง ให้กลุ่มคนเหล่านี้ เกิดความร่วมมือในการสร้างการเปลี่ยนแปลงในเชิงลึกและทวีคูณ
เวลาเดียวกันก็จะได้มีช่องทางเผยแพร่งานทางสังคม รับบริจาค ประกาศขอความช่วยเหลือ และเพิ่มช่องทางให้แก่อาสาสมัครที่สนใจงานด้านสังคม เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานเพื่อสังคม ตลอดจนให้ Mysocialmotion ได้เป็นศูนย์กลางสร้างสรรค์โครงการเพื่อสังคมใหม่ๆ และเชื่อมต่อระหว่างบุคคลและองค์กรทั่วโลก
โจทย์ที่ดูยาก แต่พวกเขาก็พยายามหลีกหนีข้อจำกัดที่มี เพื่อทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น อย่างอยากทำโครงการใหญ่ ที่ได้อิมแพคมากๆ แต่มีทุนทรัพย์และทีมงานอยู่เพียงไม่กี่คน ก็ใช้วิธีหาความร่วมมือกับเครือข่ายในสังคม ทั้งทีมงานอาสาสมัคร ที่ได้คนจากหลากหลายวิชาชีพ เข้ามาร่วมด้วยช่วยกัน เช่น นักประชาสัมพันธ์ในบริษัทโฆษณา ดีไซเนอร์ ศิลปิน กระทั่งเหล่าเพื่อน SE ด้วยกัน ที่สามารถแบ่งปันความรู้ความสามารถให้กันได้ ตลอดจนองค์กรธุรกิจและหน่วยงานเพื่อสังคม ซึ่งถ้าไอเดียเจ๋งพอ ก็มีคนที่พร้อมให้การสนับสนุนอยู่แล้ว
“ไม่ว่าเราจะจับประเด็นสังคมด้านใดก็ตามขึ้นมาทำ โจทย์คือทำอย่างไรให้คนอยากเข้ามามีส่วนร่วม และสนใจในประเด็นนั้น ทำให้เป็นประเด็นที่ เซ๊กซี่ ไม่น่าเบื่อ วิธีการ คือ ต้อง เรียบง่าย มีประสิทธิภาพ และสนุก”
เขาบอกวิธีคิดในการทำงาน พร้อมยกตัวอย่าง โครงการเปิดตัวที่ชื่อ Idea Cube การจัดนิทรรศการเพื่อสื่อประเด็นทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่น่าสนใจ โดยแนะนำ 100 ไอเดียที่ทุกคนสามารถทำได้ในชีวิตประจำวัน เพื่อให้สังคมและสิ่งแวดล้อมดีขึ้น เช่น ปั่นจักรยาน กินไอศครีมจากโคนแทนถ้วย ให้อภัยใครสักคน ทำให้คนอื่นยิ้มได้ เหล่าไอเดียง่ายๆ ที่รวบรวมจากการจัดกิจกรรมและเปิดรับผ่านช่องทางออนไลน์ แล้วใช้คนที่มีชื่อเสียงและศิลปินระดับประเทศ มานำเสนอไอเดียเหล่านั้น จัดเป็นผลงานในนิทรรศการไอเดียทั่วกรุงเทพ
จากนั้นก็เอาเหล่าไอเดียมาต่อยอดเป็น platform ในเว็บไซต์ เพื่อให้ผู้คนที่สนใจเข้ามาช้อปไอเดียที่อยากทำได้ อย่าง การปลูกต้นไม้ แบ่งร่มวันฝนตก ไม่กินหูฉลาม ฯลฯ จากนั้นก็แค่กด Action ย้ำเจตนารมณ์ของตนเองแทนคำมั่นสัญญา แล้ว Mysocialmotion ก็จะดึงสิ่งที่ทุกคนสนใจมาทำเป็นโครงการในเชิงลึก
เช่น โครงการ Make Someone Smile ทำให้ใครสักคนยิ้มได้ ที่ร่วมกับเพื่อน SE อย่าง Freehap ทำการ์ดส่งยิ้ม ในลักษณะเกมสนุกๆ โดยคนที่ได้รับการ์ดใบนี้ ต้องทำภารกิจคือทำให้คนอื่นยิ้มได้ภายในเวลาที่กำหนด และส่งการ์ดใบนี้ให้ใครคนนั้นต่อไป ส่งต่อรอยยิ้มขยายวงออกไปเรื่อยๆ กุศโลบายให้ผู้คนหันมาสนใจความสุขของคนรอบข้างมากขึ้น
“ไอเดียที่เราหยิบขึ้นมาทำ จะเน้นที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน เพราะต้องการสร้างอะไรใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นและดึงดูดคนทั่วไปได้จริงๆ อย่างผลิตตุ๊กตาออกมาเพื่อระดมทุนให้กับเด็กๆ คอนเซ็ปต์คือเอาตุ๊กตานี้ไปให้เด็กเพ้นต์หรือแต่งตัวตุ๊กตาจากสองมือของเขา แล้วจะมีป้ายเล็กๆ เพื่ออธิบายเกี่ยวกับเด็กคนนี้สั้นๆ ว่าเขาเป็นใคร อยู่ที่ไหน โตขึ้นอยากเป็นอะไร
คนที่มาเลือกซื้อตุ๊กตาก็สามารถอ่านเรื่องราว อยากสนับสนุนก็แค่ซื้อตุ๊กตา ซึ่งตุ๊กตา 1 ตัว ก็เท่ากับการช่วยเด็ก 1 คน”
เขาบอกไอเดียที่สะท้อนความ วิน-วิน กับทุกฝ่าย และไม่ต้องบีบบังคับให้ใครมาแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่ต้องบริจาค เพียงแต่เสนอผลประโยชน์ที่จูงใจ เพื่อให้การทำความดีเป็นเรื่องง่าย และสนิทใจผู้คนมากขึ้น
เช่นเดียวกับโครงการต่อมาอย่าง Socialgiver ที่จะเชื่อมต่อผู้คน องค์กรสาธารณประโยชน์ และธุรกิจที่มีจริยธรรม ให้มาร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ บนความเชื่อที่ว่าคนอยากช่วยเหลือสังคมอยู่แล้ว แต่โอกาสน้อย พวกเขาจึงจะทำให้การช่วยเหลือสังคมทำได้ง่ายพอๆ กับการซื้อดีลใน ensogo
“องค์กรเพื่อสังคมต่างๆ ถูกปิดไปหลายราย เพราะเงินบริจาคจากต่างประเทศเข้ามาน้อยมาก และหลายหน่วยงานก็ตัดงบซีเอสอาร์ออกไป เราเลยจะเสนอโปรดักส์ที่ช่วยระดมทุนให้องค์กรเหล่านี้ โดยเริ่มที่กลุ่มท่องเที่ยวซึ่งเป็นจุดแข็งของไทย แต่ธุรกิจท่องเที่ยวยังใช้ประโยชน์จากห้องพักได้ไม่เต็มที่นัก คือรันอยู่ประมาณ 55% ส่วนอีก 45% ถูกปล่อยว่าง จะทำอย่างไรให้ 45% นี้กลายมาเป็นมูลค่าเพื่อเอามาสนับสนุนสังคม”
วิธีการของพวกเขาคือติดต่อกับโรงแรม ที่พัก สินค้าและบริการเพื่อการท่องเที่ยว เพื่อให้มาร่วมมือกัน โดยเสนอเป็นดีลพิเศษให้กับลูกค้าซึ่งหาที่ไหนไม่ได้ และยังได้ช่วยสังคมเพราะเงินที่จ่ายไปก็จะถูกส่งไปสนับสนุนโครงการเพื่อสังคมต่างๆ ด้วย ขณะที่ผู้ประกอบการในธุรกิจท่องเที่ยว ก็ไม่ต้องปล่อยห้องว่างให้เสียเปล่า และไม่ต้องเสียเงินก้อนโตที่จะสนับสนุนโครงการเพื่อสังคม แต่สามารถให้เป็นบัตรสมนาคุณแทน เรียกว่า วิน-วิน กันทุกฝ่าย
“เป้าหมายคือคนทั่วๆ ไป ที่ปกติคงไม่จ่ายเงินหลายหมื่นบาทเพื่อไปโรงแรม 5 ดาว แต่ถ้าเงินเหล่านี้จะถูกนำไปสนับสนุนโครงการดีๆ เพื่อสังคม แถมยังได้เที่ยวด้วย เขาก็ยินดีจ่ายอยู่แล้ว” เขาบอกวิธีคิด และแย้มถึงสารพัดดีลสุดพิเศษชนิดที่ลูกค้าคาดไม่ถึงในเว็บไซต์ Mysocialmotion ที่ให้ทุกคนได้เข้าไปสัมผัสประสบการณ์ดีๆ เพื่อสังคมได้แล้ววันนี้
การทำงานของพวกเขาไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านี้ แต่ยังมีความพยายามที่จะพัฒนาโมเดลใหม่ๆ เพื่อสังคมและความอยู่รอดในเชิงธุรกิจ โดยการสร้างทีมงานสุดแกร่งซึ่งล้วนเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ อย่าง “เมษญา ข่ายเจริญ” ผู้มีประสบการณ์ในงานเพื่อสังคม มาเป็น Project Manager โครงการ Socialgiver “วิศิษฏ์ คงอุดมทรัพย์” หนุ่มวิศวกรไฟฟ้า อดีตแชมป์โครงการนวัตกรรมระดับประเทศ มาเป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาด และ “Takeya Enomoto” ที่หอบดีกรีด้าน Social Enterprise จากอเมริกา มาเป็นที่ปรึกษา เติมเต็มความแข็งแกร่งทั้ง ธุรกิจและสังคมให้พวกเขา
นี่คือความพยายามของคนที่อยากเปลี่ยนโลกด้วยโมเดลใหม่ๆ ทั้งที่ยังมีตัวเลือกมากมายในชีวิต ในฐานะหนุ่มนักเรียนอังกฤษ ที่มีทั้งความรู้และต้นทุนทางสังคม แต่เขากลับขอเป็นผู้ประกอบการสังคมและยึดมั่นในเส้นทางนี้
“ผมอยากทำงานที่เป็นการให้แรงบันดาลใจกับผู้คน เลยสนใจโมเดลของ Social Enterprise (SE) ซึ่งสิ่งที่ทำให้ผมหลงรักโมเดลนี้ เพราะมองว่าเป็นโมเดลที่ยั่งยืนมากที่สุด และถ้าทุกธุรกิจในโลกนี้สามารถเป็น SE ได้ทั้งหมด คือทำอะไรให้กับสังคม ช่วยทำให้สังคมนี้ดีขึ้นได้ ก็คงเป็นโลกที่น่าอยู่มาก”
คนหนุ่มบอกถึงความพยายาม ที่อยากทิ้งบางสิ่งบางอย่างที่สวยงามให้กับโลกใบนี้ ก่อนวันสุดท้ายของชีวิต ซึ่งแม้เป็นเพียงจุดเล็กๆ แต่ถ้าทุกคนร่วมมือกันก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ให้กับโลกได้





