วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผลสำรวจส.อ.ท.ชี้ธุรกิจไม่พอใจค่าแรง300

เปิดผลสำรวจสภาอุตฯชี้คาดธุรกิจไมพอใจนโยบายค่าแรง 300 บาท ทั่วไทย ส่วนใหญ่ยังประคองตัว-ปักหลักในไทย ไม่ย้ายการผลิต

นายธนิต โสรัตน์ เลขาธิการปฏิบัติหน้าที่แทนประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้เคลื่อนไหวให้รัฐบาลช่วยเหลือผลกระทบจากการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทมาโดยตลอด ซึ่งเปิดเผยผลสำรวจล่าสุดของสมาชิก ส.อ.ท.ทั่วประเทศ มีรายละเอียดดังนี้

จากการปรับค่าจ้าง 300 บาททั่วประเทศ ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น 10-12% โดยที่ตัวเลขการสำรวจของสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ได้ประเมินว่าอุตสาหกรรมขนาดเล็กที่มีต้นทุนรวมเพิ่มขึ้น มีจำนวนถึง 6.6 หมื่นโรงงาน คิดเป็น 87.83% ของโรงงานทั้งหมด

อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบมาก จะเป็นอุตสาหกรรมที่อยู่ในต่างจังหวัด มีต้นทุนเพิ่มมากขึ้นถึง 5.92% ขณะที่ กทม.และปริมณฑลมีต้นทุนรวมเพิ่มขึ้น 5.12% ทำให้ต้นทุนรวมเฉลี่ยของอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 5.38% เมื่อเทียบกับกำไรของภาคอุตสาหกรรมโดยเฉลี่ย อยู่ที่เพียง 4-5% ทำให้ผู้ประกอบการที่ใช้แรงงานเข้มข้น ซึ่งมีสัดส่วนแรงงานเกินกว่า 10% จะได้รับผลกระทบและเป็นเหตุผลว่าธุรกิจเอสเอ็มอีไม่สามารถเข้าถึงมาตรการช่วยเหลือด้านภาษี

จากรายงานของ สศอ.ยังระบุว่า อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม 7.73% อุตสาหกรรมอาหาร 6.142% อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเซรามิก 5.63%

นอกจากนี้ รายงานวิจัยผลกระทบจากมาตรการ 300 บาททั่วประเทศของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย รายงานว่า การปรับค่าจ้างครั้งนี้ ทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ทั้งขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ ได้รับผลกระทบ โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ ได้รับผลกระทบมาก ที่ 96-98% ของโรงงานทั้งหมด ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจของ ส.อ.ท. ที่ได้เคยทำไปก่อนหน้านี้ อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม เฟอร์นิเจอร์ ไฟฟ้า เครื่องหนัง ผลกระทบอยู่ที่ 8-12% ขณะที่ภาคขนส่งผลกระทบ 4.73%

ส.อ.ท. ได้จัดทำแบบสำรวจผลกระทบผู้ประกอบการขนาดกลางและเอสเอ็มอีทั่วประเทศ ครั้งที่สอง ระหว่างวันที่ 12 -17 ม.ค. 2556 ครอบคลุมทั้งกลุ่มอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมในต่างจังหวัด หอการค้าจังหวัด และสมาคมต่างๆ เช่น สมาคมขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย สมาพันธ์ขนส่งทางบก สมาคมชิปปิ้งแห่งประเทศไทย สมาคมขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ สมาคมผู้ค้าปลีกไทย สมาคมจัดซื้อและซัพพลายเชนแห่งประเทศไทย สรุปได้ดังนี้

ลักษณะและประเภทของธุรกิจ

จำนวนแรงงานในสถานประกอบการ มีดังนี้ น้อยกว่า 25 คน คิดเป็น 14.63% แรงงานจำนวน 26-50 คน คิดเป็น 19.51% แรงงานจำนวน 101-200 คน คิดเป็น 21.95% และแรงงาน จำนวน 201 คนขึ้นไป คิดเป็น 26.83%
ลักษณะของธุรกิจ แยกเป็น ขายในประเทศ 56.14% ส่งออก 36.84% และ ส่งออกทางอ้อม 7.02%
ลักษณะของการส่งออก แยกเป็นใช้แบรนด์ตัวเอง 37.50% ผลิตภายใต้แบรนด์ลูกค้า 27.50% รับจ้างผลิต 27.50% และรับจ้างค่าแรงและอื่นๆ 3.0%

ผลจากมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาล จากแบบสอบถามพบว่า ไม่มีกลุ่มตัวอย่างคิดว่าสามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการได้มาก ส่วนกลุ่มที่เห็นว่าช่วยได้ปานกลาง คิดเป็น 2.22% ช่วยได้น้อย 51.11% และไม่สามารถช่วยได้เลย 46.67%

สำหรับ ความพึงพอใจต่อมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาล จากแบบสอบถามพบว่ามีเพียง 4.44% ที่ตอบว่ามีความพอใจ ขณะที่ 66.67% ไม่พอใจ และไม่แสดงความคิดเห็น 28.89%

ด้าน ผลกระทบที่มีต่อกำไรขาดทุนของธุรกิจ พบว่ากลุ่มตัวอย่างไม่มีผู้ที่เห็นว่าธุรกิจมีกำไรมากขึ้น และกำไรคงเดิม ส่วนที่เห็นว่ากำไรลดลง คิดเป็น 44.44% และขาดทุน 35.56%

ด้าน โอกาสการเลิกกิจการ/ปิดโรงงาน พบว่ามีโอกาสที่จะปิดกิจการ หรือปิดโรงงาน คิดเป็น 24.44% กระทบแต่ยังสามารถประคองธุรกิจได้ 64.44% และยังไม่แน่ใจ 11.11%

โอกาสการย้ายฐานการผลิตไปต่างประเทศ พบว่า ส่วนใหญ่ยังไม่มีนโยบายในการย้ายฐานการผลิต คิดเป็น 81.82% ขณะที่ผู้ประกอบการ 18.18% มีแนวคิดที่จะย้ายฐานการผลิตไปในประเทศเพื่อนบ้าน

สำหรับประเทศที่นักลงทุนไทยต้องการไปลงทุน พบว่า 50% ต้องการย้ายฐานการผลิตไปประเทศพม่า 20% ต้องการย้ายไปประเทศกัมพูชา และต้องการย้ายไปอินโดนีเซีย 20% สำหรับประเทศเวียดนาม มีผู้ต้องการไปลงทุน 10%