“ปณต” แจงกระแสขาย “เคเอฟซี ” ยันยังไม่ตั้งโต๊ะขาย ให้แบงก์ศึกษามูลค่าแบบเฉพาะเจาะจงเท่านั้น เผยต้องการเห็นมูลค่าของพอร์ต หลังบริหารร้านไก่ทอดระดับโลกมากว่า 9 ปี สามารถสร้างการเติบโตร้านมากกว่าเท่าตัวจาก 240 สาขา ทะยานเกิน 561 สาขา พร้อมทำกำไรต่อเนื่อง เสริมแกร่งธุรกิจอาหาร
“ไทยเบฟเวอเรจ” อาณาจักรเครื่องดื่มแสนล้านบาท และเป็นบริษัทไทยที่แผ่ขยายกิจการเติบใหญ่ในระดับภูมิภาคเอเชีย นอกจากสร้างแบรนด์ของตัวเอง ยังมีการเข้าไปลงทุนในธุรกิจต่อยอดความมั่งคั่ง ถือหุ้นกับพันธมิตรเพื่อบริหารร้านกาแฟระดับโลก “สตาร์บัคส์” การรับบทเป็น “แฟรนไชส์” ขยายร้านไก่ทอดเบอร์ 1 “เคเอฟซี” เป็นต้น
เดือน ก.ค.2569 เกิดกระแสข่าว “ไทยเบฟ” จะขายกิจการร้าน “เคเอฟซี” ด้วยการให้ Bank of America สำรวจความเป็นไปได้ ต่อประเด็นร้อนดังกล่าว กรุงเทพธุรกิจ ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ นายปณต สิริวัฒนภักดี
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด และยังเป็นกรรมการบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ในกลุ่มไทยเจริญคอร์ปอเรชั่น หรือทีซีซี กรุ๊ป (TCC Group)
9 ปี“ไทยเบฟ”สร้างมูลค่าให้ “เคเอฟซี”
ทั้งนี้ ถือเป็นการเปิดใจครั้งแรก “เคเอฟซี” ในมือไทยเบฟจะอยู่หรือไปในฐานะแฟรนไชส์
“ข่าวที่เกิดขึ้นอาจมีการคาดการณ์กันไปมาก แต่ในความเป็นจริงสิ่งที่ต้องการเห็นคือมูลค่าที่ได้สร้างให้กับเคเอฟซี" นายปณต ให้ความเห็น และขยายความถึงการขายกิจการเคเอฟซีในไทยว่า โดยปกติฝ่ายธนาคารมักจะนำเสนอโอกาสในการซื้อหรือขายสินทรัพย์ต่างๆ อยู่แล้ว ซึ่งตามหลักการทุกอย่างสามารถขายได้ในราคาที่เหมาะสม แต่สิ่งสำคัญคือการมองว่าบริษัทได้สร้างมูลค่าอะไรขึ้นมา และจะประเมินมูลค่านั้นอย่างไร
ปี 2560 บริษัท เดอะ คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย(QSA) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของไทยเบฟ ได้ทุ่มเงิน 1.14 หมื่นล้านบาท เพื่อเข้าซื้อร้านเคเอฟซีจำนวน 240 สาขา ระยะเวลา 9 ปี สามารถสร้างการเติบโตจนปัจจุบันมีร้าน 561 สาขาแล้ว (ณ 31 มี.ค.69)
มุ่งวินัยการลงทุนไม่ได้ตั้งโต๊ะประกาศขาย
9 ปีกับการนำพาเคเอฟซีเติบโต ทางฝ่ายบริหารจึงได้ขออนุมัติจากคณะกรรมการเพื่อให้ธนาคารเข้ามาศึกษาแบบเฉพาะเจาะจงเท่านั้น โดยไม่ได้มีการตั้งโต๊ะประกาศขายแต่อย่างใด
“ถือเป็นวินัยในการลงทุน ที่เมื่อถึงระยะหนึ่งต้องกลับมาตรวจสอบความคุ้มค่า และเตรียมพร้อมตอบคำถามผู้ถือหุ้น โดยสิ่งที่ต้องการทราบคือการประเมินมูลค่าในขณะนี้เป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับตอนที่เข้าซื้อกิจการมา”
นายปณต กล่าวเพิ่มเติมว่า ทีมบริหารรุ่นใหม่ ซึ่งมีนายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ไทยเบฟเวอเรจ เข้ามาร่วมรับฟังเหตุผลและช่วยตัดสินใจในเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องดี พร้อมกันนี้ ได้กล่าวถึงมุมมองของธนาคารที่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของสถาบันการเงินต่อธุรกิจอาหารบริการในประเทศไทยด้วย
“ธนาคารระบุว่าประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายที่นักลงทุนสนใจ โดยเฉพาะในแพลตฟอร์มที่สามารถสร้างรายได้ และแพลตฟอร์มที่มีระบบการทำงานที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการดึงดูดการลงทุนในอนาคต”
พาเคเอฟซี ขยายครบ 77 จังหวัด
คิวเอสเอ ภายใต้เงาไทยเบฟ ถือเป็น 1 ใน 3 แฟรนไชส์ที่บริหารร้านไก่ทอดเคเอฟซี และเดือน มี.ค.2569 “KFCประเทศไทย” ได้ประกาศมีร้านครบ 77 จังหวัดทั่วประเทศ หลังเข้ามาทำการตลาดในประเทศไทยเป็นเวลา 41 ปี โดยขณะนั้นมีจำนวนร้านทั้งสิ้น 1,226 สาขา
สำหรับแม่ฮ่องสอนคือจังหวัดที่ 77 หรือลำดับสุดท้ายที่เคเอฟซี สามารถเข้าไปเปิดร้านได้ เนื่องจากคิวเอสเอ มีศักยภาพด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ การจัดการด้านซัปพลายเชนสินค้าเพื่อส่งไปยังสาขา ซึ่งต้องมีการปรับขนาดและวิธีการรักษาอาหาร เพื่อฝ่า 1,864 โค้งไปเสิร์ฟไก่ทอดระดับโลกให้กลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ท้องถิ่นหรือโลคัล โดยก่อนเปิดร้าน ใช้เวลา 1-2 ปีเพื่อทำการศึกษาความเป็นไปได้
ทั้งนี้ 3 แฟรนไชส์ ที่บริหารร้านเคเอฟซี ประกอบด้วย 1.บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG)ภายใต้กลุ่มเซ็นทรัล ซึ่งเป็นผู้บุกเบิก และนำเคเอฟซีเข้ามาเสิร์ฟผู้บริโภคชาวไทย มีสาขาแรกที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว และเคเอฟซี ถือเป็นแบรนด์สำคัญที่สร้างรายได้และกำไรให้ 2.บริษัท เรสเทอรองตส์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (RD) ที่ครองพื้นที่ภาคใต้เป็นส่วนใหญ่ แต่ยังเผชิญภาวะขาดทุนต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2561-2568 และ 3.บริษัท เดอะ คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย จำกัด บริหารเคเอฟซีกว่า 9 ปี สร้างการเติบโตทั้งรายได้และกำไร
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจร้านอาหารมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จำนวนสาขาล่าสุดจึงมีการเปลี่ยนแปลงของแต่ละราย เช่น ซีอาร์จี (ณ 30 มิ.ย.69) มีร้านเคเอฟซี 350 สาขา คิวเอสเอ 561 สาขา (ณ 31 มี.ค.69) เป็นต้น ด้านตลาดร้านอาหารประเภทไก่ทอด มีการประเมินมูลค่าราว 3 หมื่นล้านบาท และเคเอฟซี ครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุด เป็นเบอร์ 1 อย่างแข็งแกร่ง
QSR เคลื่อนธุรกิจอาหารโกยกำไร
ทั้งนี้ ไทยเบฟเวอเรจ ได้รายงานผลการดำเนินงานรอบ 9 เดือน สิ้นสุดวันที่ 30 มิ.ย.2569(ปีงบประมาณ ต.ค.68-ก.ย.69) มีรายได้จากการขาย 254,040 ล้านบาท ลดลง 1.8% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และกำไรก่อนหักภาษี(EBITDA) 48,288 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.2% จากช่วงเดียวกันปีก่อน
เจาะธุรกิจอาหาร สร้างรายได้จากการขาย 17,059 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยบริษัทให้เหตุผลว่าธุรกิจร้านอาหารบริการด่วนหรือ QSR เป็นแรงส่งสำคัญ หรือคือแบรนด์เคเอฟซีนั่นเอง ท่ามกลางสถานการณ์ผู้บริโภคยังคงระมัดระวังการใช้จ่าย การเผชิญกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และ EBITDA อยู่ที่ 1,683 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.7% จากช่วงเดียวกันปีก่อน หลักๆ มาจากส่วนแบ่งกำไรที่สูงขึ้นจากบริษัทร่วม
กว่า 9 ปีที่ ไทยเบฟขยายร้านเคเอฟซี จำนวนสาขาอย่างโดดเด่นเติบโตกว่าเท่าตัว และกลายเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่สร้างรายได้และกำไรให้กับกลุ่มธุรกิจอาหาร โดยปี 2568 คิวเอสเอ หรือเคเอฟซี สร้างรายได้กว่า 1.12 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.26% และมีกำไรสุทธิกว่า 441 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.66%
เมื่อดูผลงาน 9 เดือนของไทยเบฟ จะเห็นว่าเคเอฟซีคือพอร์ตโฟลิโอใหญ่สร้างรายได้เกินกว่า 50% ให้กับธุรกิจอาหาร จากที่เครือมีร้านอาหารราว 30 แบรนด์ และยังสร้างกำไรจากที่ธุรกิจอาหารเผชิญความผันผวนกำไร-ขาดทุน
อย่างไรก็ตาม กระแสข่าวการขายกิจการเคเอฟซีของไทยเบฟ เกิดขึ้นในห้วงเวลาของการขยายหรือต่อสัญญาในฐานะแฟรนไชส์หลังบริหารมาเกือบครบสัญญา 10 ปี อีกด้านยังมีประเด็นการขึ้นค่าธรรมเนียมที่แฟรนไชส์จะต้องจ่ายให้กับผู้ขายแฟรนไชส์ (Franchisor) ด้วย





