เงินยูโรอาจไม่ได้ล้มหายตายจากไปในชั่วข้ามคืน แต่ก็คงเป็นไปไม่ได้ที่สกุลเงินร่วมของ 17 ชาติยูโรโซน จะอยู่รอดในแบบที่เป็นอยู่ปัจจุบัน
แม้ประเทศต่างๆ ในยุโรปและสถาบันการเงินระหว่างประเทศ จะยืนกรานว่า ยูโรโซนจะยังคงอยู่ แต่ขณะเดียวกัน ก็ไม่ลืมเตรียมแผนสำรอง หากยูโรโซน ถึงคราวล่มสลายจริงๆ ยกตัวอย่าง ธนาคารเพื่อการลงทุนแห่งยุโรป (อีไอบี) ที่เรียกร้องให้กรีซ ยอมเข้าสู่กระบวนการชำระหนี้ ถึงแม้กรีซจะเลิกใช้เงินยูโรก็ตาม
ไม่มีใครรู้ว่า เมื่อใดวิกฤตในยูโรโซน จะเข้าสู่ขั้นตรีทูต หรืออะไรที่จะเป็นตัวเร่งไปสู่จุดนั้น แต่ในที่สุดแล้ว ความล้มเหลวของเงินสกุลยูโรย่อมส่งผลให้เกิดภาวะช็อกทางเศรษฐกิจและการเงินไปทั่วโลก นักลงทุนต่างประเทศย่อมพากันถอนเงินออกจากประเทศที่มีปัญหามากสุดในยุโรป และย้ายไปลงทุนแหล่งที่ปลอดภัยกว่า และหากยูโรโซนมีอันต้องแตกจากกันจริงๆ เงินร้อนเหล่านี้ก็จะไหลไปสู่ตลาดสหรัฐ ซึ่งจะได้รับอานิสงส์ในระยะสั้น ส่วนผลในระยะยาวขึ้นอยู่กับว่า ยูโรโซนแก้ปัญหาอย่างไร
"ไทม์" นำเสนอทาง 4 แพร่งที่อาจเกิดขึ้นในระยะสั้น รวมทั้งประเมินความเป็นไปได้ของแต่ละเหตุการณ์ และผลที่จะตามมา
ทางแพร่งแรก คือ ฝรั่งเศส และประเทศอื่นๆ เกลี้ยกล่อมให้เยอรมนีเห็นด้วยกับนโยบายเน้นการเติบโตของเศรษฐกิจ (pro-growth policy) เพราะเมืองเบียร์ยืนหยัดในแนวทางปรับโครงสร้างหนี้และมาตรการรัดเข็มขัด ในฐานะกุญแจสำคัญ ที่จะแก้ปัญหาการเงินของยุโรป แต่เหล่าพันธมิตรของเยอรมนี กำลังเผชิญกับแรงต้านทางการเมืองจากนโยบายแข็งกร้าวนี้
ดังกรณีของรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ ที่ต้องลาออกทั้งคณะ หลังไม่สามารถหาทางออกเรื่องงบประมาณปี 2556 หรืออย่างในฝรั่งเศส "ฟรองซัวส์ ออลลองด์" ผู้ท้าชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีจากพรรคสังคมนิยม ที่มีต้นทุนสูงกว่าจากการเลือกตั้งรอบแรก และเป็นไปได้ที่จะชนะเลือกตั้งรอบ 2 ในวันที่ 6 พฤษภาคม เป็นคนหนึ่ง ที่เรียกร้องให้ใช้นโยบายหนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจมากขึ้น สวนทางกับท่าทีของเยอรมนี
ดังนั้น หากสมดุลในยุโรปเดินมาถึงจุดเปลี่ยน และเยอรมนี ไม่มีทางเลือกอื่น จำต้องคล้อยตามแนวทางใช้จ่ายเพิ่ม กู้ยืมเพิ่ม ของรัฐบาลแต่ละประเทศ แม้ในระยะสั้น อาจส่งผลให้เศรษฐกิจยุโรปว่างงานลดลง และจำกัดความรุนแรงของภาวะถดถอยได้ชั่วคราว แต่การกู้ยืมเพิ่มย่อมส่งผลให้ภาระหนี้ของแต่ละรัฐบาลเพิ่มขึ้นด้วย
ความเป็นไปได้ของกรณีนี้ นโยบายหนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ อาจถูกนำมาใช้บางส่วน แต่ก็อาจแค่ชะลอปัญหาออกไป ไม่ใช่แก้วิกฤตในยูโรโซน การกระตุ้นเศรษฐกิจย่อมก่อหนี้เพิ่ม ที่สุดแล้ววิกฤตการเงินอาจเลวร้ายลง
ทางแพร่งที่ 2 นโยบายรัดเข็มขัดผลักให้ยุโรปเข้าสู่ภาวะถดถอย แม้เยอรมนีจะยอมรับความสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ยังคงเน้นการรัดเข็มขัด ปัญหาอยู่ที่หลายประเทศในยุโรปเผชิญกับขาลงทางเศรษฐกิจอยู่ในขณะนี้ รวมถึงสเปน ในระยะยาว ประเทศที่ประสบปัญหาทางการเงินจำเป็นต้องตัดรายจ่าย เพิ่มภาษี ลดต้นทุนแรงงาน และจำกัดการกู้ยืม เพียงแต่การรัดเข็มขัดเร็วเกินไป ที่อาจทำให้ประเทศนั้นๆ เข้าสู่โหมดถดถอยทางเศรษฐกิจ ทำให้จีดีพีหดตัว และอาจส่งผลให้การลดหนี้ต่อจีดีพีทำได้ยากลำบากขึ้น
หากเมืองเบียร์ ได้แต้มต่อเรื่องจำกัดนโยบายการเติบโตทางเศรษฐกิจ ก็อาจทำให้ประเทศที่การเงินอ่อนแอ ไม่สามารถขายพันธบัตรใหม่ ที่มีอัตราดอกเบี้ยตามที่สามารถจ่ายได้ ขณะที่ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงอาจต่อต้านนโยบายรัดเข็มขัด
ในภาพรวม เป็นไปได้ที่กรณีนี้ จะก่อให้เกิดภาวะถดถอยลามไปถึงสหรัฐ และเพิ่มความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้พันธบัตรรัฐบาล แต่จะอันตรายมากขึ้น เมื่อบวกกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจ และภาวะช็อกต่อระบบการเงินระหว่างประเทศ
ทางแพร่งที่ 3 ประเทศที่อ่อนแอถูกผลักให้ออกจากยูโรโซนทีละราย หากทุกอย่างยังเป็นไปแบบเดิม ประเทศในยูโรโซน ที่อ่อนแอสุด จะต้องเสนอขายพันธบัตรในอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นเรื่อยๆ จนไม่สามารถแบกรับต้นทุนส่วนนี้ เพื่อใช้เงินยูโรได้อีกต่อไป เป็นไปได้ที่กรีซ อาจต้องแยกทางไปเป็นรายแรก และสร้างกระแสคาดเดาไปยังโปรตุเกส สเปน และอิตาลี ในทางกลับกัน ก็อาจทำให้อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นในประเทศเหล่านี้ จนกลายเป็นวงจรอุบาทว์
สมมติฐานนี้ ความเป็นไปได้ต่ำในระยะสั้น แต่ยากจะหลีกเลี่ยง หากไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงส่วนที่สำคัญ ผลกระทบในแง่ลบ แต่ละประเทศที่ต้องทยอยแยกทางจากยูโรโซน จะก่อภาวะช็อกให้กับธนาคารหลักๆ ที่เป็นเจ้าหนี้ ส่วนผลกระทบด้านบวก หลังออกจากยูโรโซน ประเทศเหล่านั้น จะสามารถกำหนดทิศทางการฟื้นตัวได้เอง ยกตัวอย่าง อาร์เจนตินา ที่ผูกค่าเงินไว้กับดอลลาร์สหรัฐ ก็ได้รับผลกระทบจากภาวะถดถอยที่เกิดขึ้นหลังลดค่าเงินในปี 2544 แต่พอถึงปี 2546 เศรษฐกิจก็กลับมาบูมอีกครั้ง
ทางแพร่งที่ 4 ยูโรโซนแบ่งเป็น 2 ส่วน แม้จะดูสมเหตุสมผล แต่เป็นไปได้น้อย เพราะเหตุผลทางการเมือง เยอรมนีและพันธมิตร อย่างเนเธอร์แลนด์ อาจโบกมือลายูโรโซน และสร้างเงินสกุลใหม่ของตัวเอง ขณะที่เงินยูโร ยังใช้ในประเทศยุโรปทางตอนใต้ ที่มีปัญหาหนี้ โดยเงินยูโรอาจลดค่าลง เพื่อลดแรงกดดัน
ภาวะถดถดอยในยุโรปตอนใต้ อาจทำให้แบงก์เจ็บหนักจากการขาดทุนพันธบัตร แต่นี่เป็นความเสียหายจากราคาที่ลดลง มากกว่าเสียหายจากผิดนัดชำระหนี้ ในทางทฤษฎีแล้ว หนทางนี้ อาจแก้ปัญหาได้ดีที่สุด และเสียหายน้อยที่สุด
ในความเป็นจริง อาจไม่มีหนทางแก้ปัญหาที่เลอเลิศ เพราะทั้ง 4 สมมติฐานข้างต้น มีความวุ่นวายทางการเงินรออยู่ จะแตกต่างกันที่ความรุนแรงของวิกฤตและระยะเวลา แต่ที่แย่ที่สุด คือ การไม่ทำอะไรเลย หรือเน้นวิธีรุนแรง และการลงโทษที่ไม่ได้ช่วยอะไร ทางที่ดี ควรพยายามคงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไปพร้อมๆ กับป้องกันไม่ให้ประเทศต่างๆ เป็นหนี้มากเกินไป ซึ่งจะช่วยเลี่ยงหายนะขั้นเลวร้าย และสร้างความเสียหายให้น้อยที่สุด







