วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'กิตติรัตน์'ตั้งอนุ2ชุดแก้ปัญหาปาล์มทั้งระบบ

"กิตติรัตน์Wตั้งอนุกรรมการ 2 ชุด แก้ปัญหาปาล์มทั้งระบบตั้งแต่ผลิตจนถึงเก็บสต๊อก-หาที่จัดเก็บเพิ่ม พร้อมสั่งพาณิชย์หาวิธีรับซื้อปาล์มเพิ่ม

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายปาล์มแห่งชาติ ได้หารือถึงการช่วยเรื่องราคาผลปาล์มสดให้ดีขึ้น โดยเปอร์เซนต์น้ำมันปาล์มอยู่ที่ 17%ราคาอยู่ที่ 4 บาทต่อกก. และหากมีคุณภาพที่ดีกว่าคือเปอร์เซนต์น้ำมันปาล์มอยู่ที่ 18 .5% ราคาอยู่ที่ 4.35 ต่อกก. ทั้งนี้ปัญหาเกิดจากผลผลิตออกมามาก เพราะความผันผวนของภูมิอากาศ

ที่ประชุมยังได้พิจารณาสต๊อกน้ำมันปาล์มที่มีอยู่จำนวนมาก และเดือนมค.ยังจะมีผลผลิตออกมามากอีก ขณะที่ผลผลิตเดือนกพ. -มีค พบว่าจะน้อยลง ดังนั้นจึงเห็นว่าควรลดสต็อก โดยมีแนวทางดำเนินการ คือ แนวทางแรก นำน้ำมันปาล์มไปผสมดีเซลในเปอร์เซนต์สูงขึ้น แต่อยู่ในกรอบที่สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์รับได้ ซึ่งขณะนี้กำหนดเพดานไว้ 5% หากช่วงใดน้ำมันปาล์มขาดแคลนจะลดเพดานเหลือ 4%และ 3% แต่ขณะนี้สต็อกปาล์มมีมาก และผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่าหากผสม 6-7%ยังอยู่ในวิสัยที่ทำได้

ส่วนแนวทางที่ 2 โรงงานอุตสาหกรรม หรือโรงไฟฟ้า ที่ใช้น้ำมันเตาสามารถใช้ไบโอดีเซล หรือ B 100 ทดแทนได้ โดยค่าความร้อนจะต่างจากน้ำมันเตาเล็กน้อย ดังนั้นหากนำไปผสม อาจจะใช้ราคาจูงใจ คือราคาไบโอดีเซล ต่ำกว่าเล็กน้อย แต่อยู่ในวิสัยที่จะเชื่อมโยงให้ได้ เช่น นำเงินกองทุนน้ำมันฯสนับสนุนผู้ใช้ B 100 แทนน้ำมันเตา ซึ่งฉะนั้นมีหากผู้ใช้รายใหญ่ๆ จะช่วยระบายสต็อกได้สำหรับแนวทางที่ 3 ช่วยผู้ส่งออก โดยปัจจุบันราคาส่งออกกับราคาในประเทศต่างกันไม่มาก หากช่วยส่งเสริมให้ส่งออกได้มากน ก็จะระบายปาล์มในสต็อกได้ แต่การดำเนินการต้องระมัดระวัง เพราะหากผลักสต็อกออกไปมาก อาจจะประสบปัญหาขาดแคลนอีก

ดังนั้นที่ประชุมจึงมีมติว่า ให้กระทรวงพาณิชย์สำรวจประสิทธิภาพและการจัดเก็บผลปาล์มและน้ำมันปาล์มต่างๆ เพราะถ้าประสิทธิภาพไม่เพียงพอ อาจทำให้เกิดความผันผวน แต่ถ้ามีการจัดเก็บที่เพียงพอ จะทำให้ส่งสัญญาณและติดตามได้ในเวลาที่นานขึ้น พื่อให้ผู้บริโภค มีน้ำมันปาล์มที่พอใช้ในหลายๆเดือน

ทั้งนี้ สต็อกการจัดเก็บเกิน 4 แสนตัน ถือว่ามากและต้องส่งออก และหากน้อยกว่า 1 แสนต้น ถือว่าน้อย ที่ผ่านมาถ้าสต็อกใกล้ 1 แสนตันก็จะต้องมีการนำเข้าเพราะเกรงว่าผู้บริโภคจะเดือดร้อน ทั้งนี้จากการสำรวจพบว่า ประสิทธิภาพในการจัดเก็บยังมีมากกว่า 5 แสนตัน

"เราต้องมีการศักยภาพในการจัดเก็บที่ดีเพียงพอ จะเผชิญภาวะที่มีน้อยและขาดแคลน ซึ่งจะส่งผลต่อด้านใดด้านหนึ่งถ้าเกินจนล้นเกษตรกร ก็จะเดือดร้อน แต่ถ้ามีน้อยจนขาดแคลน ผู้บริโภคก็จะเดือดร้อน ซึ่งทางกระทรวงเกษตรฯ พานิชย์ พลังงาน จะต้องหารือร่วมกันและติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะเมื่อปริมาณสต็อก ปรับไปในทิศทางใด ทิศทางหนึ่ง การปรับจาก B3 เป็น B4 เป็น B5 เป็น B 6 ก็จะช่วยให้ลดปริมาณสต๊อกหรือเพิ่มการจัดเก็บได้มากขึ้น ด้วย ส่วนจะถึงขั้นใช้เป็น B6 และ B7 เมื่อไรนั้น ก็ต้องมีการประสานกับทางกระทรวงพลังงาน ซึ่งในส่วนผู้ผลิตน้ำมันก็พร้อมให้ความร่วมมือ และในส่วนค่ายรถต่างๆก็เห็นว่าเปอร์เซนต์ ที่ใช้ใน B6 และ B7 ทางรถได้ผลิตขึ้นมาเพื่อใช้น้ำมันประเภทเหล่านี้ได้อยู่แล้ว"

ส่วนแนวทางระยะยาวได้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาอีก 2 ชุด คือ อนุกรรมการตลาด ทำหน้าที่ติดตามผลผลิตเพื่อพิจารณาส่งออกหรือใช้ในประเทศให้เหมาะสม และอนุกรรมการผลิต เพื่อปรับปรุงผลผลิตต่อไร่ต่อกก. ที่ปัจจุบันยังต่ำ และปรับปรุงผลปาล์มให้มีเปอร์เซนต์น้ำมันมากขึ้น เพื่อทำห้ผลปาล์มมีราคาดี และแข่งขันกับประเทศที่ผลิตน้ำมันปาล์มส่งออก เช่น มาเลเซีย ได้ ทั้งนี้ เกษตรกรและ โรงงานสกัดฯ ต้องทำงานร่วมกัน โดยงดรับซื้อผลปาล์มที่มีเปอร์เซนต์น้ำมันต่ำ หรือไม่ตัดปาล์มสด จะทำให้ผลผลิตดีขึ้น ส่วนเปอร์เซนต์ต่อไร่ กระทรวงเกษตรฯจะรับไปดำเนินการ

นอกจากนี้อนุกรรมการด้านการผลิต จะไปส้รางที่จัดเก็บปาล์มเพิ่มอีก 1 แสนตัน เพิ่อให้จัดเก็บ 6 แสนตันจากเดิมที่สามารถจัดเก็บได้ 5 ตันแสน นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมอบหมายให้ กระทรวงพานิชย์ ไปหาวิธีการรับซื้อปาล์มเพิ่ม อีก 1 แสนตันจาก เดิมที่ครม.มีมติ เมื่ออังคาร ที่ 25 ธค.ที่ผ่านมา ให้รับซื้อ 5 หมื่นตัน ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวให้ใช้งบประมาณเดิมที่ครม.อนุมัติ คือ 1,380 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาไม่ให้ปาล์มล้นตลาดและมีราคาตกลงอีก โดยให้กระทรวสงพานิชย์ นำเรื่องดังกล่าวมารายงานที่ประชุมอีกครั้ง