คำต่อคำ:เลขาฯบีโอไอ ระบุนโยบายการส่งเสริมการลงทุนเน้นพัฒนาอุตสาหกรรมที่ไฮเทคโนฯ และทักษะแรงงาน เพื่อเพื่มมูลค่าในประเทศ
"กรุงเทพธุรกิจทีวี"ข่าวตรงประเด็นค่ำ สัมภาษณ์ นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการบีโอไอ เรื่อง "บีโอไอ ยกเครื่องสิทธิประโยชน์ลงทุน และทิศทางการลงทุนของญี่ปุ่นในไทย
ถาม:นโยบายส่งเสริมการลงทุนที่มีการปรับเปลี่ยน รายละเอียดเป็นอย่างไร
ตอบ:จริงๆ แล้ว ในแง่ของการส่งเสริมการลงทุนเรามีการให้การส่งเสริมกันมานานแล้ว เพียงแต่ว่าของเดิมอาจยังไม่ค่อยชัดเจน ในเรื่องเป้าหมาย เราจะส่งเสริมประเภทไหนที่จะให้เกิดประโยชน์กับประเทศมากที่สุด ฉะนั้นจึงมีการมาปรับเปลี่ยนให้มีเป้า หมายที่ชัดเจนมากขึ้น คือเราอยากส่งเสริมอะไรเพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศไทย
ถาม:คำว่ามีเป้าหมายที่ชัดเจน รายละเอียดเป็นอย่างไร คือหมายความว่าเราจะมีการเน้นอุตสาหกรรมมากขึ้น
ตอบ เราจะมีอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ชัดเจนมากขึ้น คงจะไม่ใช่ให้การส่งเสริมแบบทั่วไปเกือบทุกกิจกรรม แล้วสิ่งที่เราให้ ความสำคัญควรจะเป็นอุตสาหกรรมที่ไฮเทคโนฯ แล้วก็มีมูลค่าเพิ่มในประเทศค่อนข้างจะสูง อีกสิ่งหนึ่งที่เราอยากให้เกิดขึ้นก็ คือ จะทำอย่างไรให้อุตสาหกรรมไทยเรามีขีดความสามารถในการแข่งขันที่ดียิ่งขึ้น เราจำเป็นที่จะต้องไปพัฒนาในเรื่องของเทคโนฯ เรื่องของแรงงานทักษะ ในเรื่องอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่จะเป็นตัวปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทยเราให้เติบโตได้ อย่างยั่งยืน มีการดูแลในเรื่องของสิ่งแวดล้อมที่ดีด้วย
ถาม:พูดถึงเรื่องเทคโนฯ ที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย มีการโยกย้าย หรือทรานส์เฟอร์เทคโนฯ ส่งผ่านมาทางบ้านเราบ้างไหม
ตอบ:ที่ผ่านมาก็จะมี ส่วนใหญ่จะเป็นเทคโนฯ ในแง่การผลิต แต่ถ้าเป็นเทคโนฯ ในแง่การวิจัยเพื่อพัฒนาตัวผลิตภัณฑ์หรือยก ระดับอุตสาหกรรม ตรงนั้นจะมีค่อนข้างน้อยมากๆ เพราะฉะนั้น คราวนี้นโยบายที่จะมีการเปลี่ยนแปลงเน้นหนักไปในเรื่อง ของการพัฒนาเทคโนฯ ที่จะยกระดับอุตสาหกรรมเลย โดยเฉพาะรายใดมีการทำกิจกรรมในเรื่องของวิจัยและพัฒนาเราจะมี การเพิ่มการพิจารณาจากสิทธิประโยชน์พื้นฐาน
ถาม:นอกจากเรื่องของเป้าหมายที่ชัดเจน จะต้องเทคโนฯ ใหม่มากขึ้น แล้วก็ต้องการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน ยังมีเรื่อง ของการสนับสนุนตามเขตพื้นที่หรือว่าส่งเสริมให้เกิดคลัลเตอร์อุตสาหกรรม รายละเอียดเป็นอย่างไร
ตอบ:เดิมที่เดียวเราจะการส่งเสริมเป็นรายกิจการ หมายถึงบรรดาบริษัท แต่ทีนี้เนื่องจากว่าอุตสาหกรรมถ้าจะให้เติบโตได้จำ เป็นที่จะต้องมีการดูแล ทั้งห่วงโซ่การผลิต เพราะฉะนั้นก็เลยมีแนวทางที่จะพัฒนาในลักษณะเป็นคลัสเตอร์ก็คือตั้งแต่ต้นน้ำ อุตสาหกรรมเป้าหมายของเราเพื่อให้เกิดมูลค่าที่สูง แล้วแต่ละกิจการที่อยู่ภายใต้ห่วงโซ่การผลิตสามารถเกื้อกูลกันและกันได้ ซึ่งตรงนั้นจะเป็นประโยชน์ในระยะยาวต่อการแข่งขันของประเทศไทยในอนาคต
ถาม: พูดถึงมาตรการภาษี ยังถือว่าเป็นมาตรการที่ทางบีโอไอควรที่จะใช้จูงใจนักลงทุนต่างชาติอยู่อีกหรือไม่
ตอบ:ในหลายๆ อุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันกันลงทุน จำเป็นที่จะต้องมีมาตรการทางด้านภาษีเพื่อจูงใจให้มาลงทุน แต่อย่างไร ก็ตาม มาตรการทางด้านภาษีไม่ใช่เป็นมาตรการที่นักลงทุนต้องการ สิ่งที่นักลงทุนต้องการก็คือจะทำอย่างไรให้เขาสามารถที่ จะดำเนินธุรกิจในประเทศไทยได้อย่างราบลื่น เกิดประโยชน์ต่อกิจการของเขาให้มากที่สุด ยกตัวอย่าง หากเขามีปัญหาเกิดขึ้น ในการทำธุรกิจเราสามารถที่จะอำนวยความสะดวกในการแก้ไข ทำให้ปัญหาเหล่านั้นได้มีการแก้ไขบรรลุไป ก็จะเป็นสิ่งจูงใจที่ จะให้เขาอยากจะลงทุน และก็อยากจะขยายกิจการในประเทศไทยเราต่อไป ซึ่งกรณีนี้จะเห็นได้ชัดกับนักลงทุนญี่ปุ่นซึ่งเขามา ตั้งฐานการผลิตที่ประเทศไทยเป็นเวลาที่นานพอสมควร แล้วก็จะมีการเข้ามาลงทุนเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลก็มาจากเรื่อง ของการอำนวยความสะดวกในการลงทุน
ถาม: ยุทธศาสตร์ใหม่ต่างๆ เหล่านี้ ที่ทางบีโอไอกำลังมองอยู่ จะมีผลบังคับใช้ได้เมื่อไร
ตอบ: ตามแผนงานเราจะมีการรับฟังข้อคิดเห็นในกรุงเทพฯ 1 ครั้ง ต่างจังหวัด 4 ครั้ง ซึ่งจะแล้วเสร็จประมาณปลายๆ ก.พ. แล้ว หลังจากนั้น เราจะมีข้อคิดเห็นมีการประมวลอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่สมบูรณ์แล้วนำเสนอคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนพิจารณาในช่วงเดือนมี.ค. ถ้าขาดความเห็นชอบของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนแล้ว ผมจะประกาศใช้ หลังจากนั้น อีก ประมาณ 3 เดือนถัดไป ช่วงประมาณกลางปี









