"ธนวรรธน์"ชี้ค่าแรง 300 บาท กระตุ้นจีดีพี 1-1.4% แนะรัฐงัดมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีใน 1-2 ปี สำรวจพบอาจมีลดคน-ปิดกิจการ
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า มาตรการการปรับขึ้นค่าแรง 300 บาททั่วประเทศของรัฐบาลที่เริ่มดำเนินการใน 7 จังหวัดนำร่องตั้งแต่เดือน เม.ย. 2555 และได้มีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2556 จะส่งผลให้มีเม็ดเงินเพิ่มขึ้นในระบบเศรษฐกิจประมาณ 1.5 แสนล้านบาท จากการมีกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นของแรงงาน แบ่งเป็นเม็ดเงินที่เพิ่มขึ้นใน 7 กลุ่มจังหวัดนำร่องที่มีปริมาณการจ้างงานสูงประมาณ 8 หมื่นล้านบาท และเป็นเม็ดเงินที่เพิ่มขึ้นของแรงงานในจังหวัดอื่นๆอีก 7 หมื่นล้านบาท ซึ่งการมีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจในส่วนนี้จะช่วยเพิ่มการเติบโตของจีดีพีได้ 1 - 1.4%
"การปรับค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทมีส่วนหระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง นอกจากการจับจ่ายใช้สอย จากการสำรวจพบว่าส่วนหนึ่งมีการออม และนำเงินไปใช้หนี้ซึ่งน่าจะติดตามดูต่อไปว่าหนี้ภาคครัวเรือนมีการปรับลดหรือไม่ ส่วนการปรับลดสวัสดิการลงบางส่วนพบว่ามีการประนีประนอมกันระหว่างลูกจ้างกับนายจ้าง สิ่งที่ภาครัฐควรจะเพิ่มเติมเข้าไปคือเรื่องของการฝึกทักษะแรงงานเพื่อให้การปรับขึ้นค่าจ้างสอดคล้องกับผลผลิตที่เพิ่มขึ้นเพื่อลดการปิดกิจการและปลดคนงานที่อาจเป็นผลกระทบที่ตามมาในอนาคต"นายธนวรรธน์กล่าว
จากผลการสำรวจทัศนะของผู้ประกอบการต่อการปรับขึ้นค่าจ้าง 300 บาทนอกพื้นที่ 7 จังหวัดนำร่องจากกลุ่มตัวอย่างผู้ประกอบการ 600 ตัวอย่าง ว่าทัศนะของผู้ประกอบการในกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย (เอสเอ็มอี) ณ เดือน ม.ค.56 หลังจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่พบว่าผลกระทบจะเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการขนาดเล็กโดยเฉพาะธุรกิจภาคการเกษตร และภาคบริการที่มีต้นทุนแรงงานสูง โดยขณะนี้อัตราการเปลี่ยนแปลงในเรื่องต้นทุน การจ้างงานลดลง การลดลงของกำไร และการปิดกิจการของผู้ประกอบการเอสเอ็มอียังไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก แต่คาดว่าหากไม่ได้รับมาตรการเยียวยาที่เหมาะสมจากรัฐบาลผลกระทบจากมาตรการการปรับขึ้นค่าแรง 300 บาทจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจรายย่อยชัดเจนขึ้นเรื่อย โดยเฉพาะภาคธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลซึ่งมีจำนวนถึง 50% ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั้งหมดที่อาจเข้าไม่ถึงมาตรการเยียวยาของรัฐ
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ประมาณ 46.8% ระบุว่าสามารถแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากมาตรการนี้เป็นระยะเวลาสูงสุด 7 เดือน สอดคล้องกับการสำรสวจผลกระทบที่ระบุว่าในอีก 6 เดือนข้างหน้าหากมาตรการของรัฐบาลไม่สามารถเยียวยาได้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกว่า 18.3% คาดว่าจะมีต้นทุนเพิ่มขึ้น ขณะที่อีก 4.6% คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากกำไรที่ลดลงหรือประสบภาวะขาดทุน ขณะที่ผู้ประกอบการ 17.9% ระบุว่าจะปรับขึ้นราคาสินค้า 7.8% คาดว่าจะต้องปิดกิจการ และผู้ประกอบการ 9.3% จะหาเครื่องจักรมาดำเนินการแทนแรงงาน
"ผลกระทบเรื่องการปรับค่าแรง 300 บาทจะเห็นความชัดเจนมากขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 2 และไตรมาส 3 ซึ่งอาจเห็นภาพของการลดจำนวนแรงงานและปิดกิจการมากขึ้น โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งหลายจังหวัดมีการปรับค่าแรงเกือบเท่าตัว ดังนั้นการมีมาตรการเยียวยาที่เหมาะสมในระยะ 1 - 2 ปีแรกที่มีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำถือว่าอยู่ในวิสัยน์ที่รัฐบาลควรจะพิจารณา เนื่องจากการฝึกหัดและพัฒนาทักษะอาชีพต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1 ปี ซึ่งในระหว่างที่รัฐบาลปรับเรื่องของมาตรการเยียวยาเอสเอ็มอีก็ต้องปรับปรุงเรื่องของกฎเกณฑ์ในการจ้างแรงงานต่างด้าวที่ถือเป็นทางออกของการแก้ไขปัญหาแรงงานขาดแคลนในบางพื้นที่"นายธนวรรธ์กล่าว
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังต้องการให้รัฐบาลเพิ่มมาตรการช่วยเหลือธุรกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มของเอสเอ็มอีรายย่อยที่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลส่วนใหญ่มองว่ามาตรการเยียวยาที่รัฐบาลออกมาแล้วสามารถช่วยเหลือได้ประมาณ 40% โดยผู้ประกอบการ 12.1% อยากให้เพิ่มการจัดอบรมฝีมือแรงงาน 26.5% ต้องการให้ลดภาษีนิติบุคคลเพิ่มขึ้น และผู้ประกอบการ 27.5% ต้องการให้มีการจ่ายเงินชดเชยการปรับค่าแรงขั้นต่ำ









