การบ้านใหญ่ “เครือสหพัฒน์” เคลื่อนธุรกิจโตรับยุคใหม่ ดิจิทัล เทคโนโลยีทรงพลัง เดินหน้าจัดทัพ 29 บริษัทในเครือนำร่อง “ทรานส์ฟอร์ม” ภายใต้ EDTH เดินหน้าเพิ่มทุนเป็น 5,000 ล้านบาท เบ่งขนาดบริษัท เผยบทบาทสำคัญลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล ควบคู่พัฒนาดิจิทัล ผนึกพันธมิตรระดับโลก-ญี่ปุ่น-ไทย เสริมแกร่งธุรกิจทุกมิติ ปั้นแพลตฟอร์ม ”อีคอมเมิร์ซ” แต่ต้องไม่ซ้ำรอยเกมเผาเงินในตลาด
“เครือสหพัฒน์” องค์กรธุรกิจเก่าแก่ 84 ปีของเมืองไทย ถือเป็น “ยักษ์ใหญ่” วงการสินค้าอุปโภคบริโภค(FMCG) และยังมีกิจการหลากหลายจากกว่า 200 บริษัท ครอบคลุมตั้งแต่โรงงานผลิต การจัดจำหน่ายสินค้า รวมถึงช่องทางค้าปลีกเพื่อป้อนสินค้ากว่า 1,000 แบรนด์ ไปยังผู้บริโภค
อาณาจักรกว่า 8 ทศวรรษ ยังสร้างรายได้ในระดับ 3 แสนล้านบาท ทว่า ท่ามกลางโลกยุคใหม่ที่ “ดิจิทัล” ทรงพลังต่อการดำเนินธุรกิจ และพฤติกรรมผู้บริโภค ทำให้ “เครือสหพัฒน์” เคลื่อนทัพครั้งใหญ่ ด้วยการผลักดันบริษัท อี-คอมเมอร์ซ ดิจิทัล ไทย โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน)หรือ EDTH ให้เป็น “ศูนย์กลางด้านดิจิทัลและนวัตกรรม” ของเครือ รองรับบริบทโลกเปลี่ยนเร็วและแรงด้วยพลังของเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์(เอไอ)
โจทย์ใหญ่ของเครือสหพัฒน์ ทั้งภาพของ “บิ๊กคอร์ป” และองค์กรเก่าแก่ คือการจัดเก็บข้อมูล “แยกกัน” ทำให้การ “ปรับตัวยาก” ดังนั้น ดำริของ “เสี่ยบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา” ประธานเครือสหพัฒน์ จึงให้ความสำคัญกับการสร้างระบบประสานดิจิทัลส่วนกลาง พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ เพื่อเชื่อมโยงฐานข้อมูล ระบบของทุกหน่วยธุรกิจไว้ด้วยกันผ่าน EDTH
เมื่อ EDTH เป็น “แกนกลาง” การทรานส์ฟอร์มสู่ดิจิทัลของเครือสหพัฒน์ และเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย “เสี่ยบุณยสิทธิ์” จึงสนับสนุนด้วยการถือหุ้นในนามส่วนตัว รวมถึงบริษัทชั้นนำในเครือ 29 บริษัท เช่น บริษัท โชควัฒนา จำกัด บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด(มหาชน) หรือ SPI บริษัท ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด(มหาชน) บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด(มหาชน) บริษัท ไทยวาโก้ จำกัด(มหาชน) บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือมิสทิน เป็นต้น
สำหรับ EDTH มีทุนจดทะเบียน 5,000 ล้านบาท เพิ่มทุนจากตั้งแต่ 1,000 ล้านบาท
ลุยลงทุนควบคู่รุกดิจิทัล
นายเวทิต โชควัฒนา รองประธาน บริษัท อี-คอมเมอร์ซ ดิจิทัล ไทย โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน)หรือ EDTH เปิดเผย “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า บทบาทของ EDTH จะทำหน้าที่แสวงหาการลงทุนในบริษัทต่างๆ เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ โดยจะมีคณะกรรมการ(บอร์ด)การลงทุนดำเนินการในส่วนดังกล่าว เบื้องต้นยังไม่มีการลงทุนในบริษัทเทคโนโลยี หรือเอไอใดๆ โดยอยู่ระหว่างการเพิ่มทุนเพื่อขยายขนาดบริษัทให้ใหญ่ขึ้น
อีกบทบาทจะทำหน้าที่ขยายธุรกิจด้านดิจิทัล เช่น การพัฒนาแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ การยกระดับพนักงานในการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์(เอไอ) ซึ่งปัจจุบันที่ดำเนินการอยู่คือแพลตฟอร์ม Friday fair และจะมีการนำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอื่นๆ ของเครือสหพัฒน์ มารวมไว้ในบริษัทเดียว
สอดคล้องกับดำริของประธานเครือสหพัฒน์ ที่มุ่งให้ EDTH แสวงหาโอกาสในการลงทุนด้านสินทรัพย์ดิจิทัล การยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน และเทคโนโลยีเอไอที่มีศักยภาพสูงด้วยแนวทางความเสี่ยงต่ำให้แก่ผู้ถือหุ้น รวมถึงการเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการแข่งขัน
“EDTH จะเป็นบริษัทลงทุนและทำด้านดิจิทัล ช่วงนี้บริษัทอยู่ระหว่างการระดมทุนเพื่อสร้างขนาดบริษัทไว้ก่อน อีกด้านเงินทุนที่ได้จะนำไปลงทุนในหุ้นต่างๆ ส่วนการจะลงทุนในเทค คัมปะนีต่างๆ เรามีบอร์ดลงทุนดูแลตรงนั้น”
เคลื่อนดิจิทัลทิศทางเดียวกันทันการเปลี่ยนแปลงโลก
การนำร่องให้ 29 บริษัท เช่น สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง สหพัฒนพิบูล เบทเตอร์เวย์ฯ มาลงทุนและทรานส์ฟอร์มสู่ดิจิทัล และมุ่งสู่เอไอ เนื่องจากองค์กรเหล่านี้ทำเรื่องดังกล่าวอยู่แล้ว จึงต้องการให้นำบทเรียน ตัวอย่างการใช้งานจริงหรือ use case มาแบ่งปันกัน การเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสม มีความเป็นไปได้มากสุด เอื้อต่อธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ เพื่อต่อยอดการใช้งานแก่บริษัทอื่นในเครือสหพัฒน์ โดยไม่ต้องต้องลองผิดลองถูก หรือบางบริษัทไปเจอเทคโนโลยี บริษัทที่ไม่เหมาะสม เจอบริษัทขนาดเล็กลงทุนจนขาดทุน ที่สำคัญการมีแกนกลางอย่าง EDTH จะช่วยทำให้การมุ่งสู่ดิจิทัลและเอไอ ไม่สะเปะสะปะด้วย
“เครือสหพัฒน์กว่า 80 ปี มี 3 เจเนอเรชัน ส่วนคนทำงานในองค์กรมี 5 เจนเนอเรชันที่ทับซ้อนกันอยู่ การพัฒนาธุรกิจในเครือตั้งแต่การผลิต จัดจำหน่าย ค้าปลีก อีคอมเมิร์ซ ภาคบริการ และสวนอุตสาหกรรม เหล่านี้มาจากคนในรุ่นต่างๆ ต้องเรียนว่ามีความสะเปะสะปะ ลูกหลานใครเรียนจบมาก่อน เรียนด้านไอที ดิจิทัล ก็พัฒนาองค์กรสู่ดิจิทัลไลซ์เซชันเร็วกว่าบริษัทอื่น บางบริษัทยังทำงานบนดิจิทัลปนกับกระดาษ หากไม่ทรานส์ฟอร์มเป็นดิจิทัล จะมุ่งสู่เอไอไม่ได้"
EDTH จึงริเริ่มมาเพื่อจะรวมให้ทั้งเครือสหพัฒน์มาอยู่ในจุดเดียวกัน มารับความรู้ที่สำคัญในแต่ละช่วงเวลาพร้อมกัน เพื่อให้ทันการณ์ รวมถึงดูว่าแต่ละอุตสาหกรรมหรือธุรกิจไหนที่สำคัญ จะต้องใช้เทคโนโลยี เพื่อสร้างความได้เปรียบการแข่งขัน ก็จะเร่งใช้ก่อน หรือเป็นหนูทดลองไปก่อน ประยุกต์ใช้ให้ทั้งเครือเดินไปด้วยกันในความเร็วที่ทันต่อสมัยและการเปลี่ยนแปลงของโลก
แจ้งเกิด “อีคอมเมิร์ซไทย” ต้องไม่ซ้ำรอยเผาเงิน
เครือสหพัฒน์ พยายามสร้างแพลตฟอร์มชอปปิงออนไลน์เป็นของตัวเอง โดยเฉพาะอีคอมเมิร์ซ ชู friday fair ที่ก่อนหน้านี้ประกาศแผนใช้งบลงทุน 200 ล้านบาท และชูค่าธรรมเนียม(GP) ค่าคอมมิชชันต่ำ 6% จูงใจร้านค้าให้มาอยู่บนแพลตฟอร์ม ผ่านไปราว 1 ปี ยังมีโจทย์ท้าทายให้ปรับปรุงพัฒนา
จากข้างต้น นายเวทิต กล่าวว่า การสร้างแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เป็นความมุ่งมั่นและหนึ่งในแผนงานของบริษัท แต่ยอมรับว่ามีความท้าทาย เนื่องจากการแจ้งเกิด และทำให้แพลตฟอร์มประสบความสำเร็จไม่ง่าย โดยเฉพาะต้องมีเงินทุนมหาศาลเพื่อรองรับการขาดทุน และพฤติกรรมผู้บริโภคที่ยังชอปปิงออนไลน์เพราะถูกแรงจูงใจจากการแจกคูปองส่วนลดต่างๆ
“เราเอ็กซ์พลอหมดในการสร้างแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสัญญาชาติไทยแต่การแจ้งเกิดไม่ง่าย ธุรกิจต้องมีเงินทุนหมื่นล้านบาทให้ขาดทุน เราไม่ต้องการเดินตามแพตเทิร์นนั้น แต่การมีพันธมิตรมาหารือ เราเจรจาหมดเพื่อหาโอกาส หาทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนหรือยังจากที่ถูกลากโดยคูปอง ผ่อนลงหรือยัง ผู้บริโภคต้องการซื้อสินค้าจริงๆ และมั่นใจในสินค้ามากแค่ไหน เพราะบทเรียนในตลาดอีคอมเมิร์ซมีให้เห็นแล้ว”
ผนึกพันธมิตรระดับโลก-ไทย เสริมแกร่ง
ในงานสกรุ๊ป แฟร์ & เฟส ครั้งที่ 30 เครือสหพัฒน์ โดย EDTH มีการร่วมมือกับพันธมิตรหลายราย เพื่อเสริมแกร่งด้านดิจิทัล เทคโนโลยีเอไอ และการตลาดออนไลน์ ออฟไลน์ ได้แก่ ลงนามความร่วมมือเชิงกลยุทธ์หรือ SCA กับบริษัท อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด หรือ AWS และบริษัท เอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SIS เพื่อนำเทคโนโลยี Cloud และเอไอมาประยุกต์ใช้ภายในเครือสหพัฒน์
โดยภายใต้แผนปฏิบัติการ 3 ปี มีเป้าหมายขยายความร่วมมือไปยัง 10 บริษัทภายในเครือสหพัฒน์ พัฒนาทักษะ Cloud, Data และ AI ให้บุคลากร 1,000 คน และพัฒนา 100 AI Use case และทรานส์ฟอร์มสู่ดิจิทัล การบันทึกความเข้าใจหรือ MOU กับบริษัท เอ็ม เอฟ อี ซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFEC พัฒนาแพลตฟอร์มการทำงานร่วมกันและเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานสำหรับองค์กร เพื่อส่งเสริมการประยุกต์ใช้ Google Workspace, Google Gemini และเทคโนโลยีเอไอ
นอกจากนี้ เดินหน้า MOU ด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี AI และการตลาดดิจิทัล ร่วมกับ ทรูบิสิเนส ผู้นำบริการสื่อสารและดิจิทัลโซลูชันครบวงจรสำหรับองค์กร ภายใต้บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท เอ้ก ดิจิทัล จำกัด (EGG Digital) ผู้นำธุรกิจด้านวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ ให้บริการสื่อโฆษณาครบวงจร รวมทั้งการตลาดออนไลน์และออฟไลน์ และบริษัท ซอฟต์แบงก์ คอร์ป (SoftBank Corp.) ผู้นำธุรกิจโทรคมนาคมและเทคโนโลยีเอไอะดับโลกจากญี่ปุ่น เพื่อนำศักยภาพด้านเทคโนโลยีของพันธมิตรมายกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางธุรกิจ เพิ่มขีดความสามารถทางธุรกิจทุกมิติ
“หมดยุคแล้วที่แต่ละบริษัทจะพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลกันไปเอง เราต้องการมืออาชีพมาเสริมแกร่ง ดังนั้น EDTH จึงต้องการร่วมกับพันธมิตร เพื่อคิดและพัฒนา ทำบางโปรเจกต์ แล้วขยายไปสู่บริษัทอื่นในเครือ เริ่มจากธุรกิจที่จำเป็นก่อน เช่น ค้าปลีกต้องการเทคโนโลยีแบบไหน ก็ริเริ่ม โดยที่เราไม่ต้องนั่งเรียนรู้ ลองผิดลองถูก อย่างการร่วมมือกับ MFEC Google ช่วยแนะนำจากประสบการณ์ที่มี เห็นมุมกว้างกว่าในทุกธุรกิจ เพื่อให้เราก้าวสู่เอไอ ทรานส์ฟอร์เมชันในสถานการณ์ปัจจุบัน”
ความยากองค์กร 84 ปี ไม่มีผังงานกำกับ
การทรานส์ฟอร์มสู่ดิจิทัลขององค์กรใหญ่และเก่าแก่กว่า 80 ปี นายเวทิต กล่าวว่า ความยากที่ต้องเผชิญคือการที่ทุกอย่างไม่มีเขียนไว้ ไม่มีผังการทำงานหรือ flowchart แม้หากมีเขียนไว้ เช่น 7 ปีก่อน แต่กลับไม่เป็นไปตามที่กำหนดไว้ ครั้นจะริเริ่มสิ่งใหม่ที่เป็นดิจิทัลก็ท้าทาย เพราะต้องเขียน flowchart ใหม่
อย่างไรก็ตาม เครือสหพัฒน์ เป็นอาณาจักรแสนล้านบาท ที่มีกิจการหลากหลาย ยิ่งกว่านั้นมีพนักงานกว่า 1 แสนชีวิต หากองค์กรทรานส์ฟอร์มสู่ดิจิทัล จะมีผลต่อการลดคนในอนาคตหรือไม่ นายเวทิต กล่าวว่า บางตำแหน่งงานย่อมถูกเทคโนโลยี เอไอทดแทน เช่น งานเอกสารที่เช็กความถูกต้องส่งให้หน่วยงานถัดไป งานตรวจสอบข้อมูลจากกระดาษมาอยู่บนหน้าจอ งานสแกนข้อมูลเพื่อเก็บเป็นไฟล์ดิจิทัล เป็นต้น
“ที่สุดงานฟังก์ชันข้างต้นจะหมดไป อย่างไรก็ตาม หากเครือสหพัฒน์ทรานส์ฟอร์มสู่ดิจิทัลได้ องค์กรจะขับเคลื่อนธุรกิจเร็วขึ้น ขีดแข่งขันดีขึ้นหรือไม่ ไม่สามารถตอบได้ เนื่องจากตัวแปรขึ้นอยู่กับการที่บริษัททำเรื่องดิจิทัลได้ก่อน หากคนอื่นทำก่อน เราจะต้องเร่งเครื่องตาม”



