คุยกับ “ไอซ์-ศิรินทร์ญา วงศ์มณีรุ่ง” ทายาทรุ่นที่ 3 “ห้างแจ่มฟ้า” ห้างภูธรยืนหนึ่งในจังหวัดลำพูนนาน 45 ปี โตจากร้านตัดเย็บเสื้อผ้ารุ่นอากง ส่วนรุ่นแม่เติมของขายหลายอย่างจนพัฒนาเป็นแจ่มฟ้าพลาซ่า มองจุดแข็งเอาชนะ “ทุนใหญ่” ราคาดี-ลูกค้าติดใจ-เอากำไรพออยู่ได้ ยึดคำสอนอากง ขยัน-ซื่อสัตย์-ประหยัด-อดทน มองเป้าสิ้นปีจบที่ “3,000 ล้าน”
KEY POINTS
- “ห้างแจ่มฟ้า” ค้าปลีกภูธรในจังหวัดลำพูนที่มีอายุครบ 45 ปี เกิดและเติบโตจากร้านตัดเย็บเสื้อผ้าในรุ่นอากง ก่อนจะเปลี่ยนแปลงสู่ห้างขายของที่มีทุกอย่างในรุ่นที่ 2 จากแจ่มฟ้าอาภรณ์กลายเป็น “แจ่มฟ้าพลาซ่า”
- ปัจจุบัน “ห้างแจ่มฟ้า” มีทายาทรุ่นที่ 3 เข้ามาช่วยขับเคลื่อนธุรกิจ โดย “ไอซ์-ศิรินทร์ญา” ลูกสาวคนรองของ “อัญเชิญ วงศ์มณีรุ่ง” เรียนจบสายการเงิน เข้ามาดูแลตั้งแต่สาขาหลังมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนที่ทำให้ “ห้างแจ่มฟ้า” เป็นที่รู้จักนอกพื้นที่ลำพูนมากขึ้น
- เป้าหมายในรุ่นของไอซ์ อยากทำให้ “ห้างแจ่มฟ้า” เติบโตอย่างยั่งยืน ไม่รีบร้อนแต่มีเป้าในใจ ทั้งการขยายจำนวนสาขาปีละ 3-4 แห่ง รวมถึงรายได้ที่อยากให้เติบโตปีละ 10% สิ้นปีนี้คาดว่า ทั้งเครือทุกโมเดลจะมีรายได้รวมกันแตะ “3,000 ล้านบาท”
“ดีจริงๆ ประทับใจหลายอย่างที่ห้างแจ่มฟ้า” ท่อนแรกของเพลงประจำห้างแจ่มฟ้าที่ใครได้แวะเวียนเข้ามาซื้อของที่นี่ไม่ช้าก็เร็วต้องร้องตามได้ทั้งเพลง จากวันแรกถึงวันนี้เป็นเวลานานกว่าหลายทศวรรษแล้วที่มี “ห้างแจ่มฟ้า” อยู่คู่เมืองลำพูน ท่วงทำนองที่คุ้นเคยยังคงบรรเลงไปพร้อมกับฐานลูกค้าที่เลือกเดินเข้าห้างแจ่มฟ้าหลากหลายเจเนอเรชัน ด้วยเหตุผลเรื่องราคาที่ดี ได้สินค้าตรงกับความต้องการ และยังเป็น “คนตัวเล็ก” ที่ยืนหยัดสู้ “ทุนใหญ่” ได้อย่างแข็งแกร่ง
กว่าจะมาเป็น “แจ่มฟ้าเซฟมาร์ท” และ “แจ่มฟ้าช้อปปิ้งมอลล์” ค้าปลีกภูธรแห่งนี้ไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็นยี่ปั๊ว-ซาปั๊ว หรือร้านค้าโชห่วยมาก่อน เพราะในรุ่นอากงของ “ไอซ์-ศิรินทร์ญา” เปิดร้านชื่อแจ่มฟ้าเพื่อทำธุรกิจตัดเย็บเสื้อผ้า ก่อนจะมาเจอจุดเปลี่ยนในรุ่นของ “อัญเชิญ วงศ์มณีรุ่ง” ลูกสาวของอากงและทายาทรุ่นที่ 2 ห้างแจ่มฟ้า ผู้เข้ามาเปลี่ยนภูมิทัศน์การแข่งขันสู่ร้านที่มีของขายทุกอย่าง พร้อมดึงคอนเซปต์ห้างเข้ามาผลักดันธุรกิจไปไกลกว่าเดิม
อากงหนีสงครามมาทำ “แจ่มฟ้าอาภรณ์” จุดเปลี่ยนเกิดเพราะรุ่นที่ 2 อยากทำห้าง
ปัจจุบันเครือธุรกิจห้างแจ่มฟ้าบริหารงานโดยทายาทรุ่นที่ 3 ซึ่งมี “ไอซ์” เป็นหนึ่งใน 4 ทายาทของคุณแม่อัญเชิญ แต่หากย้อนไปไกลกว่านั้นเดิมที “แจ่มฟ้า” ไม่ใช่ห้าง ธุรกิจแรกเริ่มของอากงคือร้านตัดเย็บเสื้อผ้า โดยต้นตระกูลของ “ไอซ์” เข้ามาตั้งรกรากในจังหวัดลำพูนตั้งแต่รุ่นอากง นั่งเรือจากจีนมาที่ประเทศไทยเพื่อหนีภัยสงครามในยุคสมัยนั้น
อากงไปมาแล้วทั้งพิษณุโลก พิจิตร จนตัดสินใจลงหลักปักฐานที่จังหวัดลำพูนพร้อมกับแต่งงานที่นี่ ซึ่ง “ไอซ์” บอกว่า ทั้งอากงและคุณยายเป็นคนจีนไหหลำเหมือนกัน ระหว่างนั้นทั้งคู่ทำงานหลายอย่างทั้งปลูกลำไย ขายหวย ไปจนถึงตัดเย็บเสื้อผ้า ตั้งชื่อร้านว่า “แจ่มฟ้าอาภรณ์” ซึ่งมีที่มาจากนามสกุล “แซ่หุ้น” ของฝั่งอากง ในภาษาไทยคำนี้แปลว่า เมฆบนท้องฟ้า จึงเป็นที่มาของชื่อแจ่มฟ้านั่นเอง
ร้านตัดเย็บเสื้อผ้าดำเนินธุรกิจเรื่อยมา ลูกสาวของอากงอย่าง “อัญเชิญ” ก็เริ่มเข้ามาช่วยกิจการตั้งแต่ยังเรียนหนังสือไม่จบ ไอซ์เล่าว่า ทุกๆ สุดสัปดาห์เสาร์คุณแม่จะเข้าเมืองไปซื้อเสื้อผ้าสำเร็จเพื่อส่งมาให้อากงขายที่ลำพูน จากนั้นก็เพิ่มความหลากหลายของไลน์สินค้ามากขึ้นเรื่อยๆ หลังเรียนจบกลับมาที่ลำพูน “อัญเชิญ” รับหน้าที่ครูสอนวิชาเคมีที่โรงเรียนส่วนบุญโญปถัมภ์ จังหวัดลำพูน พร้อมกับขายของที่ร้านไปด้วย
นานวันเข้าก็ขยับขยายจนร้านค้าขยายสเกลกลายเป็นห้าง สุดท้าย “อัญเชิญ” ตัดสินใจลาออกจากอาชีพครูมาช่วยงานที่ร้านเต็มตัว ติดต่อคู่ค้า-หาแบรนด์ดังๆ มาลง จนคิดอยากทำให้ของทุกอย่างในร้านครบถ้วนสมบูรณ์ เป็นที่มาของการแตกไลน์ทำซูเปอร์มาร์เก็ตและดีพาร์ตเมนต์สโตร์
“ร้านแรกสุดอยู่ตรงข้ามกับแจ่มฟ้าพลาซ่าปัจจุบันเป็นร้านคูหาเล็กๆ พอแจ่มฟ้าพลาซ่าย้ายมาฝั่งตรงข้ามกันเพราะมีคนกรุงเทพมาลงทุนทำตึกแถวด้านหลังเราก็ซื้อตึกด้านหลังเพื่อขยายให้กว้างขึ้น ส่วนร้านตรงดอยติมาทีหลัง ที่เดิมจะเป็นในเมืองตรงพระธาตุหริภุญชัย ร้านเราตั้งอยู่ข้างเจดีย์ชัยชนะ เมื่อก่อนตรงนั้นเขาจะเรียกว่า ตลาดมืด เหมือนกับตลาดใหญ่ๆ ใจกลางเมืองมาขายของกัน ตอนหลังก็ปรับทำตรงนั้นเป็นห้างไป”
ออกนอกลำพูนพลิก “แจ่มฟ้า” ดังไกล รุ่นที่ 3 รุมช่วยบริหารแม้เป็นหมอไปแล้ว 3 คน
อัญเชิญซึ่งนับเป็นรุ่นที่ 2 มีลูกทั้งหมด 4 คน ลูกชายคนโตจบแพทย์ ลูกสาวคนโตเป็นเภสัชกร ลูกชายคนเล็กเป็นทันตแพทย์ ส่วน “ไอซ์” ลูกสาวคนรองเป็นคนเดียวในบรรดาพี่น้องที่เรียนจบคณะบริหารธุรกิจ สาขาการเงิน ซึ่งดูน่าจะตรงสายกับการช่วยบริหารธุรกิจครอบครัวมากที่สุด ซึ่ง “ไอซ์” ก็ยอมรับว่า เหตุผลที่เลือกเรียนคณะนี้เพราะรู้ว่าสุดท้ายก็ต้องกลับมาช่วยดูแล “แจ่มฟ้า”
“ตั้งแต่เด็กๆ จะอยู่ที่ร้านกับคุณแม่ เลิกเรียนก็มาช่วยใส่ถุงเป็นแคชเชียร์กับพี่ๆ พนักงาน ได้เติมของ ได้เรียนรู้งานหน้าร้านไปด้วย จริงๆ เป็นคนคุยไม่เก่งแต่ชอบเล่นสนุกสนาน กลับจากโรงเรียนก็มาอยู่หน้าร้าน เริ่มรู้ตัวแล้วว่าก็น่าจะเป็นเรา เพราะพี่ๆ เขาไปสายอื่นกัน เราชอบเรื่องการเงิน การลงทุน เกือบจะไปทางนั้นแล้วเหมือนกัน แต่ก็มองว่า มาทำที่บ้านก็ได้ การลงทุนก็ทำส่วนตัวไป”
“ไอซ์” อายุ 38 ปี เข้ามาดูแลแจ่มฟ้าตั้งแต่เรียนจบ แม้ก่อนหน้านั้นจะมีประสบการณ์ฝึกงานในบริษัทโบรกเกอร์และมีความชื่นชอบอยู่บ้าง แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจกลับมาช่วยสานต่อธุรกิจ จังหวะนั้น “แจ่มฟ้า” มีแผนขยายเป็นสาขาที่ 4 คือสาขาหลังมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ฝั่งคุณแม่อยากให้ไอซ์ช่วยดูแลระบบการจัดการ ตอนนั้น “แจ่มฟ้า” ยังใช้วิธีบ้านๆ จดใส่กระดาษเพื่อเบิกของ ยกหูโทรศัพท์หากัน ส่งแฟ็กซ์ ฯลฯ ลูกสาวคนรองจึงเข้ามาดูแลระบบการจัดการ จัดซื้อ คลังสินค้า ฯลฯ นับแต่นั้น
เธอบอกว่า คุณพ่อและคุณแม่ไม่ได้บังคับว่าต้องเป็นลูกคนไหนเข้ามารับช่วงต่อ ให้อิสระในการเรียนอะไรก็ได้ที่อยากเป็น แต่ด้วยวิธีเลี้ยงดูของคุณแม่ที่เป็นคุณครูและคุณพ่อที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยจึงมีระเบียบวินัยค่อนข้างสูง ฝึกให้ลูกๆ รู้หน้าที่ต้องอ่านหนังสือทุกวัน ทำการบ้าน สอนเรื่องการวางตัว ส่วนเรื่องธุรกิจเป็นลูกๆ มากกว่าที่เห็นและซึมซับกันไปเอง
“แจ่มฟ้า” เริ่มเป็นรูปเป็นร่างในรูปแบบห้างเมื่อปี 2525 คนลำพูนรู้จักกันดีอยู่แล้ว แต่การขยับไปยังพื้นที่อื่นๆ คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ชื่อของห้างแจ่มฟ้าไปไกลมากขึ้น โดยเฉพาะการขยายไปจังหวัดเชียงใหม่ในสาขา หลังมช. และสาขามหาวิทยาลัยแม่โจ้ ทำให้เด็กๆ จังหวัดอื่นรู้จัก “แจ่มฟ้า” ขณะเดียวกันเด็กๆ ในจังหวัดลำพูนที่มีโอกาสมาเรียนที่เชียงใหม่ก็จะบอกต่อกันว่า นี่คือห้างของคนลำพูน
“พอเราขยายไปเรื่อยๆ ลูกค้าเห็นตามอำเภอต่างๆ ก็เริ่มรู้จักมากขึ้น และอีกจุดที่ทำให้มีชื่อเสียงชัดๆ คือตอนทำช้อปปิ้งมอลล์ห้างใหญ่ พอคนไปเห็นเราที่เชียงใหม่ก็กล้าซื้อมากขึ้น เราทำช้อปปิ้งมอลล์ประมาณปี 2559-2560 พอดีกับจังหวะที่ไปเชียงใหม่มาแล้วหลายแห่งลูกค้าเลยมองเห็น หลังจากนั้นก็มีแผนขยาย 3-4 สาขาต่อปี แต่เราไม่เร่ง เปิดเมื่อพร้อม คลังเปิดมาพร้อมๆ กับช้อปปิ้งมอลล์ที่อยู่ด้านหน้า พอทำคลังแล้วมีระบบการจัดการที่แข็งแรงเลยทำให้ขยายสาขาได้เร็วขึ้น”
ชนะทุนใหญ่ด้วย “ราคา” เอากำไรพออยู่ได้ คนท้องถิ่นเข้าใจคนท้องถิ่นมากที่สุด
นับเฉพาะในจังหวัดลำพูน “แจ่มฟ้า” น่าจะเป็นห้างท้องถิ่นเพียงแห่งเดียว ส่วนในจังหวัดเชียงใหม่เมื่อครั้งอดีตเคยชนกับ “ตันตราภัณฑ์” ที่ปัจจุบันรีแบรนดิ้ง-ปรับธุรกิจเป็นพรีเมียมซูเปอร์มาร์เก็ตในชื่อ “ริมปิง” ไปแล้ว จึงนับว่าอยู่คนละตลาด ส่วนที่เป็นคู่เทียบของ “แจ่มฟ้า” ก็น่าจะเป็นบรรดาห้างทุนใหญ่จากกรุงเทพที่เคยเจอการต่อสู้มาแล้วเมื่อครั้งแจ่มฟ้าขยายไปเปิดสาขาที่ 2 แถวนิคมอุตสาหกรรม
“ไอซ์” เล่าว่า ช่วงนั้นคุณแม่ค่อนข้างกลัว มองว่าเป็นเรื่องโหดหินเหมือนกัน เพราะทุนใหญ่เงินหนากว่า มีพร้อมทั้งหมด สุดท้ายก็ฮึดสู้และมองว่า ต้องทำราคาดี ถ้าขายถูกได้ก็สู้ ชนก็ชน ซึ่งก็เป็นความโชคดีที่ “แจ่มฟ้า” มีซัพพลายเออร์ที่ค้าขายด้วยกันมานานพร้อมสู้ไปด้วยกัน เมื่อมีกำลังซื้อมากพอ มีฐานลูกค้ามากพอ จึงสามารถต่อรองเพื่อได้ต้นทุนที่ดีกับคู่ค้ามาได้
ยอมรับว่า ยุคนั้นปรับตัวค่อนข้างเยอะ เพลงแจ่มฟ้าก็มาในช่วงเวลาเดียวกัน ที่สำคัญที่สุดคือพาร์ทเนอร์ซัพพลายเออร์ที่อยากช่วยห้างท้องถิ่น จนสุดท้ายการมาถึงของห้างใหญ่ก็เป็นเพียงความหวือหวาชั่วครั้งชั่วคราว ผู้บริโภคกลับมาซื้อสินค้าที่แจ่มฟ้าอยู่ดี ด้วยเรื่องราคาและสินค้าที่ตรงกับความต้องการมากกว่า
“เขาทำราคาดีได้บางตัวแต่เราทำได้ทั้งร้าน เขาต้องมีกำไรแต่การจัดการของเราพอเป็นโลคอลก็มีความได้เปรียบอยู่บ้าง ไม่ได้มองกำไรเป็นหลัก สถานการณ์ตอนนั้นลูกค้าหายไปเยอะ เขาไปลองเดินกันอยู่แล้วแต่พอเห็นว่าตรงนั้นแพงก็ต้องกลับมา พอเรามีวอลุ่ม มีลูกค้าเยอะเราก็ซื้อได้ปริมาณเยอะ พอซื้อเยอะก็จะได้ดีลที่ถูกกว่าคนที่ซื้อน้อยอยู่แล้ว บางที่อาจจะตั้งกำไรสูงๆ เพื่อให้ธุรกิจอยู่ได้ แต่เราเลือกขายถูกตามต้นทุนที่ได้แล้วเอากำไรแค่นิดหน่อยพอ บริษัทต่างๆ ก็อยากมาซัพพอร์ตเพราะเอาของมาขายที่เราแล้วขายได้ขายดีขายแล้วมีตัวเลขก็พร้อมลงทุน”
ทายาทรุ่นที่ 3 มองภาพการแข่งขันต่อไปจะยากและมีคู่แข่งเยอะขึ้นเรื่อยๆ ทุนใหญ่บางเจ้ายังไม่เข้ามาในลำพูนก็จริงแต่ก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือตลอดเวลา ต้องมีจุดแข็งชัดเจน รวมถึงสร้างตลาดออนไลน์ให้แข็งแกร่ง ลูกค้าต้องซื้อได้ทุกที่ เพราะบางคนไม่ได้สนใจราคาเท่ากับความสะดวกสบาย “แจ่มฟ้า” ต้องปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย สินค้าบางกลุ่มหน้าร้านขายไม่ดีแต่ไปโตที่ออนไลน์ก็มีให้เห็นเหมือนกัน อนาคตมองไปถึงการส่งสินค้าหน้าบ้านเหมือนกับเชนใหญ่ๆ ซึ่งเป็นเรื่องท้าทาย ต้องค่อยๆ ศึกษากันไป
สำหรับความเปลี่ยนแปลงในยุคนี้อีกอย่าง “ไอซ์” บอกว่า สินค้ากลุ่มแอลกอฮอล์ยอดขายตกหมด สินค้าเกี่ยวกับสุขภาพขยับขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โปรดักต์ที่ไม่เคยคิดว่าจะขายดีเพราะราคาสูงก็ขายได้และตอบโจทย์ลูกค้า รวมถึงสินค้ากลุ่มวิตามินก็เติบโตเช่นกัน “ไอซ์” บอกว่า เริ่มเห็นสัญญาณมาตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่มาชัดมากจริงๆ คือปีนี้ ซึ่งก็สอดคล้องกับเทรนด์สุขภาพที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น
อากงสอนซื่อสัตย์-อดทน มองเป้าขยายเพิ่มปีละ 4 สาขา คาดปีนี้ทำเงินทะลุ 3,000 ล้าน
ผ่านเวลามาถึงเจเนอเรชันที่ 3 แต่ครอบครัวของไอซ์ก็ยังยึดคำสอนจากอากงผู้ริเริ่มปลุกปั้นธุรกิจร้านตัดเย็บเสื้อผ้า ไม่ใช่คำสอนที่ซับซ้อน แต่บอกให้ลูกหลานรู้จัก “ขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด อดทน” ทุกอย่างเริ่มต้นจากความขยัน ต้องใช้เงินให้คุ้มค่า ซื่อสัตย์กับคู่ค้า-ลูกค้า และอดทนกับทุกเรื่องที่ต้องสู้กันต่อไป
ในรุ่นของไอซ์ “แจ่มฟ้า” ขยับขยายไปมากกว่าโมเดลแจ่มฟ้าพลาซ่าเดิม แบ่งออกเป็น 1. แจ่มฟ้าเซฟมาร์ท มีทั้งหมด 25 สาขา ภายในปีนี้จะเปิดเพิ่มอีก 1 สาขา รวมเป็น 26 สาขา มีไซซ์ใหญ่ 1,000 ตารางเมตร ไซซ์กลาง 300-400 ตารางเมตร รวมถึงไซซ์เล็กแบบคอนวีเนียนสโตร์ ในอนาคตมีแผนปรับให้เป็นขนาดกลางขึ้นไปเพื่อตอบโจทย์ความต้องการสินค้าได้ครบถ้วนมากกว่า และ 2. แจ่มฟ้าช้อปปิ้งมอลล์ เกิดหลังจากโมเดลแจ่มฟ้าพลาซ่า
สัดส่วนรายได้มาจากโมเดล “แจ่มฟ้าเซฟมาร์ท” ที่เป็นลักษณะซูเปอร์มาร์เก็ตมากสุด ภายในสิ้นปีนี้คาดว่าโมเดลนี้จะทำรายได้ให้พอร์ตราว 2,400 ล้านบาท รวมฝั่ง “แจ่มฟ้าช้อปปิ้งมอลล์” ด้วย จะทำรายได้รวม “3,000 ล้านบาท”
เมื่อถามถึงเป้าหมายในรุ่นตัวเอง “ไอซ์” บอกว่า อยากพาแจ่มฟ้าเติบโตมั่นคงและยั่งยืนแบบที่ไม่ต้องกดดันตัวเองมากมาย แน่นอนว่า ทุกปีมีตัวเลขในใจที่อยากไปให้ถึงอยู่แล้ว มีแผนระยะกลางและระยะยาว ภายใน 1 ปี ต้องเปิดให้ได้ 3-4 สาขา และเปิดเมื่อมั่นใจถึงความพร้อมของพื้นที่นั้นๆ ไปแล้วต้องมียอด มีกำไรเพิ่มขึ้น โดยแต่ละสาขาใช้งบลงทุนไม่เกิน 10 ล้านบาท รักษาระดับรายได้โตต่อเนื่อง 10% ในทุกๆ ปี แต่ที่สำคัญมากไปกว่านั้น คือการเติบโตคนในองค์กรและท้องถิ่นด้วย
“เราก็มองให้เติบโตไปเรื่อยๆ อย่างมั่นคง ดูแลคนในองค์กรเราให้ดี ดูแลคนที่เราดูแลกันมาอยู่แล้วให้เขามีรายได้ที่ดีไปเรื่อยๆ พัฒนาพื้นที่ที่เราอยู่ให้เจริญขึ้นไปเรื่อยๆ ถ้าถามว่า อยากเข้าตลาดหลักทรัพย์มั้ย เมื่อก่อนเคยคิดแต่เดี๋ยวนี้พอเรามาวัดความเหมาะสมกับองค์กร วัฒนธรรมองค์กรหรือสิ่งที่เราอยากจะเป็นก็อาจจะยังไม่ได้มองถึงจุดนั้น เพราะเราต้องการความยืดหยุ่น อยากทำอะไรก็ทำได้ ถ้าไปยึดติดตัวเองมากๆ อาจจะขาดเสน่ห์พวกนี้ไป การเข้าตลาดก็มีข้อดีที่ทำให้ทุกอย่างเป็นระบบ แต่ไม่เข้าก็มีระบบที่แข็งแรงเป็นของตัวเองได้เหมือนกัน”





