แสนสิริ มอง AI ยังอยู่ในช่วงทดลองใช้ของธุรกิจอสังหาฯ จากงานการตลาดและสร้างคอนเทนต์ สู่โจทย์ใหญ่ที่สร้างผลกระทบจริง ทั้งประเมินต้นทุนก่อสร้าง ลดงานซ้ำซ้อน และยกระดับประสิทธิภาพองค์กร พร้อมถอดบทเรียนน้ำท่วมปี 2554 พลิกกระบวนการบริหารความเสี่ยง ขณะที่เทรนด์ Well-being และ Wellness กำลังเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ของตลาดที่อยู่อาศัย
KEY POINTS
- การใช้ AI ในธุรกิจอสังหาฯ ต้องก้าวข้ามงานด้านการตลาดและการสร้างภาพ ไปสู่การปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานหลัก เช่น การประเมินต้นทุน และการสร้างระบบอัตโนมัติเพื่อลดข้อผิดพลาด
- แสนสิริชี้ว่าการนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด คือการออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่การวางแผนโครงการไปจนถึงการบริหารความเสี่ยงเชิงรุก ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
- บทบาทของ AI คือการเป็นผู้ช่วยลดงานซ้ำซ้อน เพื่อให้พนักงานสามารถใช้เวลากับงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์และการตัดสินใจ ซึ่งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและส่งเสริมสุขภาวะของพนักงาน
แม้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะกลายเป็นเทคโนโลยีที่หลายอุตสาหกรรมเร่งนำมาปรับใช้ แต่สำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์ การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ผู้ประกอบการต่างอยู่ระหว่างค้นหาว่า จะนำ AI มาใช้ตรงจุดใดจึงจะสร้างมูลค่าได้มากกว่าการเพิ่มความสะดวกในการทำงาน
นายสมัชชา พรหมศิริ Chief of Staff บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบันการใช้ AI ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เริ่มต้นจากงานพื้นฐานที่เห็นผลได้ค่อนข้างเร็ว โดยเฉพาะงานการตลาด การสร้างภาพประกอบ และการผลิตเนื้อหา (Content Creation) ซึ่งช่วยให้การทำงานมีความคล่องตัวมากขึ้นอย่างไรก็ตาม การนำ AI มาใช้เพื่อสร้างผลกระทบเชิงธุรกิจอย่างแท้จริง ยังต้องก้าวไปไกลกว่าการเป็นเครื่องมือช่วยผลิตงาน เพราะโอกาสสำคัญอยู่ที่การนำเทคโนโลยีเข้าไปอยู่ในกระบวนการหลักของธุรกิจ ตั้งแต่การวางแผนต้นทุนไปจนถึงการบริหารจัดการภายในองค์กร
ใช้ AI ประเมินต้นทุน ลดข้อผิดพลาด
โจทย์ที่มีศักยภาพสร้างผลกระทบต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างมีนัยสำคัญ คือการประยุกต์ใช้ AI เพื่อประเมินราคาค่าก่อสร้าง ควบคู่กับการพัฒนาระบบอัตโนมัติ (Automated Flow) สำหรับกระบวนการทำงานที่ต้องทำซ้ำเป็นประจำการเปลี่ยนงานที่เคยอาศัยแรงงานคนและการดำเนินการหลายขั้นตอนให้เป็นระบบอัตโนมัติ ไม่เพียงช่วยลดระยะเวลาการทำงาน แต่ยังลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาด และบรรเทาความเหนื่อยล้าจากการทำงานรูปแบบเดิมซ้ำๆ
ในมุมของแสนสิริ การสร้างผลลัพธ์จาก AI จึงไม่ได้อยู่ที่การนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ให้มากที่สุด แต่อยู่ที่การเลือกกระบวนการที่เหมาะสมและออกแบบวิธีทำงานใหม่ เพื่อให้เทคโนโลยีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้จริง
ขณะที่ฝั่งผู้บริโภค การเข้าถึงเทคโนโลยีส่วนใหญ่ยังอยู่ในรูปแบบอุปกรณ์ไอทีและระบบบ้านอัจฉริยะ (Smart Home) ซึ่งเน้นเพิ่มความสะดวกสบายในการอยู่อาศัย แม้จะช่วยยกระดับประสบการณ์การใช้ชีวิต แต่ยังแตกต่างจากการนำ AI ไปปรับเปลี่ยนโครงสร้างการดำเนินธุรกิจในระดับองค์กร
แสนสิริรื้อวิธีคิด บริหารความเสี่ยงใหม่ทั้งระบบ
นอกเหนือจากเทคโนโลยี อีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ไม่อาจมองข้าม คือความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะน้ำท่วม ซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยอุปกรณ์ Smart Home หรือสมาร์ทโฟนเพียงอย่างเดียวเหตุการณ์ภัยพิบัติสะท้อนให้เห็นว่า การรับมือความเสี่ยงจำเป็นต้องเริ่มตั้งแต่ระดับยุทธศาสตร์ ไม่ใช่รอให้เกิดปัญหาแล้วจึงแก้ไขเฉพาะหน้า ผู้ประกอบการจึงต้องนำปัจจัยด้านภัยธรรมชาติมาพิจารณาอย่างจริงจังในการวางแผนธุรกิจระยะยาว
สมัชชาระบุว่า ประสบการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้แสนสิริต้องกลับมาทบทวนกระบวนการทำงาน โดยมองว่าความเสี่ยงจากน้ำท่วมมีโอกาสเกิดขึ้นซ้ำได้ จึงจำเป็นต้องคิดใหม่และปรับวิธีดำเนินงานให้สอดรับกับสถานการณ์
"การปรับตัวดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบโครงการ การจัดซื้อที่ดิน ไปจนถึงการประเมินความเสี่ยงด้านภัยพิบัติ ส่งผลให้หน่วยงานต่างๆ ต้องทบทวนกระบวนการทำงานของตนเอง ไม่ใช่จำกัดการรับมือไว้เฉพาะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง"
บทเรียนสำคัญคือ ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและภัยธรรมชาติต้องเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจทางธุรกิจตั้งแต่ต้นทาง เพราะการเตรียมพร้อมล่วงหน้ามีความสำคัญต่อความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจและการพัฒนาโครงการในระยะยาว
AI ไม่ได้แย่งงาน ลดงานซ้ำ เติมพื้นที่สร้างสรรค์
ท่ามกลางความกังวลว่า AI อาจเข้ามาแทนที่แรงงานคน สมัชชามองว่า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังต้องอาศัยทักษะที่หลากหลาย ทั้งการประสานงานระหว่างทีม การตัดสินใจ และการลงมือปฏิบัติงานในพื้นที่จริง จึงไม่ใช่ธุรกิจที่ AI จะเข้ามาทดแทนบุคลากรได้ทั้งหมดในทันที
"บทบาทสำคัญของ AI จึงเป็นการทำหน้าที่เสมือนผู้ช่วย เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และลดภาระจากงานที่ต้องทำซ้ำ เพื่อให้พนักงานสามารถนำเวลาไปใช้กับงานที่ต้องอาศัยความคิด การวิเคราะห์ และการตัดสินใจของมนุษย์ได้มากขึ้น"
อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างจะเกิดขึ้นในแง่ความเร็วของการปรับตัว องค์กรที่ยังไม่ได้นำ AI มาใช้อาจไม่ได้รับผลกระทบรุนแรงในทันที แต่ธุรกิจที่สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีได้เร็วและเหมาะสม ย่อมมีโอกาสทำงานได้รวดเร็วขึ้น พร้อมลดความผิดพลาดในกระบวนการต่างๆ
อีกมิติที่สำคัญคือสุขภาวะของพนักงาน (Employee Well-being) เพราะเมื่อ AI เข้ามารับช่วงงานซ้ำซ้อน บุคลากรจะมีเวลาใส่ใจรายละเอียด คิดค้นแนวทางใหม่ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนร่วมงานมากขึ้น
การใช้เทคโนโลยีจึงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพิ่มผลิตภาพ แต่ยังสามารถช่วยออกแบบสภาพแวดล้อมการทำงานที่เปิดโอกาสให้คนใช้ศักยภาพได้เต็มที่ และสร้างคุณค่าให้กับองค์กรในระยะยาว
Well-being–Wellness จุดขายใหม่อสังหาฯ
นอกเหนือจาก AI และการบริหารความเสี่ยง อีกหนึ่งแนวโน้มที่กำลังมีบทบาทต่อทิศทางธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ คือ Well-being และ Wellness หรือการให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ที่ดีและสุขภาวะของผู้บริโภค
สมัชชามองว่า ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตมากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่อยู่อาศัยที่ไม่ใช่เพียงสถานที่พักอาศัย แต่ต้องเป็นพื้นที่สำหรับการพักผ่อน ฟื้นฟูร่างกาย และสร้างสมดุลในการใช้ชีวิต
แนวคิดดังกล่าวเปิดโอกาสให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ต่อยอดจากการขายพื้นที่อยู่อาศัย ไปสู่การพัฒนาบริการที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันได้หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบริการทางการแพทย์ สปา หรือกิจกรรมออกกำลังกาย
ขณะเดียวกัน Well-being ยังสามารถเชื่อมโยงกับธุรกิจบริการและโรงแรม (Hospitality) ได้อย่างลงตัว ทำให้เกิดโอกาสในการพัฒนาโครงการและบริการที่ผสานการอยู่อาศัยเข้ากับการดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตทิศทางนี้สะท้อนว่า การแข่งขันในตลาดอสังหาริมทรัพย์กำลังขยายจากเรื่องทำเล ราคา และรูปแบบโครงการ ไปสู่การสร้างประสบการณ์การใช้ชีวิตที่แตกต่างและมีความหมายต่อผู้บริโภคมากขึ้น





