“กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์” กางโต๊ะแถลงปมขายแพง-ดูถูกคนกิน ระบุ ห้ามเคี้ยว-ห้ามถ่ายรูปเป็นการหยอกเล่น ขอโทษหากฟังแล้วเหมือนดูถูก แง้มเตรียมขายแพงกว่าเดิม ราคา 700-900 บาทมีให้เห็นแน่นอน รับไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้น มีหน้าที่ “เชฟ” ครีเอทเมนู-ดีไซน์หลังบ้าน พบ “พรพิพัฒน์ เวหัพพลา” ถือหุ้นใหญ่ 100%
จากกรณีที่ “กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์” หรือ “กฤษณ์ อัลตราสมูท” ตอบโต้คอมเมนต์บนโลกโซเชียลมีเดียอย่างร้อนระอุจนเป็นที่พูดถึงในวงกว้าง ล่าสุดวันนี้ (วันที่ 19 กรกฎาคม 2569) “กฤษณ์” ออกมาตั้งโต๊ะแถลงโดยระบุตั้งแต่ประเด็นการเคี้ยวเจลาโต้ บอกว่า เป็นการหยอกเล่นระหว่างตนเองและลูกค้ามาตั้งแต่เปิดร้านช่วงแรกๆ แต่เมื่อคำพูดเหล่านี้ถูกเผยแพร่ออกไปหลังมีคอนเทนต์ครีเอเตอร์-อินฟลูเอนเซอร์เข้ามากินที่ร้านเยอะขึ้นจึงอาจทำให้คนฟังรู้สึกไม่ดี
ยืนยันเจตนาอยากทำของดีให้ทุกคนได้กิน ถามกลับว่า การมีคนที่ตั้งใจดี อยากทำของคุณภาพไม่เป็นประโยชน์อย่างไร ถ้ายังคิดตามกรอบเดิมจะทำให้มายด์เซตไม่ไปข้างหน้า คุณภาพจะไม่พัฒนาไปมากกว่านี้ “กฤษณ์” บอกว่า ถ้าดูคลิปวิดีโอแบบช็อตต่อช็อตจะเข้าใจสิ่งที่ต้องการสื่อสาร ตนเองเดินทางไปเรียนและชิมเจลาโต้หลายประเทศ ทั้งอิตาลี ฝรั่งเศส อังกฤษ เยอรมนี ญี่ปุ่น ฯลฯ เห็นต่างประเทศทำของดีๆ ก็อยากทำแบบนั้นที่ประเทศไทยบ้าง
ส่วนราคาที่ถูกมองว่า “แพงเกินไป” กฤษณ์ยืนยันว่า เป็นการตั้งราคาตามต้นทุนและวัตถุดิบที่หามาได้ยาก การทำเจลาโต้มีรายละเอียดเยอะ นอกจากส่วนผสมที่ราคาสูงยังมีอุปกรณ์อื่นๆ ถ้าคนอื่นทำแล้วได้ราคาเท่านี้หรือต่ำกว่านี้ด้วยวัตถุดิบและรสชาติแบบนี้ท้าให้ลองทำดู ยืนยันราคานี้สมเหตุสมผล ไม่สามารถขายราคาต่ำกว่านี้ได้ และไม่ได้ขึ้นอยู่กับโลเคชัน แม้ขายร้านด้านนอกห้างก็จะตั้งราคาแบบนี้
“ถ้าทำแบบนี้แล้วขายราคาได้เท่านี้คุณขายเลย มันมีรายละเอียดเยอะไปหมด ผมมั่นใจว่า ทำยาก อย่างตัวที่ราคา 519 บาทก็ขายหมด ตอนนี้ไม่มีให้กินแล้ว เราประมูลมา ไร่ก็ให้มาน้อยให้มาครั้งละ 10 กิโลกรัม คนมากินคือคนที่รู้คุณค่า บางคนบอกต้นทุนสูงขนาดนั้นเลยเหรอ ใช่ ต้นทุนสูง อย่างพิสตาชิโอจากบรอนเตที่เราใช้ก็ไม่ใช่เพิ่งมี คนอื่นเคยขายและขายราคาเกือบเท่าผม แต่เขาไม่ได้ใส่แก้ว ใส่ถ้วยกระดาษ ใช้ช้อนไม้ตักกิน ตอนนี้ก็เลิกขายไม่ได้เอามาขายแล้ว และของผมเป็น Classic Refined Gelato กระบวนการทำก็ยากกว่า”
ทั้งนี้ “กฤษณ์” บอกว่า ตั้งแต่มีกระแสดราม่าในโซเชียลมีเดียไม่ได้ทำให้ยอดขายตกแต่อย่างใด ในทางกลับกันได้รับความนิยม มีคิวหน้าร้านยาวเหยียดตลอด ถ้าไม่อร่อยคงไม่มีคนซื้อ ส่วนราคาที่ถูกมองว่า แพงมาก ขึ้นไปถึงราคา 500 บาท บอกว่า เร็วๆ นี้ จะมีเมนูราคาแพงกว่านี้อีก 700 บาทกำลังจะออกเร็วๆ นี้ โดยเป็นราคาที่อิงตามต้นทุนวัตถุดิบ ยิ่งหามาได้ยากก็ยิ่งราคาสูง ไม่สามารถนำไปเปรียบเทียบกับวัตถุดิบของไอศกรีมที่ทำภายใต้อุตสาหกรรมขนาดใหญ่และวางขายตามซูเปอร์มาร์เก็ตได้
“ผมก็ไม่เข้าใจว่า เมืองไทยจะอะไรกับเจลาโต้นักหนา เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่า และผมไม่ได้ว่าใครอยู่ในกะลา คำศัพท์อาจจะฟังดูรุนแรงแต่ถ้าดูคลิปดีๆ จะเห็นถึงความตั้งใจของผม ตอนนี้คนมากินมีสองประเภท 1. มากินซ้ำ ส่วนมากเป็นเด็กแล้วพาคุณพ่อคุณแม่มากินด้วย และ 2. ชาวต่างชาติ ที่เหลืออาจจะมีคนมาทำคอนเทนต์บ้าง มาแล้วเดี๋ยวก็ไป”
อย่างไรก็ตาม “กรุงเทพธุรกิจ” ได้สอบถามถึงกรณีที่ข้อมูลจากเว็บไซต์ Creden Data ระบุว่า บริษัท พารามิเตอร์ จำกัด ไม่มีชื่อ “กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์” ถือหุ้น มีเพียง “พรพิพัฒน์ เวหัพพลา” ถือหุ้นสัดส่วน 100% และมี “สุมามาลย์ อุดมพงษ์สุข” ถือหุ้นจำนวน 1 หุ้น สัดส่วน 0.00% ตอบว่า ตนเองทำหน้าที่เป็นเชฟ ครีเอทีฟเมนู ดูเฉพาะการผลิตเจลาโต้แต่การบริหารอย่างอื่นเป็นคนอื่นๆ ดู “ไม่ได้เป็นเจ้าของ เป็นเชฟ ทำเจลาโต้เป็นหลัก นี่คือหน้าที่หลัก” กฤษณ์ตอบ เมื่อถามว่า ไม่มีหุ้นอยู่เลยใช่หรือไม่ ระบุว่า “ครับ เป็นเชฟ”
สำหรับ “พารามิเตอร์” ไม่ได้ตั้งเป้ารายได้และขอไม่ตอบเป็นตัวเลข พร้อมบอกว่า ถ้าไม่อร่อยเดี๋ยวสักวันก็เจ๊ง ตนเองเข้าใจว่า สถิติร้านอาหาร-ร้านขนมปิดตัว 70-80% ทุกปีอยู่แล้ว ตั้งใจทำสุดๆ เพื่อให้เป็นที่หนึ่งไม่มีเบอร์สอง อยากทำของที่อร่อยที่สุดในโลก จะหมั่นไส้ก็ได้แต่ยืนยันว่าเป็นแบบนั้น และเชื่อว่า “พารามิเตอร์” อร่อยกว่าร้านมิชลิน 3 ดาว


