เปิดบทเรียน 17 ปี ‘เสนาฯ’ กับโซลาร์ครัวเรือน จากยุคขายไฟคืนรัฐ สู่วันที่แบตเตอรี่ และ EV Charger เข้าบ้าน ชี้ผู้บริโภคไม่ได้ต่อต้านพลังงานสะอาด แต่แพ้ทาง “กฎเกณฑ์ที่ยุ่งยาก” พร้อมชู 3 คีย์เวิร์ด Simplicity–Clarity–Fairness หัวใจเปลี่ยนผ่านพลังงานให้เกิดขึ้นจริง
KEY POINTS
- เสนาฯ ชี้ว่าการติดตั้งโซลาร์เซลล์อย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่การผลักดันพลังงานสะอาดต้องทำให้ผู้บริโภคเข้าใจง่าย และมีส่วนร่วมได้จริง
- ประสบการณ์ 17 ปีของเสนาฯ พัฒนาจากการติดตั้งโซลาร์เพื่อขายไฟ มาสู่ระบบครบวงจรที่รวมแบตเตอรี่ และที่ชาร์จรถ EV เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างบ้าน
- ราคาเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการจูงใจผู้บริโภค โดยอัตราการรับซื้อไฟคืนสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พลังงานได้ทันที
- อุปสรรคใหญ่ของการใช้พลังงานสะอาดไม่ใช่เทคโนโลยี แต่เป็นกฎระเบียบภาครัฐที่ซับซ้อน และยุ่งยากเกินกว่าที่คนทั่วไปจะเข้าใจ
ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวในงานกรุงเทพธุรกิจ ผ่านเวที KT Dialogue หัวข้อ “New Horizon: Energy Transition: Smart Grid พลิกโฉมโครงข่ายพลังงานหมุนเวียนแห่งอนาคต” ว่า ในมุมของผู้ใช้ไฟทั่วไป มี 3 เรื่องที่ต้องเผชิญ และทำความเข้าใจให้ได้ คือ Information ข้อมูลที่เกี่ยวกับพลังงาน Control ความสามารถในการควบคุมการใช้หรือผลิตไฟฟ้า และ Visibility หรือการมองเห็นข้อมูลเชิงประจักษ์
แต่ในชีวิตประจำวัน ผู้บริโภคแทบไม่ได้เห็นข้อมูลเหล่านี้เลย สิ่งที่พวกเขาคุ้นเคยมีเพียง “บิลค่าไฟ” ที่มาถึงทุกเดือน กับ “เสาไฟฟ้านอกบ้าน” ที่เห็นอยู่ทุกวัน
ช่องว่างดังกล่าวจึงเป็นโจทย์ใหญ่ของการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานยุคใหม่ เพราะแม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้าเพียงใด หากผู้ใช้ไม่เข้าใจ และมองไม่เห็นว่าพลังงานกำลังถูกผลิต เก็บ และใช้อย่างไร การเปลี่ยนแปลงก็อาจไปไม่ถึงปลายทาง
17 ปี “เสนาฯ” กับโซลาร์ จากแถมบ้าน สู่ระบบพลังงานครบวงจร
เสนาฯ เป็นหนึ่งในผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายแรกๆ ที่นำโซลาร์เซลล์เข้ามาติดตั้งในโครงการบ้านจัดสรร โดยตลอดระยะเวลา 17 ปีที่ผ่านมา บริษัทติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้บ้านไปแล้วเกือบ 2,000 หลัง และผ่านการทดลองโมเดลมาแล้วหลายรูปแบบ
บทเรียนดังกล่าวสะท้อนวิวัฒนาการของตลาดพลังงานครัวเรือนไทยได้อย่างชัดเจน
ยุคแรก: ผลิตไฟเพื่อขายคืนรัฐ
ช่วงแรกของตลาดคือ ยุคที่ภาครัฐทดลองมาตรการรับซื้อไฟฟ้าจากครัวเรือนขนาดเล็ก หรือ FiT ในอัตราที่สูงถึงประมาณ 6–7 บาทต่อหน่วยในเวลานั้น เสนาฯ รับบทเป็นคนกลางจัดการเรื่องเอกสาร และการขออนุมัติกับภาครัฐแทนลูกบ้าน ก่อนนำโซลาร์เซลล์ไปเป็นส่วนหนึ่งของโปรโมชัน เช่น “ซื้อบ้าน แถมโซลาร์เซลล์”
หัวใจสำคัญในเวลานั้นจึงไม่ใช่การปรับพฤติกรรมการใช้ไฟของลูกบ้าน แต่เป็นการผลิตไฟเพื่อขายคืนเข้าสู่ระบบ
ยุคกลาง: เมื่อการขายไฟคืนไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป
เมื่อมาตรการรับซื้อไฟสิ้นสุดลง ตลาดจึงกลับเข้าสู่โมเดลปกติ ผู้บริโภคติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟใช้เอง โดยไม่ได้มีขั้นตอนติดต่อภาครัฐที่ซับซ้อนมากนัก นอกเหนือจากระบบไฟฟ้า และบิลค่าไฟตามปกติ
จากนั้นยังมีช่วงทดลองระบบ Net Billing ซึ่งเป็นการหักลบไฟฟ้าที่ผลิตได้กับไฟฟ้าที่ใช้จริง เหลือเท่าใดจึงขายคืนเข้าสู่ระบบ แต่ระบบดังกล่าวก็ไม่ได้ดำเนินต่อในระยะยาว ก่อนตลาดจะย้อนกลับมาสู่การติดตั้งโซลาร์เพื่อใช้งานในรูปแบบปกติ
บทเรียนสำคัญคือ “การขายไฟคืน” ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับผู้บริโภคไทย เพียงแต่รูปแบบ และแรงจูงใจเปลี่ยนไปตามนโยบาย และราคาที่รัฐกำหนด
จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่: เมื่อ “แบตเตอรี่” กลายเป็นหัวใจของบ้านยุคใหม่
วันนี้ภาพของบ้านพลังงานสะอาดกำลังเปลี่ยนไป จากเดิมที่มีเพียงแผงโซลาร์เซลล์ ปัจจุบันระบบพลังงานเริ่มเชื่อมต่อกันเป็นชุด ทั้ง Solar + Battery + EV Charger
เสนาฯ จึงเลือกแนวทางติดตั้งระบบแบตเตอรี่ให้บ้านในกลุ่มราคา ประมาณ 4 ล้านบาทขึ้นไปตั้งแต่เริ่มก่อสร้าง แทนที่จะปล่อยให้ลูกค้าตัดสินใจติดตั้งเองภายหลัง
เหตุผลไม่ได้มีเพียงเรื่องเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของ “สเกล”
หากลูกค้าแต่ละรายต้องซื้อ และติดตั้งแบตเตอรี่เอง ต้นทุนอาจสูง และไม่คุ้มค่า แต่เมื่อผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์จัดซื้อพร้อมกันทั้งโครงการ ย่อมมีอำนาจต่อรองด้านราคา และยังทำให้ลูกบ้านสามารถรวมค่าใช้จ่ายเข้าไปกับสินเชื่อบ้านได้ตั้งแต่ต้น
นี่จึงเป็นการเปลี่ยนจาก “อุปกรณ์เสริม” ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างบ้าน “ราคา” ตัวแปรที่ทรงพลังที่สุด เปลี่ยนพฤติกรรมผู้ใช้ไฟได้ทันที
เมื่อมีทั้งโซลาร์เซลล์ และแบตเตอรี่ พฤติกรรมการใช้พลังงานของลูกบ้านก็เริ่มเปลี่ยนตามในช่วงกลางวันซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่ไม่อยู่บ้าน ไฟจากโซลาร์เซลล์จะถูกนำไปชาร์จเก็บไว้ในแบตเตอรี่ก่อน เมื่อแบตเตอรี่เต็มแล้ว ไฟส่วนเกินจึงค่อยส่งกลับเข้าสู่ระบบเพื่อขายคืน
แม้ราคารับซื้อไฟคืน เช่น 2.20 บาทต่อหน่วย จะต่ำกว่าต้นทุนค่าไฟที่ผู้บริโภคต้องจ่าย แต่การเก็บไฟไว้ใช้ในช่วงกลางคืนยังเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่า
อย่างไรก็ตาม หากวันหนึ่งราคารับซื้อไฟคืนขยับจาก 2.20 บาทเป็น 7 บาท พฤติกรรมก็พร้อมเปลี่ยนทันที ลูกบ้านอาจเลือกขายไฟเข้าสู่ระบบก่อน แล้วค่อยเก็บพลังงานไว้ใช้ภายหลัง
สิ่งนี้สะท้อนว่า “ราคา” คือ Price Indicator ที่ทรงพลังอย่างยิ่งในการกำหนดพฤติกรรมการใช้พลังงานของครัวเรือนเทคโนโลยีอาจเป็นเครื่องมือ แต่ท้ายที่สุด “แรงจูงใจทางเศรษฐกิจ” คือ สิ่งที่ทำให้ผู้บริโภคลงมือเปลี่ยนพฤติกรรม
เทคโนโลยีไม่ใช่โจทย์ยากที่สุด แต่คือ “กฎเกณฑ์” ที่ผู้บริโภคเข้าไม่ถึงแม้พฤติกรรมการใช้ไฟจะสามารถเปลี่ยนได้ตามราคา และแรงจูงใจ แต่สิ่งที่เสนาฯ พบว่ายากกว่ากลับเป็นเรื่องของ กฎเกณฑ์ภาครัฐที่ซับซ้อนและเข้าใจยาก
ลูกบ้านส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน แต่เป็นผู้ตรวจสอบบัญชี แอร์โฮสเตส วิศวกร หรือคนทำงานในหลากหลายอาชีพ การจะให้คนทั่วไปทำความเข้าใจระบบพลังงานที่มีรายละเอียดด้านกฎระเบียบจำนวนมากจึงไม่ใช่เรื่องง่าย
จากบทเรียนสะท้อนว่า นวัตกรรมที่ดีในเชิงเทคนิค อาจล้มเหลวได้หากผู้บริโภครู้สึกว่า “ยุ่งยากเกินไป” “ความแฟร์” ในโลกพลังงานยุคใหม่ ต้องมาพร้อมความง่าย และความโปร่งใส
จากประสบการณ์ตลอด 10 ปี เสนาฯ มองว่า การผลักดันพลังงานสะอาดภาคครัวเรือนไม่สามารถวัดความสำเร็จจาก “ความแฟร์” ในเชิงตัวเลขหรือความเป็นธรรมของนโยบายเพียงอย่างเดียว
สำหรับผู้บริโภคยุคใหม่ Fairness ต้องเดินคู่กับ Simplicity และ Transparency ต่อให้ระบบมีความยุติธรรม ผลตอบแทนเหมาะสม หรือเทคโนโลยีดีเพียงใด หากขั้นตอนยุ่งยาก ต้องกรอกเอกสารจำนวนมาก หรือผู้บริโภคไม่เข้าใจว่าตัวเองจะได้อะไรจากการเข้าร่วม นวัตกรรมดังกล่าวก็อาจไม่สามารถเกิดขึ้นจริงในวงกว้าง
เพราะฉะนั้น การเปลี่ยนผ่านพลังงานจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการสร้างโรงไฟฟ้าสะอาด ติดตั้งโซลาร์เซลล์ หรือเพิ่มแบตเตอรี่ แต่คือ การออกแบบ “ประสบการณ์ของผู้ใช้” ให้คนธรรมดาสามารถเข้าใจ และมีส่วนร่วมได้จริง
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





