วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

ชานม ‘Bearhouse’ เตรียมขายแฟรนไชส์ทั่วโลก อยากได้ ‘800 ล้าน’ ระบุ ‘คนใต้’ กินหวานเกิน 100%

ทำมา 7 ปี จนคนจำว่า ทำ “Bearhouse” มากกว่า “Bearhug” แล้ว! คุยกับ “ซารต์-ปัทมพร” และ “กานต์-อรรถกร” ยอมหันหลังให้ช่อง YouTube เพราะอยากทำธุรกิจร้านชานมที่ชอบกิน ปีนี้วางเป้าใหญ่ 800 ล้าน พร้อมขยายสาขาให้ครบ 90 แห่ง เริ่มขยายไปต่างจังหวัด-เตรียมตัวขายแฟรนไชส์ทั่วโลก

KEY POINTS

  • “Bearhouse” (แบร์เฮ้าส์) ร้านชานมที่ก่อตั้งโดย “ซารต์” และ “กานต์” สองอดีต YouTuber ที่ตัดสินใจทิ้งช่องหลักหลายล้านผู้ติดตาม มาเริ่มใหม่กับธุรกิจร้านชานมไข่มุกโมจิ
  • ปัจจุบัน “Bearhouse” มีอายุครบ 7 ปี พร้อมกับเป้ารายได้เข้าใกล้พันล้าน ปีนี้ผู้บริหารเตรียมขยายให้ครบ 90 สาขา พร้อมกับรายได้อีก “800 ล้านบาท”
  • มากไปกว่านั้น “Bearhouse” คิดการใหญ่ เตรียมวางแผนวางระบบขายแฟรนไชส์ทั่วโลก ซึ่งจะเกิดขึ้นอีกไม่ช้า อยู่ระหว่างการวางแผน-เตรียมความพร้อมเต็มที่

ก่อนจะเป็นร้านชานม “Bearhouse” ที่หลายคนรู้จัก ชื่อของ “ซารต์-ปัทมพร ปรีชาวุฒิเดช” และ “กานต์-อรรถกร รัตนารมย์” ถูกพูดถึงในฐานะ “YouTuber” ตัวท็อปของวงการ ที่มีผู้ติดตามหลายล้าน พร้อมกับยอดวิวอีกนับไม่ถ้วน เฉพาะฐานแฟนคลับและชื่อเสียงของช่อง Bearhug ก็น่าจะเป็นอาชีพหลักทำเงินหล่อเลี้ยงให้ทั้งสองไปตลอดชีวิตได้ไม่ยาก

แต่จากจุดเริ่มต้นที่ “ซารต์” คิดอยากทำร้านชานมเป็นของตัวเอง โดยเฉพาะการทำไข่มุกที่มีสัมผัสนุ่มหนึบเหมือนแป้งโมจิ ทั้งสองคนเคยคิดอยากซื้อแฟรนไชส์แบรนด์ดังจากต่างประเทศมาเปิดในไทย แต่ก็พบว่า ด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงถึง 20 ล้านบาท จึงถอยกลับมาปรึกษากันอีกครั้ง และสุดท้ายก็ได้ข้อสรุปออกมาว่า ถ้าต้องใช้เงินก้อนใหญ่ขนาดนี้ ลองมาทำแบรนด์เป็นของตัวเองดีกว่าหรือไม่

นับจากวันนั้นถึงวันนี้ “Bearhouse” ร้านชานมของ “ซารต์-กานต์” ก้าวเข้าสู่ปีที่ 7 พร้อมกับรายได้หลายร้อยล้านบาท กระทั่งปีนี้กับเป้าใหญ่ที่อยากพาบริษัทแตะ “800 ล้าน” พร้อมกับจำนวนสาขาอีก 90 สาขาทั่วประเทศ ซึ่ง “กานต์” ยังบอกด้วยว่า ระหว่างนี้กำลังทำแผน-วางระบบทุกอย่างให้ถูกต้องมากที่สุด เพื่อเตรียมตัวส่ง “Bearhouse” ออกนอกประเทศ ในฐานะร้านแฟรนไชส์มืออาชีพที่สามารถไปอยู่ทั่วทุกมุมโลกได้

ชานม ‘Bearhouse’ เตรียมขายแฟรนไชส์ทั่วโลก อยากได้ ‘800 ล้าน’ ระบุ ‘คนใต้’ กินหวานเกิน 100%

มีร้านชาเยอะแยะ แต่ Bearhouse เป็น “ไข่มุกโมจิ” เจ้าแรกๆ ในไทย

ย้อนกลับไป 7 ปีก่อนหน้า “ซารต์” คิดอยากทำร้านชานมจากจุดเริ่มต้นง่ายๆ เพราะชอบกินชานม แต่ลึกลงไปกว่านั้นชานมยังไม่ใช่สิ่งที่ชอบมากที่สุด “ไข่มุก” คือส่วนที่ให้ความสุขกับซารต์มากกว่าด้วยซ้ำ หลังจากตัดสินใจทำร้านชานม “ซารต์” และ “กานต์” ช่วยกันทำสูตรไปเรื่อยๆ แต่ก็ยังไม่เจอรสชาติที่ถูกใจจริงๆ สักที จึงมาจับเข่าคุยกันอีกรอบว่า ต้องเป็นชานมแบบไหนถึงจะสะท้อนความชอบของซารต์ออกมามากที่สุด

“ซารต์” บอกว่า ตนเองเติบโตมาในครอบครัวคนจีน ของที่ได้กินทุกเทศกาลจึงหนีไม่พ้นขนมเข่ง ขนมเทียน และบรรดาขนมแป้งหนึบทั้งหลาย โตมาหน่อยก็หันมากินไดฟูกุและวาราบิโมจิ สุดท้ายก็ได้ข้อสรุปออกมาว่า ไข่มุกของ “Bearhouse” ต้องมีเนื้อหนึบคล้ายกับแป้งโมจิ ซิกเนเจอร์ของร้านจึงเป็นไข่มุกเนื้อหนึบไม่เหมือนใคร

ความแตกต่างและจุดแข็งของ “Bearhouse” นอกจากไข่มุกเนื้อหนึบ “กานต์” บอกว่า เพราะชอบกินชานมไข่มุก กินกันแทบทุกวัน ชานมที่ร้านจึงถูกออกแบบให้กินได้ทุกวัน ไม่หนักจนเกินไป บางคนกินชานมไข่มุกเพื่อเป็น “Small Rewards” หรือรางวัลเล็กๆ ระหว่างวันให้ตัวเอง สูตรชานม Bearhouse จึงไม่ได้เข้มข้นเกินไปนัก

ชานม ‘Bearhouse’ เตรียมขายแฟรนไชส์ทั่วโลก อยากได้ ‘800 ล้าน’ ระบุ ‘คนใต้’ กินหวานเกิน 100% -ซารต์-ปัทมพร ปรีชาวุฒิเดช เจ้าของและหนึ่งในผู้ก่อตั้ง Bearhouse-

ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา “Bearhouse” ออกโปรดักต์มาหลายอย่าง ไม่ได้หยุดแค่ชานมโมจิเนื้อหนึบ เทรนด์มัทฉะมาก็มี เทรนด์ชาผลไม้ก็ออกมาให้ได้ลองกัน หรือแม้แต่กระแสโยเกิร์ตสมูทตี้แบรนด์ก็เข้ามาจับตลาดได้ทันท่วงที

ทว่า ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดเครื่องดื่มที่ดุเดือด “ซารต์” บอกว่า “Bearhouse” อาจจะขาดการสื่อสารจุดแข็งที่สำคัญที่สุด ลืม DNA ลืมรากเหง้าเรื่องไข่มุกโมจิ ทั้งที่ทุกวันนี้สัดส่วนยอดขายที่มาจากเมนูและท็อปปิ้งไข่มุกโมจิยังสูงถึง 80% เมื่อเทียบกับเครื่องดื่มอื่นๆ ในพอร์ต

“จุดแข็งของ Bearhouse เกิดจากการที่เราตั้งโจทย์ว่า อยากกินทุกวัน มันจึงเป็นจุดแข็งเพราะรสชาติไม่หนักซึ่งก็มีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบ คำว่าทุกวันทำให้เกิดการซื้อซ้ำเรื่อยๆ ตอนทำงานเครียดๆ เราจะคลายเครียดด้วยการกินของหวานเพื่อบำบัด เครียดปุ๊บ ประสบความสำเร็จเล็กๆ ก็มามีความสุขได้ ซึ่งตอนนั้นที่เปิดร้านยังไม่มีใครใช้คำว่า ไข่มุกโมจิ ในไทยก็คิดว่า เราน่าจะเป็นเจ้าแรกๆ”

ชานม ‘Bearhouse’ เตรียมขายแฟรนไชส์ทั่วโลก อยากได้ ‘800 ล้าน’ ระบุ ‘คนใต้’ กินหวานเกิน 100% -ซิลเวอร์มูนโมจิ เมนูใหม่จาก Bearhouse-

ชื่อเสียงช่วยจุดพลุได้แค่ช่วงแรก กระแสเงินสด-ทีมงานมืออาชีพ สำคัญที่สุด

แม้ว่า “ซารต์​” และ “กานต์” จะทำอาชีพ YouTuber เป็นคนหน้ากล้องมานาน จนหลายคนคิดว่า ทั้งสองใช้ชื่อเสียงเข้ามาลงทุนทำธุรกิจ-โปรโมตผ่านสื่อโซเชียลมีเดียที่แต่ละคนถนัดเพียงอย่างเดียวหรือไม่ ทั้งคู่บอกว่า หลังจากทำไปได้สักพักจนเปิด Bearhouse สาขาที่ 14 ก็ตัดสินใจเลิกทำช่อง YouTube โดยเด็ดขาด เนื่องจากการแบ่งเวลาไม่ลงตัว และเริ่มให้ความสุขกับคนดูได้น้อยลง

“Bearhouse” ปักหมุดสาขาแรกที่สยามสแควร์ในช่วงโควิด-19 พอดี ระหว่างนั้นเริ่มขยายสาขาขึ้นห้างจนมาเจอกับสถานการณ์ล็อกดาวน์ซึ่งทำให้สาขาบนห้างต้องปิดลงชั่วคราว ตอนนั้น “ซารต์” และ “กานต์” รวมถึงทีมงานหลังบ้านต้องวิ่งวุ่นเพื่อหาพื้นที่เช่าด้านนอกชั่วคราวสำหรับใช้เป็นครัวทำส่งเดลิเวอรี่โดยเฉพาะ 

“กานต์” ยอมรับว่า ณ ตอนนั้น รายได้จาก YouTube เลี้ยงตัวเองได้แบบสบายๆ แล้ว แต่จุดตัดที่เลิกทำช่องและหันมาบริหารร้านชานมเต็มตัวไม่ได้วัดจากรายได้ทั้งหมด ยึดความสุขเป็นตัวตั้ง และไม่สามารถทำไปพร้อมๆ กันทั้งสองอย่างได้ เพราะธุรกิจเริ่มโตอยู่ในช่วงที่จัดการตัวเองไม่ได้แล้ว

กังวลทั้งร้านและช่อง YouTube ไปพร้อมกัน คิดวนถึงการแก้ไขปัญหาภายในร้านจนยากจะให้ความสุขกับคนดูได้ สุดท้าย “Bearhug” จึงเป็นเพียงใบเบิกทางในช่วงแรก และปัจจุบัน ชื่อของ “ซารต์” และ “กานต์” ก็ถูกจดจำในฐานะผู้ประกอบการเจ้าของร้านชานม “Bearhouse” มากกว่า

ชานม ‘Bearhouse’ เตรียมขายแฟรนไชส์ทั่วโลก อยากได้ ‘800 ล้าน’ ระบุ ‘คนใต้’ กินหวานเกิน 100% -กานต์-อรรถกร รัตนารมย์ เจ้าของและหนึ่งในผู้ก่อตั้ง Bearhouse-

ทั้งคู่บอกว่าชื่อเสียงช่วยเปิดประตูบานแรกได้ในระดับหนึ่ง แต่สุดท้ายทุกอย่างมีขึ้นมีลง ต้องปรับตัวไปตามโลกให้ทัน ต้องแก้ปัญหาด้วยการนำดาต้าเข้ามาช่วยวิเคราะห์ เรื่องที่ไม่เคยศึกษาก็ต้องเรียนรู้ สิ่งสำคัญไม่แพ้กัน คือทีมงานมืออาชีพ เพราะ “ซารต์” และ “กานต์” ไม่เคยทำธุรกิจมาก่อน จึงเลือกคนทำงานที่มีประสบการณ์ทำร้านอาหารมาช่วย ต้องเรียนรู้เรื่องกระแสเงินสด วางแผนระบบหลังบ้าน มี “BIG4” เข้ามาดูแลระบบการเงินของบริษัท 

ไปจนถึงการดูทำเลที่ตั้งในการเปิดร้าน “ซารต์” บอกว่า ช่วงแรกใช้สัญชาตญาณในการเลือกจนหลายครั้งก็เกิดความผิดพลาด มองว่า พื้นที่ตรงนี้คนเดินผ่านเยอะก็น่าจะเป็นสาขาถัดไปได้ แต่แค่นั้นไม่เพียงพอ ต้องให้ทีม Business Development ช่วยดูว่า ใน 1 วันมีคนเดินผ่านเท่าไหร่ ขายวันเสาร์และอาทิตย์ได้หรือไม่ ถ้าขายไปจนถึงตอนกลางคืนยังมีคนอยู่รึเปล่า ทั้งหมดนี้ทำให้ระบบการทำงานดีขึ้น

“เราเริ่มทำธุรกิจตอนไม่พร้อม แต่ความไม่พร้อมของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน ต้องดูก่อนว่า เรามีภาระ มีความเสี่ยงที่รับได้แค่ไหน ถ้ามีความเสี่ยงที่รับได้ ยังอยากให้การตัดสินใจอยู่ในจุดที่อยากทำ ถ้าซารต์ตัดสินใจช้ากว่านี้อีกสัก 1-2 ปี อาจจะเปลี่ยนใจไปแล้วก็ได้ ตอนเปิดแรกๆ อุปสรรคเยอะมาก เปิดมา 1 ปีเจอโควิด-19 เลย เห็นคนต่อแถวยาวไปจนถึงชั้นสองก็รีบขยายสาขาจนมาเจอโควิด-19 ถ้าไม่ได้เริ่มจากความชอบจริงๆ คงอยู่ไม่ได้ถึงวันนี้”

ชานม ‘Bearhouse’ เตรียมขายแฟรนไชส์ทั่วโลก อยากได้ ‘800 ล้าน’ ระบุ ‘คนใต้’ กินหวานเกิน 100%

เทรนด์สุขภาพไม่สะเทือนชานม “กรุงเทพ” กินหวานขึ้น ส่วน “คนใต้” ขอเพิ่มน้ำเชื่อม

ตลาดชานมในไทยมีมูลค่าราว 20,000 ล้านบาท ถ้านับเฉพาะชานมที่มีหน้าร้านมีมูลค่าราว 6,000 ล้านบาท แต่ถึงอย่างนั้น “กานต์” ก็บอกว่า ตนเองไม่ได้สนใจว่า จะมีคู่แข่งเข้ามามากน้อยแค่ไหน เป็นเรื่องดีเสียอีกที่มีผู้เล่นในตลาดเพิ่มขึ้น มีแบรนด์เข้ามาก็ยิ่งช่วยขับเคลื่อนตลาดไปด้วยกันได้ จะกังวลมากกว่าถ้าไม่มีคู่แข่ง

ทั้งนี้ “ซารต์” และ “กานต์” ยอมรับว่า ปีนี้เทรนด์เครื่องดื่มเปลี่ยนเร็วมาก ถ้าวิ่งตามไม่ทันก็เสี่ยงตกขบวน ตอนแรกเปิดมาด้วยเทรนด์สุขภาพ สักพักก็เปลี่ยนเป็นมัทฉะ จากนั้นก็เริ่มมีโยเกิร์ตสมูทตี้เข้ามา ไม่นานมัทฉะเริ่มกลับมาอีกครั้ง จนตอนนี้ชาสมุนไพรก็เริ่มถูกพูดถึง เพียงในรอบ 1 ปี เห็นได้ชัดว่า เทรนด์ผู้บริโภคกระโดดไปมาอย่างรวดเร็ว แต่สุดท้ายแบรนด์ต้องยึดแก่นของตัวเองไว้ให้ได้ พร้อมกับมีเมนู “Seasonal” เข้ามาเสริมทัพเป็นครั้งคราว

นอกจากนี้ “ซารต์” ยังเปิดเผยข้อมูลอินไซต์ที่น่าสนใจท่ามกลางกระแสรักสุขภาพ ระบุว่า หลังจากที่ “Bearhouse” เริ่มขยายไปต่างจังหวัดมากขึ้นก็ค้นพบความชอบที่แตกต่างกัน สำหรับ “คนใต้” กินหวานมาก เฉลี่ยความหวานของภาคใต้เกิน 100% แน่นอน บางคนหวาน 100% ไม่พอ ขอเพิ่มอีกสองเท่าจากความหวาน 100% ด้วยซ้ำ 

ก่อนหน้านี้ “Bearhouse” เคยออกสูตร “Sugar Free” เพราะเห็นว่า กระแสกินหวานน้อยกำลังมาแรง แต่ไม่นานหลังจากนั้นก็ตัดสินใจเอาออกจากเมนู เพราะไม่มียอดสั่งซื้อเข้ามา กลายเป็นว่า ลูกค้าที่เข้ามากินชานมมีมุมมองเชื่อมโยงกับ “Small Rewards” หรือการให้รางวัลเล็กๆ แก่ตัวเองในแต่ละวัน ถ้าจะกินทั้งทีก็ต้องกินให้สุดไปเลย

ชานม ‘Bearhouse’ เตรียมขายแฟรนไชส์ทั่วโลก อยากได้ ‘800 ล้าน’ ระบุ ‘คนใต้’ กินหวานเกิน 100%

ส่วน “กรุงเทพ” ยังพบว่า ความหวานเฉลี่ยอยู่ที่ 50% แต่ปีที่ผ่านมาก็พบว่า ระดับความหวานไต่ระดับขึ้นมาเรื่อยๆ อยู่ที่ราวๆ 52-55% หากดูภาพรวมทั่วประเทศ ความหวานระดับ 50% ยังเป็นค่ามาตรฐานที่ผู้บริโภคนิยมสั่งกิน 

ตั้งเป้าปีนี้มีครบ 90 สาขา ยอดขาย “800 ล้าน” พร้อมแผนขายแฟรนไชส์ทั่วโลก

ปัจจุบัน “Bearhouse” มีทั้งหมด 79 สาขา สัดส่วนลูกค้ายังเป็นคนไทยเกือบทั้งหมด โดยมีสมาชิกจากฐานข้อมูลในระบบ POS มากถึง 500,000 ราย ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ลูกค้าสมัครเป็นสมาชิกเยอะ เพราะใช้แต้มง่าย กินเพียงไม่กี่แก้วก็แลกแก้วฟรีได้แล้ว รวมถึงมีโปรโมชันออกมาบ่อยๆ ด้วย

แผนการขยายสาขาในปีนี้ “กานต์” บอกว่า โฟกัสที่ภาคใต้เป็นหลัก เพราะที่ผ่านมาสาขาที่ภาคใต้ได้รับฟีดแบ็กที่ดีมาก ตอนนี้สัดส่วนสาขากรุงเทพอยู่ที่ 60% ต่างจังหวัด 40% มีแผนขยายให้ครบ 90 สาขาภายในปีนี้ เท่ากับว่า หลังจากนี้อีก 5 เดือนที่เหลือ “Bearhouse” จะขยายอีก 11 สาขา โดยมีงบลงทุนต่อสาขาราว 4-5 ล้านบาท ไปด้วยขนาดราว 50 ตารางเมตร

ชานม ‘Bearhouse’ เตรียมขายแฟรนไชส์ทั่วโลก อยากได้ ‘800 ล้าน’ ระบุ ‘คนใต้’ กินหวานเกิน 100%

ด้านเป้ายอดขายปีนี้วางไว้ “800 ล้านบาท” จากปีก่อนหน้ามีรายได้ “521 ล้านบาท” ทั้งยังมีการเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี ส่วนเป้าใหญ่ในอนาคตจากที่เคยลั่นวาจาว่า ต้องการนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ ตอนนี้ “กานต์” บอกว่า เป้าใหญ่สุดเป็นการวางแผนขายแฟรนไชส์ทั่วโลกแทน

การทำงานทุกวันนี้เน้นวางระบบเสมือนเตรียม IPO เพื่อให้การทำงานเป็นมืออาชีพมากที่สุด การนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์อาจไม่ใช่ฝันสูงสุดแล้ว มองเป็นโอกาสในอนาคตมากกว่า ขอโฟกัสที่แผนการขายแฟรนไชส์ เพื่อพา “Bearhouse” ไปอยู่ทั่วทุกมุมโลก ในฐานะชานมที่ก่อตั้งโดยคนไทยและมีคนไทยเป็นเจ้าของ