วันจันทร์ ที่ 12 ตุลาคม 2569

Login
Login

เสนาฯ ชี้ 4 โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทย รับศึกโลก-แก้หนี้-รับมือน้ำท่วม

เสนาฯ ชี้ประเทศไทยมีโอกาสทองจากการเป็นเจ้าภาพประชุม IMF-World Bank เปิดเวทีโชว์ศักยภาพประเทศและเสน่ห์บริการไทย ขณะเดียวกันเศรษฐกิจยังเผชิญโจทย์หนี้ SM ที่ต้องเร่งสะสาง ผลกระทบน้ำท่วมที่บั่นทอนกำลังซื้อ และวิกฤตประชากรเกิดน้อยที่อาจกลายเป็นระเบิดเวลาฉุดขีดความสามารถแข่งขันในระยะยาว

KEY POINTS

  • ใช้เวทีประชุมระดับโลก เช่น IMF-World Bank เป็นโอกาสสร้างความเชื่อมั่นและแสดงศักยภาพของประเทศต่อนักลงทุนนานาชาติ
  • ปัญหาหนี้เสียกลุ่ม SM โดยเฉพาะใน SME มีความซับซ้อน ต้องเริ่มจากการตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้องก่อนปรับโครงสร้างหนี้
  • ผลกระทบจากน้ำท่วมไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน แต่ยังลดทอนกำลังซื้อของภาคครัวเรือนและทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัว
  • วิกฤติเด็กเกิดน้อยเป็นปัญหาระยะยาวที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างประชากร กำลังแรงงาน และการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต

ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) มองว่า การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับโลก ไม่ได้เป็นเพียงภารกิจด้านการจัดงาน แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการประกาศศักยภาพของประเทศต่อสายตานานาชาติ โดยเฉพาะการประชุม IMF-World Bank ซึ่งเปรียบเสมือน “โอลิมปิกทางเศรษฐกิจและการเงิน” ที่รวบรวมผู้นำ ผู้กำหนดนโยบาย และบุคคลสำคัญจากแวดวงเศรษฐกิจทั่วโลก

 การเตรียมความพร้อมสำหรับงานระดับนี้ต้องครอบคลุมมากกว่าวาระการประชุมหรือเนื้อหาทางเศรษฐกิจ เพราะสถานที่ การอำนวยความสะดวก และคุณภาพการให้บริการ ล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างความประทับใจแก่ผู้เข้าร่วมงานนับหมื่นคนสิ่งที่ประเทศไทยมีโอกาสนำเสนอคือเสน่ห์เฉพาะตัวของความเป็นไทย ตั้งแต่การต้อนรับที่อบอุ่น รอยยิ้ม ไปจนถึงวัฒนธรรมการบริการที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ไม่อาจถ่ายทอดได้อย่างเต็มที่ หากผู้มาเยือนไม่ได้เดินทางมาสัมผัสด้วยตนเอง

“โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การเปลี่ยนเวทีระดับโลกให้เป็นโอกาสสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย ทั้งในมิติของความพร้อมในการจัดงาน ศักยภาพการให้บริการ และภาพลักษณ์ของประเทศในสายตานักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายระดับนานาชาติ”
 

หนี้ SM จุดเปราะบาง SME แก้ไม่ตรงจุดยิ่งยืดเยื้อ 

ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ อีกหนึ่งปัญหาที่ต้องเร่งหาทางออกคือหนี้กลุ่ม SM (Special Mention) หรือหนี้ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ซึ่งมีความซับซ้อนในการตรวจสอบและจัดการข้อมูลหนี้

ผศ.ดร.เกษรามองว่า อุปสรรคสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขหนี้เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องความยุ่งยากในการรวบรวมข้อมูลของลูกหนี้ที่อาจมีหลายบุคคล หลายบัญชี และมีรายละเอียดทางการเงินที่ต้องตรวจสอบจากหลายแหล่ง ทำให้การประเมินสถานะหนี้และกำหนดแนวทางช่วยเหลือเป็นไปได้ยาก หากยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนตรงกัน

“การแก้ปัญหาจึงไม่สามารถอาศัยทางลัดหรือเร่งปรับโครงสร้างหนี้โดยขาดข้อเท็จจริงรองรับ แต่ต้องเริ่มจากการที่สถาบันการเงินและลูกหนี้กลับมาทบทวนข้อมูลร่วมกัน เพื่อให้เข้าใจสถานะทางการเงินและภาระหนี้ที่แท้จริง”
 

กระบวนการตรวจสอบและยืนยันข้อมูล (Data Verification) อาจต้องใช้เวลาประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี เพื่อจัดระเบียบข้อมูลให้ครบถ้วนและสร้างความเข้าใจที่ตรงกัน ก่อนเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้อย่างเหมาะสม สะท้อนว่า การแก้หนี้ SME ไม่ใช่เพียงการลดภาระชำระหนี้ในระยะสั้น แต่ต้องแก้ปัญหาที่ต้นทาง โดยมีข้อมูลที่ถูกต้องเป็นฐานสำคัญ เพื่อให้การช่วยเหลือตรงกับสถานะจริงของลูกหนี้ และเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจกลับมาดำเนินกิจการได้อย่างมีเสถียรภาพ

น้ำท่วมทุบกำลังซื้อ บ้านขายยากขึ้น

ภัยธรรมชาติไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะพื้นที่ประสบภัย แต่ยังส่งแรงกระเพื่อมต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง โดยเฉพาะตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่เชื่อมโยงกับกำลังซื้อของประชาชนและสภาพคล่องของผู้ประกอบการ

ผศ.ดร.เกษราระบุว่า ผลกระทบจากน้ำท่วมต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ด้าน ได้แก่ ผลกระทบโดยตรงต่อโครงการและตัวบ้าน และผลกระทบทางอ้อมต่อฐานะการเงินของครัวเรือนและผู้ประกอบการ SMEในด้านแรก โครงการที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมอาจเผชิญความยากลำบากในการขายที่อยู่อาศัยในช่วงเวลานั้น

ขณะเดียวกัน ตัวบ้านและสิ่งอำนวยความสะดวกอาจได้รับความเสียหาย ตั้งแต่สีอาคารที่เสื่อมสภาพไปจนถึงความชำรุดที่ต้องซ่อมแซมเพิ่มเติม ซึ่งล้วนเพิ่มต้นทุนและกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ซื้อแต่ผลกระทบที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือภาระค่าใช้จ่ายแฝงที่เกิดขึ้นกับประชาชนและ SME ไม่ว่าจะเป็นค่าซ่อมบ้าน ฟื้นฟูทรัพย์สิน หรือค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่ในแผนการเงินเดิม

เงินที่ควรนำไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวันหรือซื้อสินค้าและบริการจึงต้องถูกดึงไปใช้ในการซ่อมแซมความเสียหาย ส่งผลให้สภาพคล่องของครัวเรือนลดลง และอาจกระทบต่อความสามารถในการซื้อที่อยู่อาศัย ขณะที่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ก็ต้องเผชิญตลาดที่ขายได้ยากขึ้นตามกำลังซื้อที่อ่อนแรงผลกระทบจากน้ำท่วมจึงไม่ได้จบลงเมื่อระดับน้ำลดลง แต่ยังอาจส่งต่อไปยังงบการเงินของประชาชนและธุรกิจ รวมถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะถัดไป

 เด็กเกิดน้อย ระเบิดเวลาระยะยาว

แม้การฟื้นฟูเศรษฐกิจมักมุ่งไปที่การกระตุ้นการลงทุน การบริโภค และการแก้ปัญหาหนี้สิน แต่เกษรามองว่า ประเทศไทยยังมีโจทย์เชิงโครงสร้างที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือการรับมือกับจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงต่อเนื่อง ท่ามกลางการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์

ปัญหาประชากรไม่ใช่เรื่องที่จะแก้ไขได้ในระยะสั้น เพราะการตัดสินใจมีบุตรของคนรุ่นใหม่เกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย ทั้งความมั่นคงทางรายได้ ค่าครองชีพ ภาระการเลี้ยงดู และความพร้อมในการสร้างครอบครัว การกระตุ้นอัตราการเกิดจึงจำเป็นต้องอาศัยนโยบายที่ชัดเจนและต่อเนื่อง เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีลูกหากประเทศไทยยังไม่มีมาตรการรองรับอย่างจริงจัง ผลกระทบจากจำนวนประชากรวัยเด็กที่ลดลงอาจยิ่งชัดเจนขึ้นในอีก 5-10 ปีข้างหน้า และกลายเป็นข้อจำกัดต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว

ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงจำนวนแรงงานที่ลดลง แต่ยังเกี่ยวพันกับฐานภาษี รายได้จากการบริโภค ศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เมื่อประชากรวัยทำงานมีสัดส่วนลดลง ขณะที่ภาระดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น โครงสร้างเศรษฐกิจก็ยิ่งต้องเผชิญแรงกดดันมากขึ้นดังนั้น การวางนโยบายประชากรจึงควรเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ฟื้นฟูเศรษฐกิจ ไม่ใช่ประเด็นที่รอให้ปัญหารุนแรงแล้วจึงค่อยแก้ เพราะการสร้างประชากรรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพต้องอาศัยเวลาและการลงทุนอย่างต่อเนื่อง

โจทย์เศรษฐกิจไทย ต้องแก้ทั้งวันนี้และวางรากฐานสำหรับวันหน้า

มุมมองของผศ.ดรเกษรา สะท้อนว่า ความท้าทายของประเทศไทยมีหลายมิติ ตั้งแต่การใช้เวทีระดับโลกสร้างโอกาสและความเชื่อมั่น การแก้หนี้ที่ต้องเริ่มจากข้อมูลที่ถูกต้อง การลดผลกระทบทางเศรษฐกิจจากภัยธรรมชาติ ไปจนถึงการรับมือวิกฤติประชากรที่ต้องวางแผนล่วงหน้าแต่ละประเด็นมีกรอบเวลาและแนวทางรับมือแตกต่างกัน บางเรื่องต้องเร่งดำเนินการเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า ขณะที่บางเรื่องต้องอาศัยนโยบายต่อเนื่องและความร่วมมือจากหลายภาคส่วน
 
ความท้าทายสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว แต่คือการมองให้เห็นความเสี่ยงที่กำลังก่อตัว และเตรียมวางรากฐานให้เศรษฐกิจไทยสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างยั่งยืน