ผลสำรวจ “ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการที่พักแรม” เดือน มิ.ย. 2569 จัดทำโดยสมาคมโรงแรมไทย (THA) และธนาคารแห่งประเทศไทย ดำเนินการสำรวจระหว่างวันที่ 16-30 มิ.ย. มีผู้ตอบแบบสำรวจ 147 แห่ง ระบุว่า อัตราการเข้าพักเดือน มิ.ย. ลดลงจากเดือนก่อนตามการเข้าสู่ช่วงโลว์ซีซัน ประกอบกับ “ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง” เป็นปัจจัยกดดันให้นักท่องเที่ยวเดินทางลดลง ธุรกิจโรงแรมไทยส่วนใหญ่จึงต้องปรับตัวด้วยการลดราคาห้องพักและเพิ่มการทำตลาดเพื่อเพิ่มยอดขาย รวมถึงลดรายจ่ายเพื่อรักษาระดับสภาพคล่อง
เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (THA) กล่าวว่า แม้โรงแรมส่วนใหญ่ 50% คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะลดลงตามคาดจากผลกระทบเรื่องความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่มีโรงแรมอีก 38% ที่เผชิญจำนวนลูกค้า “ลดลงมากกว่าคาด” จึงต้องปรับตัวด้วยการลดราคาห้องพักและเพิ่มการทำตลาดเพื่อดึงดูดลูกค้า ขณะเดียวกันธุรกิจโรงแรมบางส่วนเลือกรักษาระดับสภาพคล่องในมือ โดยลดการลงทุนหรือลดรายจ่ายที่เกี่ยวกับพนักงาน
หากพิจารณาในช่วง “ไตรมาส 3 ปี 2569” ธุรกิจโรงแรมส่วนใหญ่มองว่าจำนวนลูกค้าต่างชาติโดยรวมมีแนวโน้มลดลงเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว จากต้นทุนการเดินทางที่ยังอยู่ในระดับสูง อีกทั้งนักท่องเที่ยวบางกลุ่มอาจถูกกดดันเพิ่มเติมจากมาตรการยกเลิกฟรีวีซ่า 60 วัน อาทิ “นักท่องเที่ยวอินเดีย” ที่มักอ่อนไหวต่อราคา อาจชะลอการเดินทางหากถูกปรับไปใช้ Visa on Arrival หรือวีซ่าหน้าด่านตรวจคนเข้าเมือง อาจทำให้ต้นทุนการเดินทางสูงขึ้น
เช่นเดียวกับ “นักท่องเที่ยวไทย” ที่โรงแรมส่วนใหญ่ประเมินว่ามีแนวโน้มลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ จากกำลังซื้อที่ยังอ่อนแอ อีกทั้งถูกกดดันเพิ่มเติมจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นหลังเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
อย่างไรก็ดี ธุรกิจโรงแรมบางส่วนประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในไตรมาส 3 ปีนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันปีที่แล้ว โดยเฉพาะ “นักท่องเที่ยวจีน” ส่วนหนึ่งมาจากการเปลี่ยนจุดหมายปลายทางมาไทยแทนการเดินทางไปภูมิภาคอื่นที่ต้นทุนการเดินทางสูงกว่า
สำหรับ “อัตราการเข้าพัก” ในเดือน มิ.ย. 2569 โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 52% เมื่อดูเป็นรายภูมิภาคพบว่า “ภาคกลาง” เป็นพื้นที่ที่มีอัตราการเข้าพักสูงสุด 65% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 64% ของเดือน พ.ค. รองลงมาคือ “ภาคตะวันออก” มี 53% ลดลงจาก 60% ของเดือนก่อน ส่วน “ภาคใต้” มี 42% ลดลงจาก 48% และ “ภาคเหนือ” มี 37% ลดลงจาก 39% ขณะที่คาดการณ์อัตราการเข้าพักในเดือน ก.ค. 69 อยู่ที่ 53% ต่ำกว่าเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว
เทียนประสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการช่วยเหลือที่ผู้ประกอบการต้องการจากภาครัฐ โรงแรมส่วนใหญ่ต้องการให้มีดังนี้
1.มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวและรายได้ ต้องการให้มีมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ และดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะตลาดระยะใกล้ (Short-haul) การเพิ่มกิจกรรมส่งเสริมการขายร่วมกับสายการบินและบริษัทแพลตฟอร์มท่องเที่ยวออนไลน์ (OTA) เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง การส่งเสริมการท่องเที่ยวทั้งเมืองหลักและเมืองรอง อาทิ เพิ่มการจัดประชุมภาครัฐและอีเวนต์ต่างๆ รวมถึงการเพิ่มจำนวนเที่ยวบินและทบทวนนโยบายเกี่ยวกับฟรีวีซ่า
2.มาตรการช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่าย ลดต้นทุนพลังงานและค่าธรรมเนียมภาครัฐ และออกมาตรการลดหย่อนภาษี อาทิ ภาษีนิติบุคคล ภาษีบุคคลธรรมดา และภาษีโรงเรือน
3.มาตรการด้านการเงิน มีมาตรการช่วยเหลือด้านสภาพคล่อง อาทิ มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การสนับสนุนการลงทุนด้านพลังงานยั่งยืน และการขยายระยะเวลามาตรการพักทรัพย์ พักหนี้
4.มาตรการด้านแรงงาน สนับสนุนการอบรมพัฒนาบุคลากรภาคบริการ โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี ดิจิทัล และ AI
5.มาตรการอื่นๆ เช่น การสื่อสารภาวะอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง การปรับปรุงระบบตรวจคนเข้าเมือง การอำนวยความสะดวกในการขอใบอนุญาตต่างๆ และการเพิ่มความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย
ด้านภาพรวมและสถานการณ์ท่องเที่ยวไทยในช่วงเดือน มิ.ย. 2569 ได้รับปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากการเข้าสู่ช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อน (Summer Holiday) ของหลายประเทศ ทั้งกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short-haul) อาทิ จีน ฮ่องกง เป็นต้น แต่ยังมีปัจจัยท้าทายที่ต้องเผชิญคือ “การแข่งขันด้านการท่องเที่ยว” โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย
รวมทั้งการเดินทางเข้าสู่ช่วงโลว์ซีซัน ทางภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงได้กระตุ้นการท่องเที่ยว ผ่านนโยบาย “Thailand 365 Days” หรือประเทศไทยที่ท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี มีการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวตลอดทั้งปีในทุกภูมิภาค เพื่อกระตุ้นและสร้างการเติบโตของภาคการท่องเที่ยวอย่างมีคุณภาพ สอดคล้องกับแนวโน้มความนิยมของนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่มองหาจุดหมายปลายทางซึ่งมีความหลากหลาย ทั้งด้านธรรมชาติ วัฒนธรรม อาหาร และประสบการณ์ท้องถิ่น
“สมาคมโรงแรมไทยเชื่อมั่นว่านโยบายที่ทางรัฐบาลเดินหน้าขับเคลื่อนนั้นจะสามารถกระจายรายได้สู่ทุกภาคส่วนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รวมถึงการสร้างความยั่งยืนบนฐานคุณภาพ ผ่านการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและแหล่งพำนัก โดยเฉพาะกลุ่มท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Health & Wellness) เพื่อส่งเสริมการเติบโตด้านอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยได้ในระยะยาว”


