background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

เปิดนโยบายแก้สัญญาซื้อไฟเอกชน รื้อ 'ค่าความพร้อมจ่าย' ต้นตอค่าไฟแพง

เปิดนโยบายแก้สัญญาซื้อไฟเอกชน รื้อ 'ค่าความพร้อมจ่าย' ต้นตอค่าไฟแพง

“ค่าความพร้อมจ่าย” ต้นต่อค่าไฟฟ้าแพง เปิดนโยบายเจรจาขอแก้สัญญาซื้อไฟจากผู้ผลิตเอกชน หวังลดค่า Ft ให้ตำลง เผยปัจจุบัน กฟผ.ทำสัญญารับซื้อไฟจาก IPP รวม 12 บริษัท กำลังการผลิต 14,873 เมกะวัตต์ ซื้อไฟจาก SPP รวม 9,470 เมกะวัตต์

Key Points

  • ค่าความพร้อมจ่าย เป็นส่วนหนึ่งของค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ที่ต้องจ่ายให้ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนแม้จะไม่มีการเดินเครื่องผลิตไฟฟ้า
  • เริ่มมีการนำเสนอนโยบายแก้ไขสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตเอกชน เพื่อขอลดค่าพร้อมจ่าย เพื่อให้ประชาชนเสียค่าไฟฟ้าถูกลง
  • การหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้มีการชูนโยบายเจรจาผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนให้ลดค่าพร้อมจ่ายและลดค่าประกันความร้อน จะทำให้ค่าไฟถูกลงหน่วยละ 1 บาท
  • ปัจจุบัน กฟผ.ทำสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตรายใหญ่ 12 บริษัท รวมกำลังการผลิต 14,873 เมกะวัตต์ และทำสัญญากับผู้ผลิตรายเล็ก 9,470 เมกะวัตต์

    ค่าไฟฟ้าที่ปรับสูงขึ้นในงวด ม.ค.-เม.ย.2566 ทำให้สังคมเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับสาเหตุของค่าไฟฟ้าแพง โดยนอกจากค่าไฟฟ้าฐานที่มีการเรียกเก็บแล้ว ในบิลค่าไฟฟ้าจะมีค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) เป็นการเก็บเพิ่มเติม โดยเป็นการคำนวณจาก 2 ส่วน สำคัญ คือ

    1.ค่า Fuel Adjustment Cost (FAC) คือ ต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เปลี่ยนแปลงไปจากฐาน เช่น ค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ค่าซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ค่าซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ และค่าใช้จ่ายตามนโยบายของรัฐ

    2.ค่าความพร้อมจ่าย (Availability Payments : AF) ซึ่งอยู่ในสัญญาที่ภาครัฐทำสัญญารับซื้อไฟฟ้ากับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ซึ่งคำนวณจากเงินลงทุนค่าก่อสร้างโรงไฟฟ้าและค่าบำรุงรักษาของผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน

ทั้งนี้ ปัจจุบันเริ่มมีการเสนอความเห็นในการลดค่าไฟฟ้าลง โดยมีการเสนอให้ภาครัฐเจรจากับผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ (IPP) เพื่อลดค่าพร้อมจ่าย หรือ AF

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย กล่าวว่า ขอปกป้องผลประโยชน์คนไทยตรวจสอบสัญญาที่มีผลให้ค่าไฟแพง โดยมีการทำสัญญารับซื้อไฟฟ้าสูงกว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศในสัดส่วน 60% ซึ่งมีผลทำประชาชนจ่ายค่าไฟแพงจึงต้องมีการปรับโครงสร้างพลังงาน

พรรคไทยสร้างไทยนำเสนอข้อมูลความต้องการใช้ไฟฟ้าปัจจุบันอยู่ที่ 33,000 เมกะวัตต์ แต่มีการอนุมัติสร้างโรงไฟฟ้าเพื่อผลิตไฟฟ้าสูงถึง 54,000 เมกะวัตต์ เกินความจำเป็นเกือบ 60% ทำให้คนไทยต้องจ่ายค่าไฟส่วนเกิน 26,000 ล้านบาท/ปี

ทั้งนี้ พรรคไทยสร้างไทยมีข้อเสนอการปรับลดค่า Ff โดยเจรจาลดค่าพร้อมจ่าย (AP) ลง 0.70 บาท/หน่วย และลดค่าประกันความร้อน (EP)  0.30 บาท/หน่วยทันที  จะสามารถลดค่าไฟฟ้า 1 บาท/หน่วย

พรรคก้าวไกล มีข้อเสนอรื้อโครงสร้างค่าไฟฟ้า โดยเฉพาะการเปลี่ยนนโยบายจัดสรรก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตไฟฟ้า ที่จะลดค่าไฟ 70 สตางค์ต่อหน่วย

รวมทั้งจะชนกับกลุ่มทุนผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ เพื่อลดต้นทุนที่เกิดขึ้นจากค่าความพร้อมจ่าย หรือ ค่า AP ของโรงไฟฟ้าที่ไม่ได้เดินเครื่องผลิตไฟฟ้า ซึ่งค่าความพร้อมจ่ายเป็นหนึ่งในโครงสร้างของค่า Ft

รายงานข่าวจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ระบุว่า ปัจจุบัน กฟผ.มีสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ซึ่งแยกออกเป็น 3 ส่วน ประกอบด้วย

1.การรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ รวม 5,720 เมกะวัตต์ รับซื้อจาก โรงไฟฟ้าพลังน้ำเทิน-หินบุน , โรงไฟฟ้าพลังน้ำห้วยเฮาะ , โรงไฟฟ้าพลังน้ำน้ำเทิน 2 , โรงไฟฟ้าพลังน้ำน้ำงึม 2 , โรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี

โรงไฟฟ้าพลังน้ำน้ำเงี๊ยบ 1  , โรงไฟฟ้าพลังน้ำเซเปียน เซน้ำน้อย , บริษัท ไฟฟ้า หงสา จำกัด (โรงไฟฟ้าหงสา) และโครงการสายส่งเชื่อมโยง ไทย-มาเลเซีย (HVDC)

2.ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) จำนวน 14,873 เมกะวัตต์ ทำสัญญารับซื้อจาก 12 บริษัท ประกอบด้วย

บริษัท ผลิตไฟฟ้าขนอม จำกัด , บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรี โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) , บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) , บริษัท โกลว์ ไอพีพี จำกัด , บริษัท อีสเทิร์น เพาเวอร์ แอนด์ อิเล็คตริค จำกัด  , บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด

บริษัท กัลฟ์เพาเวอร์เจนเนอเรชั่น จำกัด , บริษัท กัลฟ์ เจพี เอ็นเอส จำกัด , บริษัท กัลฟ์ เจพี ยูที จำกัด และบริษัท กัลฟ์ เอสอาร์ซี จำกัด , บริษัท ราชบุรีเพาเวอร์ จำกัด , บริษัท เก็คโค่-วัน จำกัด

3.ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก รวมกำลังการผลิต 9,470 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น

ประเภทสัญญา Firm ระบบ Cogeneration 75 บริษัท และพลังงานหมุนเวียน 17 บริษัท

ประเภทสัญญา Non-firm ระบบ Cogeneration 6 บริษัท และพลังงานหมุนเวียน 57 บริษัท