ปุ้มปุ้ยจ่อขยับราคาปลากระป๋องครั้งแรกในรอบ 5 ปี เหตุต้นทุนพุ่งจากค่าแรง 300 และค่าขนส่ง เล็งแตกไลน์การผลิตใหม่ ในกลุ่มเรดดี้ทูอีส
นายไกรเสริม โตทับเที่ยง ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ผลิตภัณฑ์อาหารกว้างไพศาล จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายปลากระป๋องปุ้มปุ้ย เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างพิจารณาปรับราคาปลากระป๋องขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี เนื่องจากต้องแบกรับต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น จากการปรับค่าแรงเป็น 300 บาทต่อวัน และการเพิ่มขึ้นของค่าขนส่งและราคาน้ำมัน
“บริษัทมีแผนจะปรับราคาขายขึ้นเล็กน้อย เพราะต้องพิจารณาจากหลายๆองค์ประกอบ โดยเฉพาะผลกระทบต่อผู้บริโภคที่อาจกระทบยอดขาย แต่ถ้าเราไม่ปรับก็แบกรับต้นทุนไม่ไหว โดยเฉพาะเรื่องค่าแรง 300 บาท แม้ว่าที่ผ่านมาเราจะหันไปลดต้นทุนด้านอื่นๆลงแล้ว”
เขายังกล่าวว่า ในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ บริษัทเตรียมที่จะเปิดตลาดอาหารทะเลพร้อมรับประทาน (เรดดี้ทูอีส) เพื่อเพิ่มไลน์การผลิตใหม่ โดยจะใช้งบลงทุนประมาณ 20 ล้านบาทเพื่อเพิ่มเครื่องจักรใหม่ แต่ขอไม่เปิดเผยรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ในขณะนี้
อย่างไรก็ตาม ในปีที่ผ่านมา ปุ้มปุ้ย ได้เปิดตัวสินค้าในแพคเกจจิงใหม่ อาทิ หอยลายอบกรอบรสกระเทียม หรือ Crispy Baby Clam ในซองพลาสติก กำลังการผลิต 5-6 แสนซองต่อเดือน โดยเป็นครั้งแรกที่แบรนด์ปุ้มปุ้ยฉีกตัวออกมาทำแพคเกจใหม่ในซองพลาสติก และวางจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อเซเว่น อีเลฟเว่น
สำหรับแผนการตลาดในปีนี้ บริษัทมีแผนจะขยายตลาดไปยังประเทศในตะวันออกกลาง และ 10 ประเทศในอาเซียนมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีแผนจะทำโปรโมชั่นด้านราคามากขึ้น เพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิม และเพิ่มฐานลูกค้าใหม่
“บริษัทจะเน้นในเรื่องช่องทางการขาย ให้กระจายเข้าไปในทุกๆ ช่องทางทั้งที่เป็นโมเดิร์นเทรด และเทรดดิชั่นแนล เทรด ซึ่งกลุ่มหลังนี้คือพันธมิตรเก่าของเราที่อยู่ด้วยกันมากว่า 30 ปี เราจะลงไปเล่นในกลุ่มนี้ให้มากขึ้นกว่าเดิม เพราะยังมีช่องทางในการทำตลาดอีกมาก”
โดยในปีนี้ ปุ้มปุ้ยตั้งเป้าการเติบโตของยอดขายไว้ที่ 10% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มียอดขายรวมประมาณ 1,500 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายในประเทศ 1,200 ล้านบาท ต่างประเทศ 200-300 ล้านบาท แยกเป็นรายได้จากกลุ่มผลิตภัณฑ์กลุ่มอาหารกระป๋อง ที่มีส่วนแบ่งรายได้มากที่สุด 90% รองลงมาก็คือกลุ่มสเนคหรือของทานเล่น ประมาณ 5-10% และปีนี้คาดว่าจะมีส่วนแบ่งการตลาดจากกลุ่มเรดดี้ทูอีส ซึ่งเป็นกลุ่มใหม่ประมาณ 5%
“ตัวสินค้ากระป๋องค่อนข้างจะอยู่ตัวแล้ว แต่อีก 2 กลุ่มพยายามที่จะเพิ่มรายได้ให้มากขึ้น เพราะยังเป็นการแก้ปัญหาด้านต้นทุนการผลิต การออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ สู่ตลาด ยังถือเป็นการถั่วเฉลี่ยต้นทุน และกำไร ช่วยกระตุ้นยอดขายในภาพรวมทุกผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้น”








