วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'อิสระ'ห่วงหนี้'อีโคคาร์'ลูกค้ามีรายได้1หมื่นบ.

"อิสระ"ห่วงปล่อย"อีโคคาร์"ลูกค้าที่มีรายได้ 1 หมื่นบาท อาจจะไม่มีวินัยทางการเงินเพียงพอในการจ่าย ส่งผลหนี้เสียเพิ่ม

นายอิสระ วงศ์รุ่ง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลีสซิ่งกสิกรไทย จำกัด ให้สัมภาษณ์ ตรงประเด็นข่าวค่ำ
"กรุงเทพธุรกิจทีวี" เรื่อง"อีโคคาร์-รถคันแรก" ก่อหนี้เสียพุ่ง ว่ากรณี หนี้เอ็นพีแอลจากโครงการรถยนต์คันแรก มีสัญญาณ มาจากที่ธปท.ได้มีการแจ้งตัวเลขเอ็นพีแอลล่าสุดเมื่อเดือนก.ย.ปี 2555 ก็มีการปรับตัวสูงขึ้นจากเดิมระบบเมนเดียว อยู่ประมาณ 1.12 % ก็ขึ้นมาเป็น 1.35 % การขึ้นถึง 20 กว่าจุด เป็นไปได้ว่าส่วนหนึ่งมาจากรถคันแรกที่มีการออกไปตั้งแต่ก.ย. ปี 2554 แล้วที่สำคัญ คือออกกันจริงๆ ในปี 2555 ค่อนข้างมากะขึ้น เนื่องจากว่าผู้ซื้อรถกลุ่มนี้เองอาจจะมีความสามารถที่จะจำกัด มีรายได้ค่อนข้างพอดีๆ เช่น มีรายได้ต่อเดือน10,000 บาท คาดหวังว่าซื้อรถผ่อนเดือนละ 5,000 บาท จะสามารถจ่ายได้ อาจจะไม่ได้คำนวณดีว่า ซื้อรถคันหนึ่งก็มีค่า ใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องค่อนข้างมาก ต้องเติมค่าน้ำมันเดือนละกี่พัน ต้องเสียค่าจอดรถ ค่าทางด่วนอีกด้วย จะทำให้ลูกค้า กลุ่มนี้มีปัญหาเพิ่มขึ้นได้

นายอิสระ กล่าวว่าการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้ากลุ่มอีโค่คาร์คันแรก โดยรถทั่วไปจะคล้ายๆ กัน คือลูกค้าจะ ต้องมีรายได้สุทธิ หลังจากหักภาระอื่นๆแล้ว เป็นสองเท่าของค่างวด เช่นค่างวด 1 หมื่นบาท ก็ควรมีรายได้สุทธิหักภาระ อื่นๆ แล้วเหลือ 2 หมื่นบาทซึ่งเป็นมาตรฐานทั่วไป ต้องเป็นผู้ซื้อที่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง มีรายได้ที่ค่อนจะมั่นคง รวมทั้งต้องไปตรวจสอบในประวัติเครดิตบูโรว่าประวัติการชำระหนี้ที่ผ่านมามีปัญหาอะไรหรือไม่ ตรงนี้เป็นแนวทั่วๆไปในการใช้พิจารณา ลูกค้า เวลาตั้งเงื่อนไขก็จะให้ลูกค้ามีการวางเงินดาวน์อย่างน้อย 20 % ของราคารถ แล้วก็ผ่อนชำระไม่เกิน 60 เดือนหรือว่า 5 ปี แต่ที่เสีย คือไปปล่อยเงื่อนไขที่ว่าดาวน์ต่ำ เช่นดาวน์ต่ำกว่า 20 % ดาวน์แค่ 10% หรือว่า 5 % แล้วให้ผ่อนชำระยาวนานเกิน 60 เดือน เป็น 72 เดือน 84 เดือน ถ้าลูกค้าที่วางเงินดาวน์น้อย ผ่อนยาวความสามารถมักจะน้อย และมักจะเสียในอนาคตได้มาก

"มีความกังวลกลุ่มอีโคคาร์เป็นพิเศษ เพราะว่า ถ้าผู้ซื้อมีรายได้ค่อนข้างสูง เช่น 2 หมื่นต่อเดือนขึ้นไป จะมีประวัติการชำระหนี้หรือมีวินัยการ เงินดีกว่า ลูกค้าที่มีรายได้ค่อนข้างน้อย เช่นมีรายได้ 1 หมื่นบาท ก็อาจจะไม่มีวินัยทางการเงินเพียงพอ รายได้ก็ค่อนข้างจะปริ่มพอรายได้ค่อนข้างจะปริ่มน้ำ แล้วก่อหนี้ขึ้นมา ระยะยาวบางทีจะไปไม่ไหว ค่าครองชีพ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวข้องกับรถก็มี ไม่ใช่ค่างวดต่อเดือนเท่านั้น ก็น่าเป็นห่วงกลุ่มนี้ "นายอิสระ กล่าว

นายอิสระ กล่าวด้วยว่าการที่จะเห็นตัวเลขหนี้เอ็นพีแอลได้อย่างเร็วที่สุด ประมาณกลางปี 2556เพราะว่ามาตรการรถคันแรกเริ่มต้น 16 ก.ย. 2554 ก็จริง แต่หลังจากนั้นเกิดภาวะน้ำท่วมบริษัทรถยนต์ได้มาผลิตรถเต็มที่ ส่งมอบรถได้เต็มที่ตั้งแต่เม.ย. 2555 ที่ผ่านมา กว่าจะครบรอบ 1 ปี คืนภาษี คือเม.ย.2556 ปีนี้ เมื่อได้รับคืนภาษีแล้ว จะเห็นภาพชัดเจนว่า ความสามารถในการชำระหนี้ ยังคงดีอยู่ไหม เช่นเอาเงินตัวนี้มา ชำระหนี้หรือเปล่า หรือว่าเอาไปใช้อย่างอื่น ถ้าเอาเงินตัวนี้ไปใช้หนี้ น่าจะทำให้หนี้ดีขึ้น แต่ว่าถ้าเอาเงินไปใช้อย่างอื่น จะเป็นปัญหาเอ็นพีแอลของลูกค้ากลุ่มนี้จะเพิ่มขึ้น

"ทางลีสซิ่งของกสิกรเอง ค่อนข้างที่จะระมัดระวัง ตั้งแต่การปล่อยกู้ เช่น จะรับลูกค้าที่ดาวน์ 20 % ขึ้นไปเป็นหลัก และผ่อนชำระไม่เกิน 60 เดือน ลูกค้าที่ดาวน์ต่ำ หรือผ่อนยาว 72 เดือนขึ้นไป เราไม่ค่อยรับเข้ามาเท่าไร เพราะมองอยู่แล้วขณะเป็น รถทั่วไปไม่ใช่รถคันแรก ก็มีปัญหาเอ็นพีแอลอยู่แล้ว สำหรับกลุ่มลูกค้าที่ดาวน์ต่ำผ่อนยาว ถ้าเป็นลูกค้าอีโคคาร์เรายิ่งเป็นห่วงมากขึ้นว่ายิ่งจะเป็นหนี้เสียหรือเปล่า และการที่ไม่ได้ปล่อยมาตั้งแต่ต้น เราก็พบลูกค้าที่น้อยที่ปัญหาในพอร์ ตของเราเอง ณ วันนี้ เพิ่งพบเอ็นพีแอลเพียงคันเดียวเองปล่อยไปสองหมื่นคัน"นายอิสระ กล่าวย้ำ