สแตนชาร์ตห่วงปมการเมืองสหรัฐ-ยุโรป ก่อความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก ทำให้เศรษฐกิจอิงกลไกตลาดกลายเป็นเศรษฐกิจต้องใช้การเมืองเป็นแรงขับเคลื่อน
ในงานสัมมนาเรื่อง "การสรุปวิเคราะห์เศรษฐกิจโลกปี2556" จัดโดยธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด หรือสแตนชาร์ต (ไทย) กลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้บริหารของธนาคารเข้าร่วมให้ข้อมูลครั้งนี้ คือ อุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสธนาคารสแตนชาร์เตอร์ด (ประเทศไทย) , เดวิด มานน์ หัวหน้าฝ่ายวิจัยภูมิภาคเอเชียของสแตนชาร์ต, คอลลัม เฮนเดอร์สัน หัวหน้าฝ่ายวิจัยอัตราแลกเปลี่ยนสแตนชาร์ต, และสตีฟ ไบรซ์ หัวหน้าฝ่ายวางแผนการลงทุนของสแตนชาร์ต
@ห่วงการเมืองทำศก.โลกเสี่ยง
ทั้งนี้ มานน์ให้ความเห็นจากคำถามที่ว่าส่วนใดที่เขากังวลมากที่สุดสำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในปี 2556 ว่าเขามองประเด็นการเมืองระดับประเทศอย่างสหรัฐที่เกิดจากปัญหาหน้าผาการคลัง หรือความพยายามการตัดลดงบประมาณกับรายจ่ายของรัฐบาลสหรัฐ และการเมืองในระดับภูมิภาคในยุโรปอาจทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐและยุโรปอยู่ใกล้ปากเหวอีกครั้ง
ในสหรัฐเขามองว่าสถานการณ์ดูดีขึ้น หลังจากผู้นำสหรัฐและสภาคองเกรสสามารถคลี่คลายปัญหาหน้าผาการคลังไปได้ส่วนหนึ่ง ขณะที่การเติบโตของสหรัฐค่อนข้างอ่อนแอในปีนี้จากคาดการณ์จีดีพีโต 2.3% และ 3%ปีหน้า และความเสี่ยงยังมีอยู่จากผลในการเจรจาแก้ปัญหาหน้าผาการคลังนั้นยังไม่รู้จะออกมาเป็นอย่างไรในที่สุด แต่เชื่อว่าสถานการณ์คงไม่ซ้ำรอยปี 2554 ที่กระทบต่อความเชื่อมั่นมาก
นอกจากนี้เขาเตือนว่า ต้องระวังสถานการณ์การเมืองในยุโรปทั้งในปีนี้และปีหน้า เป็นเรื่องต้องติดตาม หากเกิดความเคลื่อนไหวทางการเมืองใดๆ มีปัญหาในไตรมาส3 ปีนี้ หรือหากมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเมืองอาจทำให้ยังมีแรงกดดันช่วงที่ต้องแก้ปัญหาวิกฤติภายในภูมิภาคอยู่
ด้านเฮนเดอร์สัน มองว่าเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วนั้น ทำให้ความรู้สึกกังวลส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการเมือง เพราะเป็นห่วงว่าเศรษฐกิจซึ่งอิงและเป็นไปตามกลไกตลาด จะกลายเป็นเศรษฐกิจที่อิงกับการเมืองได้การเมืองขับเคลื่อน โดยปัญหาหน้าผาการคลังในสหรัฐและวิกฤติหนี้รัฐในยุโรปหากได้การตัดสินใจทางการเมืองที่แย่ ย่อมส่งผ่านเป็นผลกระทบไปถึงเศรษฐกิจในประเทศด้วย
"การเมืองเข้ามายุ่ง จะทำให้ดุลทางเศรษฐกิจเปลี่ยนไป อย่างญี่ปุ่นมีนโยบายประชานิยมมากขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าการเมืองมีผลต่อเศรษฐกิจและการลงทุน ดุลการเมืองเข้ามายุ่งเศรษฐกิจส่วนใหญ่อยู่ในซีกโลกตะวันตก ขณะที่ประเด็นนี้เห็นว่าเอเชียยังต้องบริหารจัดการเศรษฐกิจของแต่ละประเทศไว้ให้ดี" นายเฮนเดอร์สันกล่าว
@ชี้ 3 เหตุการเมืองป่วนศก.ไทย
ขณะที่ อุสรา มองปัจจัยเสี่ยงการเมืองมีผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศและภูมิภาคสำคัญอย่างยุโรปเช่นกัน เพราะปัญหาหน้าผาการคลังของสหรัฐหรือวิกฤติยุโรปที่มีชาติสมาชิกถึง 17 ชาติ ซึ่งผู้นำทางการเมืองต้องได้การตัดสินใจเพื่อแก้ปัญหา หากมีฝ่ายเห็นขัดแย้งในสภาหรือผู้นำคนใดคนหนึ่งในชาติสมาชิกยุโรปไม่เห็นด้วยอาจส่งผลกระทบต่อประเทศสมาชิกอื่นในกลุ่มได้
"มีความเสี่ยงอยู่ทุกที่ไม่ว่าจะในสหรัฐหรือยุโรปหรือในจีน ในเรื่องความต่อเนื่องในนโยบาย ซึ่งอาจทำให้เศรษฐกิจโลกเผชิญความเสี่ยง สำหรับเศรษฐกิจไทยนอกจากยุโรปแล้ว จะเห็นได้ว่าจากกลุ่มลูกค้าที่เข้าร่วมฟังสัมมนาครั้งนี้ ยกให้การเมืองของไทยเป็นความกังวลอันดับ2 ซึ่งเรามองว่าเป็นความเสี่ยงในประเทศเกี่ยวข้องกับ 2-3 เหตุการณ์ที่ต้องจับตากันอย่างใกล้ชิด"อุสราให้ความเห็น
เธออธิบายว่า เหตุการณ์แรกเป็นเรื่องผลการพิจารณาของศาลโลกเกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทเรื่องเขตแดนกับเขาพระวิหาร จะกลับมาเป็นประเด็นร้อนทำให้เกิดการชุมนุมประท้วงผลการตัดสินได้ เหตุการณ์ที่สองที่คาดว่าเป็นประเด็นร้อนเกิดจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 309 ซึ่งว่าด้วยกฎหมายนิรโทษกรรม อาจทำให้อุณหภูมิการเมืองกลับมาร้อนแรงยิ่งขึ้น สุดท้ายเป็นเหตุการณ์เกี่ยวกับคดีในศาลของผู้คนเกี่ยวข้องกับการเมือง และมีบทบาททางการเมืองไม่ว่าจะเป็นคนสีไหนในช่วงตั้งแต่ม.ค.จนถึงกลางปีหน้า
นอกจากนี้อีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจไทยไปได้หรือราบรื่นหรือไม่ ต้องดูความเสี่ยงซึ่งต้องให้น้ำหนักมากขึ้นกับสถานการณ์การเมืองในไทย เพราะหากรัฐบาลไร้เสถียรภาพ ไม่ว่าการลงทุนในโครงการบริหารจัดการน้ำและการลงทุนในสาธารณูปโภคก็อาจไม่เกิดขึ้น เพราะมีพ.ร.กพิเศษเพื่ออนุมัติเงินใช้ลงทุนสาธารณูปโภค หากไม่สามารถอนุมัติได้เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวไม่ราบรื่น อาจขับเคลื่อนด้วยแรงอ่อนๆ จากการส่งออก การลงทุนและการบริโภคภาคเอกชน
"ขนาดปีที่แล้วการเมืองไม่มีอะไรเกิดขึ้น การเบิกจ่ายเพื่อลงทุนของรัฐก็ล่าช้าอยู่แล้ว หากเกิดปัญหามีการเบิกจ่ายล่าช้าอีก ต้องจับตาดูไตรมาส2 ปีนี้ จะผ่านพ.ร..กพิเศษได้ราบรื่นหรือไม่นั้นต้องระวัง เพราะเศรษฐกิจอาจโตไม่ได้ดีอย่างที่หวังไว้ โดยทางแบงก์ชาติเองประเมินไว้ว่าปีนี้อาจมีการเบิกจ่ายแค่ 5 หมื่นล้านบาท และการเบิกจ่ายไปขยายตัวมากขึ้นในอีก 2-3 ปีข้างหน้า"
อุสราอธิบายว่า เศรษฐกิจสหรัฐกับจีนทรงตัวและนิ่ง จีนผ่านพ้นความกลัวว่าเศรษฐกิจจะตกลงกระแทกแรง แต่ยุโรปมีความท้าทายต้องแก้ไขและมีความไม่แน่นอนเชิงนโยบายการเมือง ยุโรปยังอยู่ในภาวะเศรษฐกิจถดถอย ดังนั้นจึงคาดว่าส่งออกไทยจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป อัตราโตต่ำไม่หวือหวาอาจใกล้เคียงกับปีก่อนที่ 5%-8% และปีนี้การบริโภคกับการลงทุนภาคเอกชนคงโตในอัตราช้าลงเมื่อเทียบปีก่อน ปีนี้คงเป็นเรื่องของภาครัฐที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ขยายตัว
"เราคิดว่าเศรษฐกิจไทยจะโตต่อเนื่อง แต่ก็มองแบบระมัดระวัง ทำให้ปีนี้เราคาดการณ์ว่าจีดีพีไทยอาจโตที่ 4% ด้วยแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการลงทุนของภาครัฐ ซึ่งระดับดังกล่าวถือว่าต่ำกว่าระดับที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ 5-5.5% และที่สำคัญอยากให้จับตาสถานการณ์การเมืองไว้"
@คาดธปท.ลดดอกเบี้ยไตรมาส2
อุสรามองว่าทิศทางดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 2.75% ปัจจุบันค่อนข้างผ่อนคลายเทียบกับเงินเฟ้อ จึงมีโอกาสที่ดอกเบี้ยจะเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยปีนี้ อาจปรับลดลงในไตรมาส2 และคาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รอสัญญาณจากสหรัฐและหากมีอุบัติเหตุอื่นๆ ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น ก็จะมีช่องให้ธปท.อาจปรับลดดอกเบี้ยลงได้อีก ซึ่งหลังๆ ธปท.เองให้น้ำหนักกับทิศทางค่าเงินบาทเช่นกัน ถ้าเงินไหลเข้ามามากจนบาทแข็งค่าขึ้น ธปท.อาจตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ย โดยให้น้ำหนักเรื่องนี้ มากกว่าการเติบโตกับเงินเฟ้อ
ทั้งนี้ อุสราให้ความเห็นถึงทิศทางค่าเงินบาทเทียบดอลลาร์ว่า จะยังคงแข็งค่าขึ้นปีนี้ และบาทน่าจะยังแข็งขึ้นไปแตะ 29.75 บาทต่อดอลลาร์ และทิศทางของบาทจากนี้ไปไม่แข็งค่าอย่างเดียว คงมีความผันผวนจากแนวโน้มปัจจุบัน ที่ในไทยมีการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ ออกไปลงทุนในประเทศต่างๆ ในกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) หรือเออีซี ซึ่งแนวโน้มนี้เกิดขึ้นต่อเนื่อง เมื่อมีบริษัทใหญ่ของไทยไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้น ทำให้การเคลื่อนไหวของบาทในอนาคตมีทั้งแข็งและอ่อน เป็นการเข้าๆ ออกๆ จนต้องบริหารจัดการความเสี่ยง
เธอยังให้เห็นเกี่ยวกับเงินเยนด้วยว่า ปีนี้เยนเทียบดอลลาร์อาจอ่อนค่าได้ต่อเนื่อง เยนกำลังอ่อนอยู่ อาจทดสอบที่ระดับ 90 เยนต่อดอลลาร์ พร้อมย้ำเป็นการสรุปเรื่องค่าเงินปีนี้ว่า ขอให้ระวังปัจจัยการเมืองต้องบริหารจัดการความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยต่ำไม่ได้คงอยู่ตลอดไป
@ลงทุนหุ้นดีสุดปีนี้
ในส่วนของ ไบรซ์ ซึ่งพูดในหัวข้อ "กลยุทธ์การลงทุนปี2556" ว่าปีนี้การลงทุนในหลักทรัพย์ถือว่าดีที่สุดพิจารณาจากมูลค่า ซึ่งค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับพันธบัตร และปีนี้เป็นปีแห่งการเปลี่ยนผ่านจากการลงทุนพันธบัตรไปเป็นหุ้นแทน โดยหลักทรัพย์ให้ผลตอบแทนและเงินปันผลดีกว่าพันธบัตรที่ให้รีเทิร์นแค่ 1.9% แต่พันธบัตรไม่ได้ป้องกันเงินเฟ้อ รีเทิร์นพันธบัตรต่ำกว่าเงินเฟ้อ แต่หุ้นกลับให้ผลตอบแทนดีกว่า
เขากล่าวว่าในปีที่แล้ว หุ้นให้ผลประกอบการแข็งแกร่งเฉลี่ยอยู่ที่ 15.25% และอัตราผลตอบแทนกับเงินปันผลของหลักทรัพย์ก็แข็งแกร่งเกือบ 20% ปีนี้เขามองว่าเศรษฐกิจโลกโดยรวมจะฟื้นตัวช่วงครึ่งปีหลัง สามารถขยายตัวได้ ความเสี่ยงก็ลดลงเรื่อยๆ
ทั้งนี้นายไบรซ์ระบุว่าเขาชอบหุ้นให้อัตราผลตอบแทนสูงและควรลงทุนหุ้นกลุ่มนี้ คิดว่าหุ้นในเอเชียดีกว่าสหรัฐ ไม่ว่าญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง เกาหลีใต้และไทย ตอนนี้เราให้น้ำหนักลงทุนตลาดเหล่านี้เหนือเกณฑ์เฉลี่ย มองว่าพันธบัตรเอเชียสกุลเงินท้องถิ่นน่าสนใจสุดคิดว่ายังให้อัตราผลตอบแทนดึงดูดใจ ในภาวะเงินเอเชียยังแข็งค่าขึ้นช่วง 2-3 เดือนแรกปีนี้ รวมถึงพันธบัตรสหรัฐให้อัตราผลตอบแทนสูงก็น่าลงทุนเช่นกัน








