กลุ่ม"เจริญ"เพิ่มเสนอซื้อ"เอฟแอนด์เอ็น"เป็นหุ้นละ 9.55ดอลลาร์สิงคโปร์ หลังกว้านซื้อเพิ่มมาได้อีก90.8 ล้านหุ้นเมื่อ18.ค. ทำให้หุ้นเพิ่ม40.45
ศึกชิงเอฟแอนด์เอ็นดุเดือดขึ้นอีกครั้งเมื่อกลุ่มของ นายเจริญ สิริวัฒนภักดี ได้เพิ่มข้อเสนอซื้อบริษัทเฟรเซอร์แอนด์นีฟ (เอฟแอนด์เอ็น) ซึ่งเป็นบริษัทด้านอสังหาริมทรัพย์และเครื่องดื่มของสิงคโปร์ ขึ้นเป็นจำนวนเกือบ 11,300 ล้านดอลลาร์ เพื่อต่อกรกับข้อเสนอซื้อจากบริษัทโอเวอร์ซียูเนียนเอนเตอร์ไพรส์ (โอยูอี) ของนายสตีเฟน ไรอาดี มหาเศรษฐีอินโดนีเซีย
บริษัททีซีซีแอสเซตต์ของนายเจริญ เพิ่มข้อเสนอซื้อเอฟแอนด์เอ็นจาก 8.88 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อหุ้น เป็นหุ้นละ 9.55 ดอลลาร์สิงคโปร์ สูงกว่าข้อเสนอซื้อของโอยูอีที่ราคาหุ้นละ 9.08 ดอลลาร์สิงคโปร์ ส่วนราคาเสนอซื้อรวมนั้นอยู่ที่ 13,750 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (330,000 ล้านบาท) สูงกว่าข้อเสนอของกลุ่มบริษัทโอยูอีที่ยื่นเสนอซื้อแข่งเมื่อกลางเดือน พ.ย.ที่ผ่านมาในราคา 13,100 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (314,400 ล้านบาท)
การเพิ่มข้อเสนอซื้อของนายเจริญมีขึ้นหลังจากสภาอุตสาหกรรมหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นผู้ดูแลกฎระเบียบของสิงคโปร์ระบุว่า หากผู้เสนอซื้อทั้งสองรายไม่ยื่นข้อเสนอสุดท้ายภายในวันอาทิตย์ (20 ม.ค.) จะเปิดให้มีการประมูลอย่างเป็นทางการในวันที่ 21 ม.ค.นี้
นายเดวิด สมิธ หัวหน้าฝ่ายบรรษัทภิบาลแห่งบริษัทอาเบอร์ดีนแอสเซตต์แมเนจเมนต์เอเชีย กล่าวว่า ไม่เคยมีเหตุการณ์ที่ต้องจัดให้มีการประมูลในสิงคโปร์มาก่อนเลย
การออกกฎของสภาอุตสาหกรรมหลักทรัพย์มีขึ้นหลังจากศึกเสนอซื้อเอฟแอนด์เอ็นยืดเยื้อมาตั้งแต่เดือน ก.ค.ปีที่แล้ว เมื่อกลุ่มของนายเจริญซื้อหุ้น 22% ของเอฟแอนด์เอ็นจากกลุ่มโอซีบีซีของสิงคโปร์
กลุ่มเจริญซื้อหุ้นเพิ่มได้อีก 6.3%
ล่าสุดเมื่อวันศุกร์ (18 ม.ค.) กลุ่มของนายเจริญได้หุ้นเอฟแอนด์เอ็นเพิ่มได้อีก 90.8 ล้านหุ้น หรือ 6.3% ในราคาหุ้นละ 9.55 ดอลลาร์สิงคโปร์ ทำให้กลุ่มของนายเจริญมีหุ้นในเอฟแอนด์เอ็นเพิ่มเป็น 40.45% ทั้งนี้รวมการยอมรับของผู้ถือหุ้นจำนวนหนึ่งที่ขายหุ้นให้ก่อนหน้านี้ในราคาหุ้นละ 8.88 ดอลลาร์สิงคโปร์ อันเป็นราคาเสนอซื้อเดิม
การเดินเกมของกลุ่มนายเจริญก่อให้เกิดแรงกดดันแก่กลุ่มบริษัทภายใต้การนำของโอยูอีที่จะต้องเคลื่อนไหวรับมือ ซึ่งอาจอยู่ในรูปของการยื่นข้อเสนอสุดท้าย หรือถอนตัวออกจากการเสนอซื้อนี้ไป
การเพิ่มข้อเสนอซื้อของกลุ่มนายเจริญไม่มีแนวโน้มจะทำให้การประมูลต้องเลื่อนออกไป เว้นแต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งขอถอนตัว แต่ในกรณีที่สองฝ่ายยังเสนอซื้อแข่งกันอยู่ ก็จะนำไปสู่การประมูล ซึ่งทั้งสองฝ่ายต้องปรับข้อเสนอใหม่เป็นเงินสด และต้องไม่มีการกำหนดเงื่อนไขพ่วงท้ายไปด้วย จนกว่าข้อเสนอประมูลจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเป็นที่ยอมรับ หรือจนกว่าคณะกรรมการดูแลตลาดหลักทรัพย์จะยื่นมือเข้ามาอีก
จับตามาตรการรับมือโอยูอี
เอฟแอนด์เอ็นซึ่งกลุ่มของนายเจริญและโอยูอีกำลังแย่งกันเข้าถือครองอยู่นี้ เป็นบริษัทที่มีอายุเก่าแก่ถึง 130 ปี และมีสินทรัพย์ด้านอสังหาริมทรัพย์มูลค่ากว่า 8,000 ล้านดอลลาร์ รวมถึงธุรกิจเครื่องดื่ม นมเนย และสิ่งพิมพ์
บริษัทภายใต้การนำของโอยูอีที่ร่วมเสนอซื้อแข่งกับนายเจริญนั้น รวมถึงกองทุนบริหารความเสี่ยงฟารัลลอนแคปิตอลแมเนจเมนต์ของสหรัฐ และบริษัทนูนเดย์โกลบอลแมเนจเมนต์ ซึ่งแหล่งข่าวเผยว่ากลุ่มบริษัทดังกล่าวได้ใช้เวลาเมื่อคืนวันศุกร์ (18 ม.ค.) หารือท่าทีต่อไปว่าควรดำเนินการอย่างไร เพราะขณะนี้แรงกดดันตกอยู่กับบริษัทโอยูอีที่จะต้องยื่นข้อเสนอซื้อในระดับราคาที่สูงกว่ากลุ่มของนายเจริญ
ก่อนหน้านี้ แหล่งข่าวเผยว่ากลุ่มโอยูอีพร้อมจะสู้ในระยะยาว จนกว่าฝ่ายไทยจะเพิ่มข้อเสนอซื้อขึ้นสูงจนสู้ไม่ไหว
ทั้งนี้ สภาอุตสาหกรรมหลักทรัพย์สิงคโปร์ซึ่งดูแลด้านการเข้าถือครองกิจการ มีสมาชิก 16 คน ส่วนใหญ่มาจากภาคเอกชน รวมถึงผู้แทนภาคอุตสาหกรรม ผู้เชี่ยวชาญภาคการเงิน และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย
การต่อสู้ไปจนถึงขั้นของการประมูลนั้น คล้ายคลึงกับการหาทางออกในกรณีของบริษัทรอยัลดัชท์เชลล์ กับ ปตท.สผ.ของไทย ที่เสนอซื้อบริษัทโคฟเอนเนอร์จี และ ปตท.สผ.ชนะไปในที่สุด
ส่วนในกรณีนี้เป็นการต่อสู้กันระหว่างนายเจริญ ซึ่งนิตยสารฟอร์บส์ของสหรัฐระบุว่ามีทรัพย์สิน 6,200 ล้านดอลลาร์ กับ นายไรอาดี ประธานบริษัทโอยูอีและประธานกลุ่มบริษัทลิปโปของอินโดนีเซีย
หุ้นเอฟแอนด์เอ็นพุ่งแตะ9.58ดอลล์
ศึกเสนอซื้อเอฟแอนด์เอ็นถือเป็นมหากาพย์ที่ยืดเยื้อ โดยกลุ่มของนายเจริญได้เลื่อนเส้นตายมาแล้ว 7 ครั้ง ส่วนบริษัทโอยูอีเลื่อนเส้นตายมา 2 ครั้ง ซึ่งการเลื่อนเส้นตายหลายต่อหลายครั้งนี้ถือเป็นการทดสอบความอดทนของผู้ถือหุ้นเอฟแอนด์เอ็น
ก่อนหน้านี้ เจพีมอร์แกน ที่ปรึกษาทางการเงินอิสระของเอฟแอนด์เอ็น กล่าวว่าจากการประเมินมูลค่าของเอฟแอนด์เอ็น ราคาน่าจะอยู่ที่หุ้นละ 8.58-11.56 ดอลลาร์สิงคโปร์ ขณะที่ล่าสุดราคาหุ้นเอฟแอนด์เอ็นในตลาดหุ้นสิงคโปร์ซื้อขายที่หุ้นละ 9.58 ดอลลาร์สิงคโปร์ ซึ่งหมายความว่าข้อเสนอซื้อล่าสุดจากกลุ่มของนายเจริญนั้น ยังต่ำกว่าราคาปิดตลาดของหุ้นเอฟแอนด์เอ็นเมื่อวันศุกร์ (18 ม.ค.) ที่ระดับ 9.58 ดอลลาร์สิงคโปร์
กองทุนบริหารความเสี่ยงได้พากันเข้าซื้อหุ้นของเอฟแอนด์เอ็น หลังจากราคาหุ้นไต่ระดับสูงกว่าข้อเสนอที่นายเจริญไปยื่นไปในตอนแรก เพราะคาดหมายว่าจะเกิดสงครามเสนอซื้อที่ยืดเยื้อ
คิรินโฮลดิงส์ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับ 2 ของเอฟแอนด์เอ็นด้วยจำนวนหุ้น 14.8% ได้สนับสนุนข้อเสนอซื้อของโอยูอีอย่างมีเงื่อนไข โดย คิรินโฮลดิงส์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตเบียร์ของญี่ปุน จะเสนอซื้อธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มของเอฟแอนด์เอ็นเป็นเงิน 2,700 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หากกลุ่มโอยูอีประสบความสำเร็จในการเสนอซื้อเอฟแอนด์เอ็น
เจพีมอร์แกนประเมินว่าธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มของเอฟแอนด์เอ็นมีมูลค่าประมาณ 1,880-3,820 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์
"เจริญ"หวังใช้เอฟแอนด์เอ็นขยายธุรกิจ
นักวิเคราะห์มองว่าหากนายเจริญสามารถเสนอซื้อเอฟแอนด์เอ็นเป็นผลสำเร็จ เขาน่าจะใช้เครือข่ายจัดจำหน่ายของเอฟแอนด์เอ็นในสิงคโปร์และมาเลเซียเป็นช่องทางในการจำหน่ายสินค้าต่างๆ ของเขา รวมถึงนำสินค้ายี่ห้อต่างๆ ของเอฟแอนด์เอ็นเข้าไปจำหน่ายในไทย ซึ่งกลุ่มบริษัทของนายเจริญเป็นผู้นำในหลายด้านอยู่แล้ว
บริษัทไทยเบเวอเรฟของนายเจริญเป็นผู้ผลิตเบียร์ช้าง ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดในแง่ยอดขายเป็นอันดับ 2 ในไทย นอกจากนั้นเขายังมีธุรกิจผลิตสุรา เครื่องดื่มบำรุงกำลัง และกาแฟสำเร็จรูป อีกทั้งนายเจริญยังมีอาณาจักรอสังหาริมทรัพย์ในชื่อบริษัททีซีซีแลนด์
ทั้งนี้ เอฟแอนด์เอ็นเป็นผู้นำในตลาดเครื่องดื่มน้ำอัดลมในมาเลเซียและสิงคโปร์ ด้วยส่วนแบ่งตลาด 31.3% ในมาเลเซีย และ 21.4% ในสิงคโปร์
เอฟแอนด์เอ็นตกเป็นเป้าหมายของการเข้าถือครองกิจการเมื่อเดือน ก.ย.2555 หลังจากขายบริษัทเอเชียแปซิฟิกบริวเวอรีส์ ผู้ผลิตเบียร์ไทเกอร์ ให้แก่ไฮเนเก้น แต่การเสนอซื้อเอฟแอนด์เอ็นก็ยืดเยื้อมาหลายเดือน เพราะทั้งสองฝ่ายต่างเลื่อนเส้นตายในการยื่นข้อเสนอสุดท้าย จนในที่สุดสภาอุตสาหกรรมหลักทรัพย์สิงคโปร์ต้องกำหนดวันประมูล ด้วยเหตุผลว่านักลงทุนต้องการความแน่นอนเกี่ยวกับข้อเสนอซื้อ โดยที่ผ่านมาผู้ถือหุ้นของเอฟแอนด์เอ็นมีท่าทีไม่กระตือรือร้นต่อข้อเสนอซื้อทั้งจากกลุ่มนายเจริญและบริษัทโอยูอี เพราะหวังว่าจะมีการเพิ่มข้อเสนอซื้อในที่สุด
โอยูอีเล็งขึ้นบ.อสังหาฯเบอร์1สิงคโปร์
ในส่วนของโอยูอีซึ่งมีธุรกิจในสิงคโปร์นั้น หากประสบความสำเร็จในการเสนอซื้อเอฟแอนด์เอ็น ก็อาจแปลงโฉมบริษัทให้กลายเป็นผู้พัฒนาที่อยู่อาศัยอันดับ 1 ของสิงคโปร์ นอกจากนั้น ยังสามารถขยายอาณาจักรไปต่างประเทศ เพราะเอฟแอนด์เอ็นบริหารอพาร์ตเมนต์เพื่ออยู่อาศัยหลายพันแห่งในเมืองใหญ่อย่างลอนดอน ปารีส ดูไบ อีกทั้งพอร์ตอสังหาริมทรัพย์ของเอฟแอนด์เอ็น ยังรวมถึงห้างสรรพสินค้า อาคารสำนักงาน และนิคมอุตสาหกรรมไฮเทคในสิงคโปร์ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น
นายไรอาดี เคยกล่าวว่า สินทรัพย์ทั้งหลายของเอฟแอนด์เอ็นล้วนเป็นสินทรัพย์ดี และสอดรับอย่างมากกับสินทรัพย์ของโอยูอี
แหล่งข่าวเผยว่า เครดิตสวิสและแบงก์ออฟอเมริกาเมอร์ริลลินช์ทำหน้าที่รับประกันเงินกู้ระยะสั้นสำหรับข้อเสนอซื้อของโอยูอี นอกจากนั้น ซีไอเอ็มบีก็ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่โอยูอีด้วย
สถาบันวิจัยเรลิแกร์ระบุว่าหากโอยูอีเสนอซื้อสำเร็จ บัญชีของบริษัทจะดีขึ้นมาก และมูลค่าสินทรัพย์จะเพิ่มขึ้น 22% แต่ข้อเสนอของโอยูอีต่ำกว่ามูลค่าหน้าตั๋ว 30% และโอยูอีอาจเพิ่มข้อเสนอซื้อเป็นหุ้นละ 10.30 ดอลลาร์สิงคโปร์








