วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ไดอาน่าหาดใหญ่'ปรับโฉมจับตลาดแมส

หลังจากทุนค้าปลีกรายใหญ่ที่สุดในประเทศอย่าง “เซ็นทรัล” รุกธุรกิจสู่หัวเมืองหลัก หัวเมืองรอง ทั่วประเทศ

ดักกำลังซื้อในต่างจังหวัด และโอกาสการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ "ทุนค้าปลีกท้องถิ่น" ไม่อาจวางเฉยอีกต่อไป “วรนันท์ จันทรัศมี” ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท ไดอาน่า คอมเพล็กซ์ จำกัด ผู้บริหารศูนย์การค้าไดอาน่า หาดใหญ่ ทายาทรุ่นที่ 4 ของ “พิธานพาณิชย์” กลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ของภาคใต้ ให้สัมภาษณ์"กรุงเทพธุรกิจ" ถึงแนวทางการ "สู้ศึก" ในปีนี้

ทายาทค้าปลีกภูธรอย่าง “วรนันท์” เปิดใจถึงการเข้ามาบุกภาคใต้ของกลุ่มเซ็นทรัลว่า เป็นการสร้างสีสันให้กับธุรกิจค้าปลีก ที่สำคัญยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจหาดใหญ่ให้ขยายตัวขึ้น "มากกว่าจะมองเป็นคู่แข่ง" เพราะต้องยอมรับว่า ตำแหน่งทางการตลาดและเป้าหมายลูกค้านั้นต่างกัน ไดอาน่าหาดใหญ่ เน้นสินค้าแบรนด์ไทย ผสมอินเตอร์แบรนด์เล็กน้อย เพื่อจับกลุ่มลูกค้าระดับแมส ต่างกับเซ็นทรัลที่เน้นสินค้าอินเตอร์แบรนด์จากต่างประเทศและจับกลุ่มผู้บริโภคระดับ A และ B+ เป็นหลัก

แต่แน่นอนว่า เมื่อยักษ์ใหญ่แห่งวงการค้าปลีกรุกคืบ ผู้ประกอบการท้องถิ่นก็ต้องปรับตัว ซึ่งวรนันท์ กล่าวว่า “ผู้ประกอบการในพื้นที่ต้องปรับตัวเพื่อรองรับสภาวะการแข่งขันที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการรู้หลบรู้หลีก อย่าไปชนกับในสิ่งที่ไม่สมควรชน และหันมาเล่นคนละตลาด ซึ่งจะทำให้เกิดการอยู่รอดทั้ง 2 ฝ่าย”

เบื้องต้น แผนรับมือของศูนย์การค้าไดอาน่าฯ ได้วางงบลงทุน 300 ล้านบาท ภายใน 3 ปี โดยงบประมาณทั้งหมดเป็นเงินทุนของตัวเอง 100% ประเดิมปีนี้ด้วยการใช้งบ 120 ล้านบาท ปรับปรุงศูนย์การค้าโฉมใหม่ ทั้งดีไซน์ ตัวอาคารตลอดจนโครงสร้างต่างๆ ที่สำคัญจะมีการขยายและต่อเติมอาคารพื้นที่ขายเพิ่มจากเดิมที่มี 6 ชั้น แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่า จะขยายกี่ชั้น เพราะต้องรอให้หมดสัญญากับผู้เช่าก่อน

นอกจากนี้้ ยังมีแผนเสริมจุดแข็งลดจุดอ่อนของแผนกสินค้าต่างๆ เช่น แผนกรองเท้า กระเป๋า และเครื่องสำอาง ที่ยังไม่มีความหลากหลายของแบรนด์มากนัก ด้วยการเพิ่มไลน์สินค้าทั้งแบรนด์สินค้าของคนไทยและอินเตอร์แบรนด์อีกประมาณ 15% จากแบรนด์สินค้าที่มีอยู่ประมาณ 200-300 แบรนด์ ซึ่งจะเน้นกลุ่มที่ไม่สูงจนเกินไป ส่วนแผนกที่มีความแข็งแกร่งจะเป็นกลุ่มเสื้อผ้า โดยเฉพาะยีนส์ เห็นได้จากยอดขายแบรนด์ลีวายส์ที่มียอดขายสูงสุดในประเทศไทย

กลยุทธ์การตลาดถือเป็นเครื่องมือสำคัญของศูนย์การค้าฯ ซึ่งปีนี้บริษัทจะใช้งบการตลาด 2% ของยอดขาย หรือราว 20 ล้านบาท เท่ากับปีก่อน แต่เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้เงินให้มากขึ้น ทั้งการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายทั้งแคมเปญและโปรโมชั่นต่างๆ กระตุ้นกำลังซื้อของคนใน อำเภอหาดใหญ่ ที่มีอยู่ 1.2 ล้านคน และมีอัตราการใช้จ่ายภายในศูนย์การค้าฯเฉลี่ยอยูที่1,000 บาทต่อคนต่อบิล

นอกจากนี้ เพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี)ในปลายปี 2558 บริษัทมีแผนจะนำที่ดินที่เหลือไปพัฒนาเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์ทั้งประเภทอาคารสำนักงาน และคอนโดมิเนียมให้เช่า รองรับกลุ่มนักธุรกิจจากประเทศเพื่อนบ้านส่วนใหญ่เป็นชาวมาเลเซียและสิงคโปร์ที่จะมาเข้าลงทุนทำธุรกิจในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะอำเภอหาดใหญ่ โดยโครงการดังกล่าวคาดว่าจะเริ่มพัฒนาโครงการและก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในปี 2558

สำหรับภาพรวมธุรกิจค้าปลีกใน อำเภอหาดใหญ่ในปีนี้ ส่วนตัวเชื่อว่าจะมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้น เห็นได้จากยอดขายในช่วงต้นเดือนจนถึงปัจจุบันที่เติบโตขึ้นต่อเนื่อง และหากไม่มีเหตุการณ์หรือปัจจัยลบต่างๆ เกิดขึ้น เชื่อว่าแนวโน้มธุรกิจค้าปลีกปีนี้มีทิศทางที่ดีขึ้น เพราะเศรษฐกิจในอ.หาดใหญ่ยังมีความสดใสมากในปีนี้

ขณะที่ปี 2555 ที่ผ่านมา ธุรกิจค้าปลีกได้รับผลกระทบตั้งแต่ต้นปีเพราะประสบปัญหาน้ำท่วม ทำให้ยอดขายลดลงอย่างเห็นได้ชัด ประกอบกับ วันที่ 31 มี.ค. เกิดเหตุการณ์ก่อการร้ายที่ห้างกลางเมืองแห่งหนึ่งใน อำเภอหาดใหญ่ ทำให้ลูกค้าทั้งจากจังหวัดใกล้เคียงและ 3 จังหวัดภาคใต้ รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียลดน้อยลง ส่งผลให้ช่วงไตรมาสที่ 1-2 ทรงตัว หรือเติบโตเพียงหลักเดียว และกลับมาดีขึ้นในช่วงเดือน ต.ค. เป็นต้นมา ทำให้การเติบโตเริ่มดีขึ้นสูงกว่า 10% ขึ้นไป แต่ก็ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการทั้งปีให้เติบโตเพียง 9% เท่านั้น น้อยกว่าปี2554 ที่เติบโตถึง 20%

สำหรับภาพรวมผลประกอบการปี 2555 บริษัทปิดยอดขายประมาณ 1,000 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนรายได้จากดีพาร์ทเมนท์สโตร์ 80% และอีก 20% มาจากพื้นที่เช่า โดยในส่วนของค่าเช่าพื้นที่ภายในศูนย์ฯ บริษัทจะมีการปรับเพิ่มเฉลี่ยปีละ10% เป็นประจำทุกปี หรือเฉลี่ยตร.ม.ละ 1,100 บาท และหากไม่มีปัจัยลบหรือเหตุการณ์ความรุนแรง เชื่อว่าส่งผลให้ยอดขายปีนี้จะเติบโตตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 20%

ขณะที่ปัจจัยลบกระทบธุรกิจค้าปลีกภูธรปีนี้ หนีไม่พ้นการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวัน ส่งผลให้ต้นทุนค่าจ้างแรงงานของบริษัทต้องจ่ายเพิ่มขึ้นถึงปีละ10 ล้านบาท จากปัจจุบันที่มีอยู่ทั้งพนักงานประจำและพีซี (พนักงานขาย) รวมกว่า 600 คน เป็นพนักงานประจำ 350 คน แต่บริษัทยืนยันว่าไม่มีนโยบายเลิกจ้าง