background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

ทำไม ‘กัมพูชา’ เสี่ยงเจอวิกฤติค่าเงิน เพราะพึ่ง ‘จีน’ มากเกินไป คล้าย ‘ลาว’

ทำไม ‘กัมพูชา’ เสี่ยงเจอวิกฤติค่าเงิน เพราะพึ่ง ‘จีน’ มากเกินไป คล้าย ‘ลาว’

“กัมพูชา” กลายเป็นประเทศที่ควรเฝ้าระวังต่อจาก “ลาว” ที่ประสบวิกฤติ “ค่าเงินอ่อน” เนื่องจากเศรษฐกิจกัมพูชาพึ่งพาจีนสูงมาก ขณะที่เศรษฐกิจจีนตอนนี้เผชิญภาวะซบเซาครั้งใหญ่ ซึ่งหากยักษ์เศรษฐกิจเอเชียเผชิญวิกฤติขึ้นมา อาจทำให้กัมพูชาเสี่ยงล้มตามไปด้วย

Key Points

  • กัมพูชาพึ่งพาเม็ดเงินการลงทุนโดยตรง (FDI) จากประเทศจีน สูงถึง 73.5%
  • จำนวนตึกร้างในสีหนุวิลล์ เมืองชายฝั่งของกัมพูชา มีจำนวนสูงถึงพันแห่ง กลายเป็นปัญหาเสื่อมโทรมทางอาคารที่ถูกทิ้งไว้ รอการแก้ไข
  • ยอดหนี้ไมโครไฟแนนซ์ของกัมพูชาพุ่งสูงมากกว่า 16,000 ล้านดอลลาร์หรือเกือบครึ่งหนึ่ง GDP


จากวิกฤติค่าเงินลาว ที่อ่อนค่าขั้นรุนแรงเมื่อเทียบกับบาทไทย โดยเมื่อวันที่ 15 ต.ค. 2564 จำนวน 1 บาทแลกได้ 300 กีบ แต่ปัจจุบัน 1 บาทสามารถแลกได้สูงถึง 550 กีบ ยังมีอีกประเทศหนึ่งที่สุ่มเสี่ยงไม่แพ้กัน คือ “กัมพูชา” 

เพื่อนบ้านไทยรายนี้พึ่งพาเงินลงทุนส่วนใหญ่จากจีน ในสัดส่วนสูงถึงกว่า 70% และยิ่งเศรษฐกิจจีนชะลอตัวอย่างรุนแรง ประกอบกับต้นทุนสินค้านำเข้าที่สูงขึ้นจากดอกเบี้ยนโยบายขาขึ้นของธนาคารกลางทั่วโลก กลายเป็นความเสี่ยงว่า ค่าเงินเรียลของกัมพูชาจะซ้ำรอยกรณีลาวหรือไม่

  • หากจีนล้ม กัมพูชาอาจล้มตาม

ข้อมูลจากเจีย วูตี (Chea Vuthy) เจ้าหน้าที่การลงทุนอาวุโสของกัมพูชา ระบุว่า ช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.- เม.ย.) กัมพูชาพึ่งพาการลงทุนโดยตรง (Foreign Direct Investment หรือ FDI) จากประเทศจีน สูงถึง 73.5%

การพึ่งพา “จีน” เป็นส่วนใหญ่เพียงประเทศเดียว หากเศรษฐกิจจีนดี กัมพูชาจะได้รับอานิสงส์ไปด้วย แต่ในปัจจุบันกลับเป็นทิศทางตรงกันข้าม เศรษฐกิจจีนชะลอตัวอย่างมากจากผลพวงการปิดเมืองช่วงโควิด-19 ที่ยาวนานและการจัดระเบียบตลาดทุนจีนอย่างเข้มงวด ส่งผลให้บริษัทจีนจำนวนมากลดพนักงานลง หนุ่มสาวจีนตกงานเป็นประวัติการณ์สูงถึง 21.3%

แม้ในปัจจุบัน ทางการจะคลายล็อกดาวน์แล้ว แต่สถานการณ์ยังคงไม่ดีขึ้น อีกทั้งตัวเลขการส่งออกจีนยังติดลบ 4 เดือนติด (พ.ค.-ส.ค.) และหนี้วิกฤติอสังหาริมทรัพย์กำลังทับถมสูงขึ้นเรื่อย ๆ

ผลกระทบที่ชัดเจนจากการผูกเศรษฐกิจกับจีนมากเกินไป คือ ตึกร้างในสีหนุวิลล์ เมืองชายฝั่งของกัมพูชา โดยก่อนช่วงโควิด-19 มีทุนจีนเข้ามาลงทุนสร้างอสังหาริมทรัพย์เป็นจำนวนมาก แต่เมื่อจีนปิดประเทศเพื่อควบคุมการระบาดโควิด-19 ตึกเหล่านี้ถูกทิ้งร้าง สร้างไม่เสร็จกว่าพันแห่ง กลายเป็นปัญหาเสื่อมโทรมทางอาคารที่รอการแก้ไข

ทำไม ‘กัมพูชา’ เสี่ยงเจอวิกฤติค่าเงิน เพราะพึ่ง ‘จีน’ มากเกินไป คล้าย ‘ลาว’

- ตึกร้างที่ถูกทิ้งไว้ในสีหนุวิลล์ (เครดิต: Shutterstock) -

ดังนั้น เนื่องด้วยกัมพูชาพึ่งพาเงินลงทุนจากจีนสูง หากจีนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ขึ้น จึงเป็นการยากที่กัมพูชาจะหลีกเลี่ยงผลกระทบได้

ทำไม ‘กัมพูชา’ เสี่ยงเจอวิกฤติค่าเงิน เพราะพึ่ง ‘จีน’ มากเกินไป คล้าย ‘ลาว’ - ตึกของกลุ่มทุนจีนที่สร้างไม่เสร็จในกัมพูชา (เครดิต: Shutterstock) -

  • กัมพูชา พึ่งเงินดอลลาร์ระดับสูง (High Dollarization)

นอกจากกัมพูชาจะพึ่งการลงทุนจากจีนสูงเพียงประเทศเดียวแล้ว กัมพูชายังพึ่งการใช้สกุลเงินต่างชาติในระดับสูงด้วย คือ “ดอลลาร์ควบคู่กับเรียลกัมพูชา สะท้อนถึงความไม่มั่นคงของค่าเงินประเทศตัวเอง ที่ทำให้คนในประเทศต้องนำสกุลเงินต่างชาติมาใช้ร่วมด้วย

เนื่องด้วยความสัมพันธ์ที่ดีกับจีน ทำให้ในช่วงต้นปีนี้ รัฐบาลกัมพูชาจึงอนุญาตให้นักท่องเที่ยวจีนสามารถชำระค่าบริการด้านการท่องเที่ยว โรงแรม และภัตตาคารเป็น “หยวน” แทนเรียลและดอลลาร์ได้

  • กัมพูชายังคงขาดดุลทางการค้า

ดุลการค้า” มีผลต่อการแข็งค่าและอ่อนค่าของค่าเงินด้วย ยกตัวอย่าง “ไทย” ถ้าประเทศส่งออกมากกว่านำเข้า (เกินดุลการค้า) ผู้ส่งออกจะได้เงินจากต่างชาติและนำกลับมาแลกเป็นบาทไทย ทำให้ความต้องการเงินบาทสูงขึ้น ค่าเงินบาทจึงสูงขึ้น

ขณะเดียวกัน ถ้าประเทศนำเข้ามากกว่าส่งออก (ขาดดุลการค้า) จะมีการเทขายบาทไทยเพื่อแลกเป็นเงินต่างประเทศซื้อสินค้านำเข้า อย่างน้ำมันที่ซื้อขายเป็นดอลลาร์ ทำให้ความต้องการบาทลดลง ค่าเงินบาทจึงลดลง

เมื่อย้อนกลับมาดูที่กัมพูชา ประเทศเกิดการขาดดุลการค้าเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งข้อมูลล่าสุดจากเว็บไซต์ด้านการเงิน Trading Economics ระบุว่า กัมพูชาขาดดุลการค้าเดือน เม.ย. ติดลบ 920,900 ล้านเรียล เนื่องจากสินค้าที่ประเทศผลิตได้เองและส่งออก มีมูลค่าต่ำกว่าสินค้านำเข้า โดยกัมพูชาผลิตเสื้อผ้า รองเท้า ข้าว ยางพารา พริกไทย และสินค้าประมงในการส่งออก แต่สินค้านำเข้า มีน้ำมันเชื้อเพลิง รถยนต์ เครื่องยนต์ เคมีภัณฑ์ และเครื่องสำอางที่มีมูลค่าสูงกว่า  

  • มีหนี้ไมโครไฟแนนซ์สูงเกือบครึ่งหนึ่งของ GDP

หนี้ไมโครไฟแนนซ์ (Microfinance) เป็นสินเชื่อสำหรับผู้มีรายได้น้อย โดยในเดือน มี.ค. 2566 ยอดหนี้ไมโครไฟแนนซ์ของกัมพูชาพุ่งสูงมากกว่า 16,000 ล้านดอลลาร์หรือเกือบครึ่งหนึ่งของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)

ยิ่งยอดหนี้สูงขึ้นมากเท่าใด ความเสี่ยงผิดนัดชำระก็สูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งอีฟ บาร์เร (Eve Barré) นักเศรษฐศาสตร์ของ Coface บริษัทประกันภัยสินเชื่อของฝรั่งเศส สาขาสิงคโปร์ แสดงความเห็นว่า ระดับหนี้เสียจริงในกัมพูชาอาจถูกประเมินต่ำเกินไป จากหนี้ที่มีการปรับโครงสร้างใหม่เพื่อไม่ให้กลายเป็นหนี้เสีย แม้ว่าลูกหนี้แทบจะไม่มีความสามารถจ่ายคืนแล้วก็ตาม

สรุปได้ว่า จากวิกฤติค่าเงินลาวที่อ่อนค่ารุนแรง “กัมพูชา” จึงกลายเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ควรเฝ้าระวังต่อไป เนื่องจากต้องพึ่งพาเงินลงทุนส่วนใหญ่จากชาติเดียว คือ จีน สูงถึง 70%

ดังนั้น เมื่อเศรษฐกิจจีนกำลังเกิดปัญหา ทั้งภาคอสังหาริมทรัพย์และหนุ่มสาวตกงาน อีกทั้งประเทศยังพึ่งพาสินค้าต่างประเทศสูงและสินค้าที่ประเทศผลิตเองได้ยังมีมูลค่าต่ำ อาจมีนวัตกรรมไม่มากนัก พร้อมระดับหนี้สินเชื่อรายย่อยที่สูงมาก กลายเป็นความกังวลว่า ถ้ากัมพูชาจัดการความเสี่ยงนี้ไม่ดี ก็อาจซ้ำรอยประเทศลาวได้ และนี่คือโจทย์ท้าทายใหม่สำหรับ “ฮุน มาเนต” นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของกัมพูชา ผู้สืบทอดอำนาจต่อจากสมเด็จฮุน เซน ผู้เป็นพ่อ

อ้างอิง: phnompenhpostnikkeinikkei(2)thediplomattradingeconomicsvnexpress