วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

STANLY - ซื้อ

กำไรมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่ราคาหุ้นยังฟื้นตัวอ่อนกว่ากลุ่มฯ

กำไรมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง คาด 3Q55 ทะลุหลัก 400 ล้านบาท

ยอดผลิตรถยนต์เดือน ต.ค. – พ.ย. 55 ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ต่อเนื่อง ขณะที่ STANLY เริ่มเดินเครื่องโรงงานใหม่เพื่อรองรับคำสั่งซื้ออีโคคาร์ (รองรับยอดขายได้ 1–2 พันล้านบาท/ปี) ตั้งแต่กลางปี 2555 และมีอัตราการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เราคาดยอดขายใน 3Q55 (ต.ค.-ธ.ค. 55) จะเติบโตราว 5% QoQ แตะระดับ 3 พันล้านบาทเป็นครั้งแรก เติบโต 162% YoY จากผลกระทบน้ำท่วมในปี 2554 และคาดว่าอัตราทำกำไรจะเพิ่มขึ้น 1 – 2% จากการใช้ประสิทธิภาพโรงงานใหม่ได้เพิ่มขึ้น คาดกำไรงวด 3Q55 จะทะลุหลัก 400 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% QoQ และดีกว่า 3Q54 ที่มีผลขาดทุน 367 ล้านบาท

ทยอยลงเครื่องจักรในโรงงานใหม่ คาดใช้กำลังผลิตได้เต็ม 100% ตามแผน

นักลงทุนสัมพันธ์ STANLY เปิดเผยว่าช่วงเดือน ต.ค. – ธ.ค. 55 โรงงานใหม่มีอัตราการใช้กำลังการผลิตราว 50% และในช่วงเดือน มี.ค. – เม.ย. 56 จะมีสินค้าโมเดลใหม่เปิดสายการผลิตอีก 1 รุ่น ทำให้อัตราการใช้กำลังการผลิตที่โรงงานใหม่จะเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ราว 70% และคาดว่าจะสามารถใช้กำลังการผลิตได้เต็ม 100% ภายในเดือน มิ.ย. 56 ตามแผนที่เคยเปิดเผยก่อนหน้านี้ เราจึงคาดว่ายอดขายและกำไรงวด 4Q55 ของ STANLY (ม.ค. – มี.ค. 56) จะเติบโตต่อเนื่อง คาดผลประกอบการปี 2555 (เม.ย.54 - มี.ค.55) เติบโตกว่า 111% YoY จากปีก่อนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วม และคาดผลประกอบการปี 2556 (เม.ย.56 – มี.ค.57) จะเติบโตต่อเนื่องราว 22% YoY

ค่าสินไหมประกันที่เหลือ 300 ล้านบาท น่าจะได้ข้อสรุปภายใน มี.ค. 56

นอกจากนี้ STANLY ยังมีโอกาสที่จะรับรู้รายได้พิเศษซึ่งเรายังไม่ได้รวมไว้ในประมาณการค่าสินไหมประกันจากเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2554 ที่อยู่ระหว่างเจรจากับบริษัทประกันมูลค่าประมาณ 300 ล้านบาท โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในเดือน มี.ค. 56 หรือภายในงวดปีบัญชี 2555 ของ STANLY

ราคาหุ้นฟื้นตัวอ่อนกว่ากลุ่มฯ ยังเหลือผลตอบแทนที่คาดหวังกว่า 30%

ตั้งแต่ต้นปี 2556 จนถึงปัจจุบัน ราคาหุ้น STANLY ฟื้นตัวอ่อนกว่ากลุ่มฯ โดยปรับขึ้นเพียง 6% เมื่อเทียบกับ SAT และ AH ที่ราคาปรับขึ้น 11% และ 12% ตามลำดับ ทำให้ STANLY มีผลตอบแทนคาดหวังมากที่สุดในกลุ่มฯราว 30% เรามองเป็นโอกาสของการเข้าลงทุนคงคำแนะนำ “ซื้อ” โดยประเมินมูลค่าเหมาะสม 300 บาท (เทียบเท่า P/E Ratio ปี 56 ที่ 12 เท่า) ทั้งนี้ปี 2556 ธุรกิจยานยนต์ไทยมีความเสี่ยงจากความเปราะบางของภาวะเศรษฐกิจโลกเนื่องจากต้องพึ่งพิงการส่งออกมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังหลังหมดแรงส่งจากนโยบายรถคันแรก