ผู้บริหารแบงก์ทิสโก้แจงนักวิเคราะห์ ยันไม่มีแผนเพิ่มทุน หลังราคาหุ้นร่วงแรงเพราะนักลงทุนหวั่นเรื่องเพิ่มทุน เหตุเงินกองทุนขั้นที่ 1 ต่ำ
ฃการเคลื่อนไหวราคาหุ้นบริษัทบริษัททิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) ในช่วง 4 วันที่ผ่านมา ราคาหุ้นปรับลดลงประมาณ 6% จากราคา 54.50 บาท มาอยู่ที่ 50 บาทต่อหุ้น
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซียไซรัส กล่าวว่า การที่ราคาหุ้นที่ร่วงแรง เนื่องจากเกิดจากความกังวลเรื่องเงินกองทุนขั้นที่ 1 ลดลงเหลือ 9% สิ้นปี 2555 ต่ำสุดในกลุ่มแบงก์ แต่ก็เป็นเพราะการเติบโตของสินเชื่อที่สูงถึง 34% ณ ระดับเงินกองทุนดังกล่าวยังทำให้สินเชื่อของบริษัททิสโก้โตได้ 12-15% และเงินกองทุนขั้นที่ 1 ยังสูงกว่าเกณฑ์ ธปท. จึงไม่จำเป็นต้องเพิ่มทุน
"ฝ่ายวิจัยได้ แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 60 บาท และคาดว่าบริษัททิสโก้จะจ่ายปันผล 2.35 บาทต่อหุ้น น้อยกว่าที่เคยคาดแต่ก็ยังให้อัตราผลตอบแทน 4.6% จึงยังแนะนำซื้อ" นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ กล่าว
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าวว่า บริษัททิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จัดประชุมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ และผู้บริหารของบริษัทได้ชี้แจงเรื่องอัตราส่วนของกองทุนขั้นที่ 1 (TIER-1) ซึ่งปรับลดลงต่อเนื่องมาอยู่ที่ 9% จากการเร่งการเติบโตของสินเชื่อช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ผู้บริหารยังคงยืนยันว่ายังไม่มีความจำเป็นต้องเพิ่มทุน แต่จะเลือกใช้การลดอัตราการจ่ายเงินปันผล (Payout Ratio) แทน ทำให้ฝ่ายวิจัย จึงปรับลดคาดการณ์เงินปันผลปี 2555-2557 ลง
จากที่เงินกองทุนรับลดลงมา ส่งผลให้ฐานเงินทุนของบริษัททิสโก้เริ่มมีจำกัด ซึ่งแม้ว่า จะมองว่าเงินกองทุนที่เหมาะสมของธนาคารอยู่ที่ 8.5% แต่เงินกองทุนขั้นที่ 1 ณ ปัจจุบันถือว่าต่ำสุดในกลุ่มธนาคาร และมองการขยายตัวสินเชื่อของทิสโก้ปีนี้ จะเติบโตแบบชะลอตัวลง จึงประเมินการจ่ายเงินปันผลจะปรับลดลงจาก 52% ในปี 2554 สู่ระดับ 46% ในปี 2555 และ 40%
"ประเด็นที่ตลาดกังวลเกี่ยวกับการเพิ่มทุนผู้บริหารยังคงยืนยันว่าการเพิ่มทุนจะเป็นทางเลือกสุดท้าย ซึ่งคาดว่าจะยังไม่เกิดขึ้น หากยังมองไม่เห็นว่าการเติบโตของสินเชื่อจะยังสูงเกินกว่าระดับ 20% ไปอย่างต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า" นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ กล่าว
เขากล่าวว่า ทิศทางการดำเนินธุรกิจปีนี้เชื่อการเติบโตของสินเชื่อ จะชะลอตัวลงจากประเด็นเรื่องของฐานเงินทุน และสภาวะของตลาดรถยนต์ในประเทศที่คาดจะชะลอตัวลงจากปีก่อน โดยการเติบโตของสินเชื่อยังดีต่อเนื่องช่วงครึ่งแรกของปีนี้ แต่จะชะลอตัวลงช่วงครึ่งปีหลัง จากผลต่อเนื่องของนโยบายรถยนต์คันแรกเริ่มหมดลง ขณะที่ทิสโก้จะเน้นการเติบโตของสินเชื่อรถเก่า สินเชื่อรถแลกเงิน แทน เพื่อเพิ่มส่วนต่างดอกเบี้ย ซึ่งประเมินรายได้ส่วนต่างดอกเบี้ย จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในปีนี้
ด้านการเติบโตของรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย (NON-NII) ซึ่งเติบโตโดดเด่นในปีที่ผ่านมา คาดว่า การเติบโตน่าจะชะลอตัวลง โดยประเด็นที่ต้องติดตามคือการปรับตัวเพิ่มขึ้นของเอ็นพีแอล ซึ่งเริ่มเห็นสัญญาณในไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา จะรุนแรงแค่ไหน บริษัททิสโก้ ยังคงมีสำรองส่วนเกินเหลืออยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งน่าจะเพียงพอที่จะรองรับการปรับตัวเพิ่มขึ้นของเอ็นพีแอล โดยไม่ส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงาน ประเด็นบวกอีกประการคือการลดลงของภาษีนิติบุคคลจาก 23% สู่ 20% โดยรวมคาดกำไรสุทธิทิสโก้ปีนี้จะเติบโต 21%
ฝ่ายวิจัยแนะนำให้เพียงถือ แม้จะยังคงมุมมองเชิงบวกต่อการเติบโตอย่างต่อเนื่องของผลการดำเนินงาน แต่อัตราการเติบโตมีแนวโน้มชะลอตัวลง ขณะที่มูลค่าหุ้นเทียบกับพื้นฐาน ปัจจุบันเริ่มไม่ถูกแล้วนอกจากนี้การจ่ายเงินปันผลที่เคยเป็นจุดแข็งสำคัญของทิสโก้ เริ่มมีประเด็นที่กดดันจากเรื่องฐานเงินทุน ซึ่งคาดการณ์ผลตอบแทนจากเงินปันผลช่วง 3 ปีข้างหน้า จะอยู่ที่ 4.5-5.1% ต่ำกว่าในอดีตที่อยู่สูงกว่า 6% มาโดยตลอด








