วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'กรณ์'ยื่นศาล1ปีพ.ร.ก.กู้เงิน3.5แสนล.ไม่คืบ

"กรณ์"ยื่นจดหมายเปิดผนึกต่อปธ.ศาลรธน. หลังครบ 1 ปี พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านไม่คืบหน้า ชี้รัฐบาลใช้เงินเพียง 1% ไม่เร่งด่วนตามที่อ้าง

นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินทางมายื่นจดหมายเปิดผนึกต่อนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้รัฐบาลตราพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศพ.ศ.2555 (พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท) ผ่านนายนนท์นิพัทธ์ โพธิ์เดชธำรง ผอ.สำนักบริหารการ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ

นายกรณ์ กล่าวว่า ภายหลังจากการติดตามการใช้งบประมาณของรัฐบาล นับตั้งแต่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 ม.ค.2555 ที่ผ่านมานั้น ซึ่งถือเป็นระยะเวลา 1 ปี พบว่า รัฐบาลกลับยังไม่มีแผนใช้จ่ายเงินกู้ที่ชัดเจน และยังไม่ปรากฏโครงการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลที่ได้ดำเนินการเป็นผลสำเร็จเป็นรูปธรรมแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังพบว่ารัฐบาลได้ลงนามในสัญญาเงินกู้วงเงินเพียง 10,000 ล้านบาทเท่านั้น เนื่องจากการมีการยอดเบิกจ่าย 4,639.34 ล้านบาท ซึ่งหากเปรียบเทียบยอดเงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท ก็เท่ากับว่ามีการเบิกจ่ายไปประมาณร้อยละ 1 ของยอดเงินกู้ทั้งหมดเท่านั้น ทั้งที่ระยะเวลาล่วงเลยมาแล้วถึง 1 ปี ซึ่งถือว่าไม่สอดคล้องกับข้ออ้างของรัฐบาลที่มีความจำเป็นเร่งรวด และยังพบว่าเงินที่เบิกจ่ายไปแล้วมีการเบิกจ่ายในส่วนอื่น ไม่ใช่ในโครงการบริหารจัดการน้ำ

"จากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลมิได้ดำเนินการตามคำชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องตราพ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาทขึ้น แสดงให้เห็นถึงความไม่พร้อมในการดำเนินโครงการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาล อีกทั้งจากยอดเงินกู้และยอดค่าใช้จ่ายตลอดปี 2555 ย่อมเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า รัฐบาลสามารถบรรจุรายการใช้จ่ายเงินดังกล่าว ไว้ใน พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 2555 หรือใช้วิธีการกู้เงินตาม พ.ร.บ.การบีริหารหนี้สาธารณะ 2548 หรือออกเป็น พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมได้ โดยไม่ต้องมีการตรา พ.ร.ก.ฉบับนี้แต่อย่างใด แต่รัฐบาลกลับหลีกเลี่ยงไม่ดำเนินการตามวิถีทางดังกล่าว" นายกรณ์ กล่าว

นายกรณ์ กล่าวอีกว่า หากรัฐบาลต้องการกู้เงินตามพ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท ต้องกู้เงินให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 มิ.ย.2556 ตามกฎหมายกำหนด ซึ่งขณะนี้เหลือเวลาอีก 5 เดือน แต่รัฐบาลยังไม่มีแผนหรือโครงการที่เป็นรูปธรรม ดังนั้นการที่รัฐบาลจะกู้เงินในส่วนที่เหลือทั้งหมดมาก่อน จนครบระยะเวลากู้เงิน และใช้วิธีการตามโครงการของหน่วยงานต่างๆ ที่มีอยู่แล้ว แต่ไม่ได้อนุมัติจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี นำมาสอดแทรกเข้าโครงการของ พ.ร.ก.ฉบับนี้ เพื่อสามารถเบิกจ่ายเงินกู้ ถือเป็นการผิดวัตถุประสงค์ของ พ.ร.ก. ฉบับนี้ ซึ่งรัฐบาลสามารถกู้เงินส่วนที่เหลืออีกประมาณ 3.4 แสนล้านบาท คิดว่าคงไม่ทัน อีกทั้งรัฐบาลยังมีแผนการที่จะกู้เงินอีกระลอกใหญ่ เพื่อลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน 2556 โดยใช้วิธรการออก พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลัง กู้เงินเพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน พ.ศ..... “วงเงิน 2.2 ล้านล้านบาท” สำหรับระยะเวลา 7 ปี (ปี2556-2563) ซึ่งอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 166-170 ที่ต้องระบุแผนการดำเนินงานในงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ชัดเจน แต่โครงการบริหารจัดการน้ำที่ผ่านมา เป็นเครื่องพิสูจน์ให้สาธารณชนเห็นแล้วว่า การกู้เงินนอกระบบงบประมาณ ขาดประสิทธิภาพในการเบิกจ่าย และขาดความโปร่งใสอย่างไร และรัฐบาลก็ไม่สามารถทำตามคำพูดที่ให้ไว้กับสาธารณชนได้ แต่รัฐบาลยังดึงดันกู้เงินนอกระบบในวงเงินที่มากขึ้นกว่าเดิมอีก