วันอาทิตย์ ที่ 13 กันยายน 2569

Login
Login

‘สหไทย’ ห้างท้องถิ่นสุราษฎร์ฯ ทายาทรุ่น 2 ใช้วิชาหนีตาย จากเกือบหลับสู่รายได้เฉียด ‘พันล้าน’

ปั้นห้างท้องถิ่นจากเกือบหลับ จนกลับมาได้เกือบพันล้าน! คุยกับ “ซัน-สศิษฏ์ ปัญจคุณาธร” ทายาทรุ่นที่ 2 “สหไทย สุราษฎร์ธานี” ค้าปลีกภูธรที่ฮึดสู้กับความเปลี่ยนแปลง ปีที่แล้วทำเงินเฉียดพันล้าน มองจุดแข็งเป็นคนท้องถิ่นจึงรู้ความต้องการคนท้องถิ่นดีที่สุด ตอบตัวเองให้ได้ทำไมลูกค้าต้องมา “สหไทย” ใช้ศาสตร์วิศวกรรมจากรั้วจามจุรีบริหารธุรกิจ-มองทุกอย่างเป็นระบบ

KEY POINTS

  • “สหไทย” ห้างท้องถิ่นที่ครอบคลุมพื้นที่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยส่วนของสุราษฎร์ฯ มี “ซัน-สศิษฏ์” ทายาทรุ่นที่ 2 เข้ามาสานต่อกิจการต่อจากรุ่นที่ 1 ราวๆ 7-8 ปี พร้อมกับพี่สาวและน้องสาวที่เริ่มเข้ามาดูแลบางส่วน
  • “ซัน” เรียนจบจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมกับมีความสนใจการบริหารธุรกิจตั้งแต่เด็ก เพราะได้รับการปลูกฝังจากครอบครัวให้โตไปเป็นผู้ประกอบการ
  • “ห้างสหไทย สุราษฎร์ฯ” ในรุ่นของซันอยากผลักดันให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคงทุกปี พร้อมกับหาจุดแข็งที่ “ตัวใหญ่” สู้ไม่ได้ นั่นคือความใกล้ชิดกับผู้เช่ารายย่อย รวมถึงประสบการณ์กว่า 40-50 ปี จึงรู้ดีที่สุดว่า คนสุราษฎร์ฯ ชอบอะไร

ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดในตลาดค้าปลีก ที่แม้แต่ “ทุนใหญ่” ยังต้องรื้อสร้างสารพัดวิธีคิดเพื่อทำห้างให้เป็นมากกว่าการซื้อมาขายไป หลังจากคลื่นอีคอมเมิร์ซบุกหนักจนผู้บริโภคหันไปจับจ่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์มากกว่า ข้อได้เปรียบของ “ทุนใหญ่” คือเม็ดเงินหลายพันล้านพร้อมทุ่มสรรพกำลังเต็มรูปแบบ ขณะที่ในสมรภูมิเดียวกันก็ยังมี “คนตัวเล็ก” ที่เกิดและเติบโตในพื้นที่-สืบทอดกิจการหลายชั่วอายุคน บ้างก็ยังอยู่ในสถานการณ์แบ่งรับแบ่งสู้ บ้างก็ล้มหายตายจากตัดสินใจถอนตัวออกจากตลาดไปก็มี

“สหไทย สุราษฎร์ธานี” คือคนตัวเล็กที่ยังนิยามตัวเองเป็นธุรกิจ SMEs แม้ปีล่าสุดจะทำรายได้รวมทั้งเครือเกือบๆ พันล้านบาท แต่หากเทียบกับเซกเมนต์ค้าปลีกและคู่แข่งรายอื่นๆ ในสนามเดียวกัน ก็นับว่ายังทิ้งห่างจากบรรดาเจ้าสัวอีกหลายเท่าตัว ทว่า “ซัน-สศิษฏ์ ปัญจคุณาธร” ทายาทรุ่นที่ 2 ห้างสหไทย สุราษฏร์ธานี ไม่ได้มองเป็นจุดพร่อง แต่เลือกจะพลิกหาจุดแข็งที่ “คนตัวเล็ก” ทำได้ดี ทำได้เร็ว ตรงกับความต้องการของคนในพื้นที่ จนทำให้ห้างที่ “เกือบหลับ” กลับมายืนระยะได้อีกครั้ง

‘สหไทย’ ห้างท้องถิ่นสุราษฎร์ฯ ทายาทรุ่น 2 ใช้วิชาหนีตาย จากเกือบหลับสู่รายได้เฉียด ‘พันล้าน’

เลือกเรียนวิศวะตามสูตรสำเร็จ อยากช่วยพ่อแม่ทำ “สหไทย” ตั้งแต่เด็ก

“ซัน-สศิษฏ์” เข้ามาดูแลกิจการห้างสหไทยได้ราว 7-8 ปี หลังเรียนจบจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย “ซัน” ออกไปลับคมประสบการณ์ในตำแหน่ง Business Development กับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง มีความสนใจทั้งศาสตร์วิศวกรรมและการบริหารธุรกิจไปพร้อมๆ กัน โดย “ซัน” บอกว่า เหตุผลที่เลือกเรียนวิศวกรรมโยธา เพราะได้รับการปลูกฝังจากครอบครัวมาตั้งแต่เด็กว่า ให้โตไปเป็นผู้ประกอบการ 

เขาไปพลิกดูประวัติของผู้บริหารเก่งๆ หลายคน ก็พบว่า ส่วนใหญ่คนกลุ่มนี้มีแบคกราวนด์เรียนจบจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ทั้งสิ้น จึงมุ่งหน้าเลือกเรียนคณะดังกล่าวตามข้อมูลที่ได้รับมา ระหว่างเรียน “ซัน” สั่งสมองค์ความรู้ฝั่งธุรกิจด้วยการเข้าไปเทคคอร์ส รวมถึง “Sit in” ในวิชาฝั่งบริหารบ่อยครั้ง เมื่อเรียนจบ-ได้ประสบการณ์การทำงานจากบริษัทอสังหาฯ อยู่พักหนึ่ง ก็ตัดสินใจลาออกมาสานต่อกิจการครอบครัว

“ซัน” บอกว่า ตนเองเติบโตคลุกคลีมากับห้างสหไทยตั้งแต่จำความได้ เด็กๆ เมื่อเลิกเรียนก็จะกลับมาวิ่งเล่นในห้าง เห็นการประชุมของคนในบ้านอยู่บ่อยๆ ได้รับรู้ว่า ระบบการทำงานของห้างสหไทยเป็นอย่างไร ส่วนต่างๆ ทั้งแคชเชียร์และสต๊อกสินค้าทำงานกันอย่างไร ซึมซับมาเรื่อยๆ จนถึงวันที่คุณพ่อคุณแม่เริ่มมีอายุมากขึ้น “ซัน” จึงเข้ามาเรียนรู้งานเต็มตัว โดยมองว่า ธุรกิจนี้เป็นเหมือนจิตวิญญาณของครอบครัว รุ่นของซันมีกัน 3 คนพี่น้อง ทุกคนเข้ามาดูแลกิจการ-แยกดูคนละส่วนชัดเจน

ปัจจุบัน “สหไทย” กระจายอยู่ 2 พื้นที่หลักๆ ได้แก่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดนครศรีธรรมราช ครอบครัวฝั่งซันดูแลพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีทั้งหมด แบ่งกลุ่มธุรกิจออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1. ธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ต มี 3 สาขา ได้แก่ สาขาศรีวิชัย สาขาท่าทองใหม่ และสาขาศูนย์การค้า สหไทย การ์เด้น พลาซ่า และ 2. ธุรกิจศูนย์การค้า ได้แก่ ศูนย์การค้า สหไทย การ์เด้น พลาซ่า ซึ่งมีส่วนของดีพาร์ตเมนต์สโตร์อยู่ด้านใน มีพื้นที่ร้านค้าให้เช่า รวมถึงมียิมออกกำลังกาย สนามเด็กเล่นในร่ม ร้านอาหารชาบูชาบู และตลาดนัดกลางคืน “Sunny Market” 

‘สหไทย’ ห้างท้องถิ่นสุราษฎร์ฯ ทายาทรุ่น 2 ใช้วิชาหนีตาย จากเกือบหลับสู่รายได้เฉียด ‘พันล้าน’

-ซัน-สศิษฏ์ ปัญจคุณาธร ทายาทรุ่นที่ 2 ห้างสหไทย สุราษฏร์ธานี-

รู้ว่าคนสุราษฎร์แต่งตัวแบบไหน ชอบกินอะไร จุดแข็งที่ “ตัวใหญ่” สู้ยาก

ในยุคที่ “ทุนใหญ่” ยังกระจุกตัวเพียงพื้นที่กรุงเทพ ในวันที่แพลตฟอร์มออนไลน์ยังไม่ถือกำเนิดขึ้น ห้างสรรพสินค้าตามต่างหวัดทำหน้าที่เสมือนตัวกลางเพื่อส่งสินค้าไปถึงมือผู้บริโภค แต่ทุกวันนี้เกมการแข่งขันไม่ได้พึ่งพาธุรกิจซื้อมาขายไปเพียงอย่างเดียว “ซัน” ระบุว่า เมื่อก่อนคนทำธุรกิจรีเทลจะโฟกัสทราฟิกคนเดินห้างเป็นหลัก แล้วมาดูว่า จะต่อยอดทราฟิกตรงนั้นอย่างไร

มาถึงวันนี้ก็เกิดคำถามขึ้นอีกครั้งว่า คุณค่าเหล่านั้นยังคงอยู่หรือไม่ อ่อนกำลังไปแล้วรึเปล่า ดีพาร์ตเมนต์สโตร์ก็ไม่ได้รับความนิยมเหมือนเดิม คนไม่ค่อยจับจ่ายและหันหน้าสู่แพลตฟอร์มออนไลน์แทน แบบนี้หมายความว่าคุณค่าของศูนย์การค้าลดลงแล้วใช่หรือไม่ ถ้าอย่างนั้นจะดึงคนกลับมาในพื้นที่ได้อย่างไร “ซัน” มองว่า โจทย์ของศูนย์การค้าทุกวันนี้ต้องทำพื้นที่ให้คนมาใช้ชีวิต ต้องมีสวนสนุก มีร้านอาหาร แลนด์ลอร์ดเองก็ต้องปรับตัวมาลงทุนเรื่องร้านอาหารมากขึ้น 

นั่นคือสิ่งที่คนทำธุรกิจค้าปลีกมองเห็น แต่ความยากมากกว่านั้น คือ “แต้มต่อ” ที่ห้างภูธรมีน้อยกว่า “ซัน” อธิบายว่า ด้วยความที่ศูนย์การค้าต้องอาศัยร้านค้า และร้านค้าส่วนใหญ่ก็มาจากส่วนกลาง ร้านค้าเหล่านี้จึงมักจะเลือกลงทุนไปที่ศูนย์การค้าขนาดใหญ่จากส่วนกลางก่อน และโดยมากถ้าต้องขยายมายังจังหวัดตามภูมิภาคก็จะมาด้วยเงื่อนไขที่ต้องเปิดเพียงสาขาเดียว เพราะมาร์เก็ตไซซ์ไม่ได้ใหญ่พอให้เปิดหลายสาขาพร้อมกัน

ห้างภูธรจึงตกอยู่ในสถานะ “Second Choice” ต้องรอให้ร้านค้าเปิดที่ห้างใหญ่ก่อน ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้น “สหไทย” ก็ไม่มีความแตกต่างอะไร ทำได้แค่ “มีเหมือนเขา” ก็เท่านั้น นี่เป็นโจทย์ใหญ่ในรุ่นของซันที่ต้องดึงคนกลับมาให้ได้ แง่หนึ่งก็เป็นความโชคดีที่ “สหไทย” ไม่ได้โตมาจากศูนย์การค้าที่หาคนมาเช่าเพียงอย่างเดียว เพราะสิ่งที่ทำมาตั้งแต่รุ่นที่ 1 คือธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตและดีพาร์ตเมนต์สโตร์ 

‘สหไทย’ ห้างท้องถิ่นสุราษฎร์ฯ ทายาทรุ่น 2 ใช้วิชาหนีตาย จากเกือบหลับสู่รายได้เฉียด ‘พันล้าน’

รุ่นของซันเริ่มขยาย “Ecosystem” ให้ครบมากขึ้น ด้วยการปรับโมเดลเพิ่มยิมออกกำลังกายเข้ามา มีสนามเด็กเล่น มีร้านอาหารที่หลากหลาย โดยเฉพาะการดึงร้านค้าโลคอลเข้ามาเสริมทัพ ปัจจุบัน “สหไทย สุราษฎร์ธานี” มีคู่ค้าโลคอลอยู่ราวๆ 100 กว่าร้านค้า หาจุดกึ่งกลางมาเจอกันระหว่างการสร้างความแตกต่างด้วยร้านเล็ก แลกกับมาตรฐานการตกแต่งร้านที่อาจจะไม่ได้เน้นความสวยงามมากมาย แต่ทำให้ห้างอยู่ได้ ร้านค้าอยู่ได้ ลูกค้าก็ถูกใจมาเดินซื้อของกินของใช้ได้ตรงใจตามต้องการ

สำคัญที่สุด คือ “สหไทย สุราษฎร์ธานี” เป็น “Local Player” จึงรู้ความต้องการของคนในพื้นที่ดี มีความใกล้ชิดกับผู้เช่า มองการแข่งขันผ่านเลนส์ความแตกต่างมากกว่าเข้าไปสู้แบบตรงๆ “ซัน” นิยามว่า เป็นการทำธุรกิจภายใต้ “Competitive Advantage” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเรื่องนี้

“การแข่งขันของธุรกิจในประเทศนี้ ถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาจะชอบไปดูว่า ที่อื่นมีอะไร แล้วพื้นที่ที่ตัวเองอยู่มีอะไรก็เอาแบบนั้นมาทำให้ดี แต่ตอนนี้พอโลกมัน Globalized เราใช้ท่านั้นไม่ได้แล้ว ภาพการแข่งขันวันนี้กับวันนั้นไม่เหมือนกัน สิ่งที่ยากที่สุด คือ Business Model ที่ถูกดิสรัปต์ เราต้องมาหา Value ของธุรกิจใหม่ว่า เราควรจะอยู่ได้ด้วยอะไร ควรจะทำอะไรต่อไป ยุคที่แล้วเป็นเรื่องของการวางรากฐานและการหาความรู้ที่ยากลำบาก แต่ยุคนี้แลกมาด้วยการแข่งขัน”

ทายาทรุ่นที่ 2 มองว่า สิ่งที่ “สหไทย สุราษฎร์ธานี” แข็งแรงที่สุด คือสัดส่วนรีเทลที่เคยทำ พอทำรีเทลเองและมีซูเปอร์มาร์เก็ตเป็นใจกลางจึงสร้างความได้เปรียบได้ดี มีแบรนดิ้งที่แข็งแรงเพราะทำมาต่อเนื่อง 40-50 ปี ต่อมาคือการเป็นผู้เล่นท้องถิ่นจึงรู้ความต้องการ รู้ว่าคนสุราษฎร์ฯ แต่งตัวอย่างไร รู้ว่าคนสุราษฎร์ฯ ชอบกินอะไร และส่วนสุดท้ายคือความไวในฐานะคนตัวเล็ก เมื่ออยู่ในพื้นที่และเป็นเถ้าแก่เอง เห็นว่า อะไรที่ทำแล้วแข่งขันได้ก็ทำได้เลยทันที

‘สหไทย’ ห้างท้องถิ่นสุราษฎร์ฯ ทายาทรุ่น 2 ใช้วิชาหนีตาย จากเกือบหลับสู่รายได้เฉียด ‘พันล้าน’ -บรรยากาศการจัดกิจกรรมในตลาด Sunny Market อีกโมเดลใหม่จากห้างสหไทย-

อยากทำให้ “สหไทย” ดีขึ้นทุกปี ยึดถือเรื่องความซื่อสัตย์ ใช้วิชาวิศวะบริหารธุรกิจ

ปีที่ผ่านมา “สหไทย” ทำรายได้รวมทั้งเครือเกือบๆ พันล้านบาท ปีนี้มีตั้งเป้าโตขึ้น และอยากให้เติบโตอย่างมั่นคง ทำตามขีดความสามารถของธุรกิจครอบครัวที่ไม่ได้มีใครมากดดัน “ซัน” ยังนิยาม “สหไทย” เป็นธุรกิจ SMEs มองว่า ยังเป็นคนตัวเล็กเมื่อเทียบกับขนาดตลาดและคู่แข่ง ยิ่งเป็นตัวเล็ก เป็น SMEs ยิ่งต้องเติบโตอย่างมั่นคง

ส่วน “Milestone” ในรุ่นของตัวเอง “ซัน” บอกว่า ไม่ได้มองเฉพาะเจาะจงหรือนิยามตัวเองอยู่ในกรอบ ต้องมองไปข้างหน้าว่า จะสามารถขยายออกไปทำอะไรได้อีกบ้าง การขยายสาขาอาจมีเพิ่มเติมแต่จะเป็นโมเดลไหนต้องรอดูอีกครั้ง โดย “ซัน” บอกว่า วิชาวิศวกรรมที่เรียนมาสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการบริหารธุรกิจได้ โดยเฉพาะการมองและคิดทุกอย่างให้เป็นระบบก่อนที่จะมองเป็นปัญหา ผ่านวิธีคิดแบบ “Analytical Thinking” และ “Critical Thinking” 

ด้านคำสอนที่ยังยึดมั่นตั้งแต่รุ่นคุณพ่อคุณแม่มาถึงรุ่นตัวเอง “ซัน” ระบุว่า เป็นเรื่องพื้นฐานง่ายๆ นั่นก็คือความซื่อสัตย์ ทำแล้วต้องไม่เอาเปรียบคนอื่น เรื่องนี้สำคัญกว่าเงินทองเยอะมาก มีเงินก็ซื้อไม่ได้ และยังส่งต่อไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลานได้ด้วย การขยายธุรกิจในรุ่นของซันก็มีผลพลอยได้มาจากความน่าเชื่อถือและเครดิตที่สั่งสมตั้งแต่รุ่นแรก ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณพ่อสร้างมา ต้องใช้เวลา และพยายามยึดถือสิ่งนี้มาโดยตลอด

‘สหไทย’ ห้างท้องถิ่นสุราษฎร์ฯ ทายาทรุ่น 2 ใช้วิชาหนีตาย จากเกือบหลับสู่รายได้เฉียด ‘พันล้าน’

“ทุกธุรกิจเป็น Money Game มากกว่า ถามว่า ในอนาคตเราจะต่อยอดกับมันได้ยังไง สุดท้ายมันคือการ Maximize และผมคงไม่ได้จำกัดว่า สหไทยต้องอยู่ในรูปแบบนี้ขึ้นอยู่กับโอกาส ตอนนี้เราลงอีคอมเมิร์ซบ้างแต่ยังไม่เต็มที่ ห้างเองเป็นธุรกิจที่ยาก ในมุมมองของ Steakholder Management คือการเชื่อมโยงระหว่างร้านค้า หาอย่างไรให้พอดีเพื่อส่งประสบการณ์ให้ลูกค้า ต้นน้ำเราควบคุมได้ยากมาก ต่อให้เราอยากได้แต่เขาไม่มาก็ยากมาก จะทำอย่างไรให้ต้นน้ำเรามี Value ด้วยกัน”