วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม 2569

Login
Login

คนกลางคือผู้ชนะ? เมื่อมหาอำนาจ 'จีน - สหรัฐ' แข่งกันยุติสงคราม

คนกลางคือผู้ชนะ? เมื่อมหาอำนาจ 'จีน - สหรัฐ' แข่งกันยุติสงคราม

คนกลางคือผู้ชนะ? เมื่อมหาอำนาจ "จีน - สหรัฐ" แข่งกันยุติสงคราม เขียนโดย ดร.ภากร กัทชลี อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และเจ้าของเพจอ้ายจง ผู้เชี่ยวชาญจีน

ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2026 เกิดเหตุการณ์ที่น่าสังเกตสองอย่างในห้วงเวลาเดียวกัน สหรัฐอเมริกา ประกาศความคืบหน้าในการเจรจายุติ สงครามรัสเซีย-ยูเครน และ จีน ประกาศตัวอย่างเป็นทางการว่าพร้อมเป็นคนกลางในการเจรจา นิวเคลียร์อิหร่าน "สองประกาศ สองสงคราม สองมหาอำนาจ ในเวลาแทบจะเดียวกัน"

โลกกำลังแบกสงครามใหญ่สองสนามพร้อมกัน ยูเครนที่ยืดเยื้อมากว่าสี่ปี และอิหร่านที่เพิ่งระเบิดขึ้น แต่คำถามที่น่าสนใจกว่าว่าใครชนะ คือใครได้สิทธิ์ "ยุติ" มัน เพราะในระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยน การยุติสงครามได้คือใบรับรองอำนาจนำที่มีค่าที่สุด และนั่นคือเหตุผลที่ทั้งจีน สหรัฐ และปากีสถาน ต่างแข่งกันชิงบทบาทนี้ในเวลาเดียวกัน และไม่มีอะไรที่เป็นเรื่องบังเอิญเลย

โลกที่วัดอำนาจด้วยความชอบธรรม?

หลังสงครามเย็นสิ้นสุด สหรัฐครองโลกในฐานะมหาอำนาจขั้วเดียว แต่ตั้งแต่ทศวรรษ 2000 เป็นต้นมา โลกเริ่มเคลื่อนสู่ความเป็นหลายขั้ว จีนผงาดขึ้น รัสเซียฟื้นตัว และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา หรือโลกใต้ (Global South) เริ่มมีเสียงมากขึ้น

ในโลกที่มีมหาอำนาจหลายขั้วแบบนี้ อำนาจไม่ได้วัดจากจำนวนหัวรบหรือขนาดเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่วัดจากสิ่งที่ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเรียกว่า Legitimacy หรือความชอบธรรม ว่าประเทศอื่นยอมรับให้คุณมีสิทธิ์นำหรือไม่ และหนึ่งในวิธีสร้างความชอบธรรมที่ชัดเจนที่สุดคือการเป็นผู้ยุติสงครามได้สำเร็จ

สงครามสองสนามที่ดำเนินอยู่พร้อมกันจึงไม่ใช่แค่วิกฤติมนุษยธรรม แต่เป็นเวทีทดสอบว่า ใครมีบารมีพอที่จะทำให้ทั้งสองฝ่ายวางอาวุธได้

จีนในประเด็นยูเครน-รัสเซีย เมื่อจีนติดกับดักความน่าเชื่อถือของตัวเอง

เมื่อรัสเซียบุกยูเครนในปี 2022 จีน ประกาศจุดยืนเป็นกลางและแสดงความสนใจที่จะเป็นคนกลางเจรจา แต่ปัญหาคือ สิ่งที่จีนทำไม่ตรงกับสิ่งที่จีนพูด จีนซื้อน้ำมันรัสเซียในราคาลดหลังตะวันตกคว่ำบาตร งดออกเสียงหรือคัดค้านมติสหประชาชาติที่ประณามรัสเซีย และรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับมอสโกไว้อย่างแน่นหนา

ในทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นี่คือปัญหา Credibility Gap หรือช่องว่างความน่าเชื่อถือ คนกลางที่น่าเชื่อถือต้องไม่มีผลประโยชน์ชัดเจนกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่จีนมีผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์กับรัสเซียมากเกินไป ทั้งพลังงาน การค้า และการถ่วงดุลอำนาจกับตะวันตก ยูเครนและพันธมิตรจึงไม่มีทางยอมรับจีนในบทบาทนั้นได้อย่างจริงจัง

ดังนั้น สิ่งที่จีนทำได้จริงจึงเป็นเพียงการทูตเชิงสัญลักษณ์ผ่านการเสนอแผนสันติภาพ 12 ข้อ ในปี 2023 เพื่อสร้างภาพลักษณ์มหาอำนาจที่มีวุฒิภาวะและไม่เพิกเฉยต่อสงคราม ตะวันตกมองว่าแผนนี้เอียงรัสเซีย แต่ Global South ส่วนใหญ่ไม่ปฏิเสธ จีนจึงเล่นเกมความชอบธรรมสองระดับพร้อมกัน หน้าตาต่อตะวันตกเสียหาย แต่ต่อประเทศกำลังพัฒนายังพอรักษาไว้ได้

ทรัมป์แย่งบทในยูเครน แต่ต้องพึ่งจีนในอิหร่าน

พื้นที่ที่ จีน ทำไม่ได้ในยูเครน ทรัมป์เข้ามาเติมแทน เห็นชัดเจนขึ้นเมื่อทรัมป์กลับเข้าทำเนียบขาวในปี 2025 บทบาทของสหรัฐต่อยูเครนพลิกหน้ามืออย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จากที่เคยหนุนหลังยูเครนอย่างแข็งขันในยุคโจ ไบเดน พอทรัมป์กลับมาเป็นประธานาธิบดีอีกครั้ง ทรัมป์เริ่มกดดันยูเครนให้ยอมรับเงื่อนไข เปิดช่องเจรจากับรัสเซียโดยตรง และส่งสัญญาณชัดว่าสหรัฐต้องการถอยออกจากภาระในยุโรป จุดที่เห็นได้ชัดที่สุดคือในวันที่ 8 พฤษภาคม 2026 ทรัมป์ประกาศผ่าน Truth Social ว่ารัสเซียและยูเครนตกลงหยุดยิงสามวันระหว่างวันที่ 9-11 พฤษภาคม โดยระบุว่าทีมของสหรัฐเป็นตัวกลางประสานกับทั้งสองฝ่าย ทรัมป์เรียกมันว่า "จุดเริ่มต้นของการสิ้นสุด" ของสงคราม ก่อนที่เขาจะบินไปพบสี จิ้นผิง ที่ปักกิ่งในวันที่ 14-15 พฤษภาคม ลำดับเหตุการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะทรัมป์กำลังเดินเข้าปักกิ่งในฐานะผู้ที่เพิ่งประกาศหยุดยิงในยูเครนได้สำเร็จ และในทางพฤตินัย สหรัฐกลายเป็นผู้ไกล่เกลี่ยรายหลักในสงครามที่ยืดเยื้อมากว่าสี่ปี

สามารถวิเคราะห์ได้ว่าสิ่งที่ทรัมป์ทำมีกรอบยุทธศาสตร์ที่ใหญ่กว่า นั่นคือ Wedge Strategy หรือ ยุทธศาสตร์ลิ่ม ซึ่งหมายถึงการพยายามแยกพันธมิตรของคู่แข่งออกจากกัน สหรัฐเคยใช้กลยุทธ์นี้ได้ผลมาแล้วในยุคของประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ตอนที่เฮนรี คิสซิงเจอร์ รัฐมนตรีต่างประเทศและสถาปนิกนโยบายต่างประเทศคนสำคัญของสหรัฐในยุคนั้น เปิดความสัมพันธ์กับจีนในปี 1972 เพื่อแยกจีนออกจากสหภาพโซเวียต และมันได้ผลจริง เพราะในเวลานั้นจีนกับโซเวียตมีความขัดแย้งกันอยู่จริงทั้งอุดมการณ์และพรมแดน ทรัมป์อาจคิดจะทำในทิศทางกลับกัน คือเข้าหารัสเซียผ่านการยุติสงครามยูเครน หวังให้รัสเซียถอยห่างจากจีน และจีนก็จะโดดเดี่ยวมากขึ้นในสนามอินโดแปซิฟิกที่สหรัฐให้ความสำคัญมากกว่า

บริบทครั้งนี้ต่างจากยุคนิกสันอย่างมีนัยสำคัญ จีนกับรัสเซียในปัจจุบันไม่ได้มีความขัดแย้งภายในที่รอการงัดออก แต่มีผลประโยชน์ร่วมกันลึกมาก หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดคือเพียง 5 วันหลัง ทรัมป์ พบ สี จิ้นผิง ที่ปักกิ่งในวันที่ 14-15 พฤษภาคม 2026 ปูตินก็บินไปปักกิ่งในวันที่ 20 พฤษภาคม และทั้งสองออกแถลงการณ์ร่วมประกาศสร้าง "โลกหลายขั้วและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบใหม่" และถ้าวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างการต้อนรับสองผู้นำ คือ ทรัมป์ และปูติน ของทางจีน สามารถอ่านได้ชัดเช่นกัน ทรัมป์ได้พิธีการอันอบอุ่นและคำพูดดีๆ แต่ทางจีนระบุว่า "เป็นเพียงข้อตกลงเบื้องต้น ยังมีอะไรต้องดำเนินการอีกมาก" แต่ปูตินได้ข้อตกลงหลายสิบฉบับและแถลงการณ์ร่วมที่มีเนื้อหาจริง สัญญาณที่ส่งออกมาชัดเจนว่ารัสเซียไม่มีทีท่าจะถอยห่างจากจีน และยุทธศาสตร์ที่ทรัมป์หวังจะใช้แยกทั้งสองออกจากกันจึงยังไม่เห็นผลใดๆ

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าทรัมป์ไม่ได้อะไรจากการเยือนปักกิ่งเลย เพราะในมิติของอิหร่าน ผลลัพธ์ที่ออกมาต่างออกไป ในการพบกันครั้งนั้น ทรัมป์และสีจิ้นผิงเห็นพ้องกันว่าอิหร่านต้องไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ และสีจิ้นผิงแสดงความพร้อมที่จะช่วยในเรื่องช่องแคบฮอร์มุซ

ในภาษาการทูต การที่ทรัมป์บินไปหาสี จิ้นผิงเองนั้น ทางจีนระบุอย่างเป็นทางการว่าสี จิ้นผิงเป็นฝ่ายเชิญ ซึ่งเป็นพิธีการทางการทูตปกติของจีน แต่บริบทจริงซับซ้อนกว่านั้น เพราะทรัมป์ประกาศแผนเยือนจีนไว้ล่วงหน้านานแล้ว อย่างไรก็ตาม สามารถตีความได้ว่าในการพบครั้งนี้ สหรัฐเป็นฝ่ายที่ต้องการอะไรบางอย่างจากจีนมากกว่า เพราะแม้ก่อนเดินทาง ทรัมป์บอกว่าจะหารือเรื่องการขายอาวุธให้ไต้หวัน แต่ผลการประชุมที่ออกมาจริงกลับเน้นเรื่องการค้าเป็นหลัก โดยทรัมป์ประกาศว่าจีนสั่งซื้อเครื่องบิน Boeing 200 ลำ และตกลงซื้อสินค้าเกษตรอเมริกัน ขณะที่ประเด็นไต้หวันถูกแตะเพียงผิวเผิน ท่ามกลางการที่สี จิ้นผิงประกาศชัดเจนว่าไต้หวันคือเส้นแดงที่ข้ามไม่ได้ สิ่งที่ออกมาจึงสะท้อนว่าทรัมป์เลือกไม่กดดันจีนในประเด็นที่อาจทำลายบรรยากาศการเจรจา และหลังจากกลับจากจีน ทรัมป์ก็ยังไม่ชัดเจนเรื่องแพ็กเกจอาวุธมูลค่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ให้ไต้หวัน จนกระทั่งวันที่ 21 พฤษภาคม คำตอบก็ชัดขึ้น เมื่อฮุง เชา รักษาการรัฐมนตรีว่าการทบวงทหารเรือสหรัฐอเมริกา ชี้แจงต่อสภาคองเกรสว่า ระงับการส่งมอบอาวุธให้ไต้หวันชั่วคราว เพราะต้องสงวนยุทโธปกรณ์ไว้ใช้ในสงครามอิหร่านก่อน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลทางการทูตหรือทางทหาร ผลลัพธ์ที่ได้คือเดียวกัน เมื่อสหรัฐต้องการอะไรบางอย่างจากจีน สิ่งที่จีนไม่พอใจก็ถูกเลื่อนออกไปก่อน

จีนในประเด็นอิหร่าน เมื่อวางบท "รอจังหวะ"

พอมาถึงกรณีอิหร่าน จีนน่าเชื่อถือขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะความสัมพันธ์จีน-อิหร่านไม่ได้ลึกในเชิงยุทธศาสตร์เท่ากับจีน-รัสเซีย และดีลอิหร่าน-ซาอุดีอาระเบียที่จีนไกล่เกลี่ยสำเร็จในปี 2023 เป็นหลักฐานที่จับต้องได้ว่าจีนทำงานในตะวันออกกลางได้จริง แต่จีนไม่ได้เล่นโดดเดี่ยว และในช่วงแรกของวิกฤติ ปากีสถานกลับเป็นหนึ่งในตัวแสดงทางการทูตที่ได้รับความสนใจมากกว่าที่หลายฝ่ายคาด

ปากีสถานมีต้นทุนทางการทูตที่มหาอำนาจไม่มี ด้านอิหร่าน ทั้งสองประเทศเป็นชาติมุสลิม มีพรมแดนติดกันยาวเกือบ 900 กิโลเมตร และปากีสถานประกาศความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันทางศีลธรรมและการทูตกับอิหร่าน โดยไม่เลือกข้างทางทหาร ทำให้อิหร่านไม่มองว่าปากีสถานเป็นตัวแทนของสหรัฐ ขณะที่สหรัฐ ทรัมป์ก็มีความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ดีกับจอมพล Asim Munir ผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งกองทัพปากีสถานและผู้เจรจาหลักระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ทำให้สหรัฐไว้วางใจปากีสถานได้เช่นกัน นี่คือต้นทุนที่มหาอำนาจใดมีไม่ได้ และเป็นตัวอย่างที่ดีของ Middle Power Diplomacy ที่รัฐซึ่งไม่ใช่มหาอำนาจบางครั้งมีพื้นที่ทางการทูตมากกว่า เพราะไม่มีประวัติศาสตร์การครอบงำและไม่มีผลประโยชน์ใหญ่โตที่ทำให้ฝ่ายใดระแวง ปากีสถานจึงทำหน้าที่รับและส่งต่อข้อความระหว่างสองฝ่าย จนนำไปสู่การหยุดยิงชั่วคราวในเดือนเมษายน 2026

แต่มีคำถามที่ต้องตั้งไว้ด้วย เพราะปากีสถานและจีนมีความใกล้ชิดอย่างมากในฐานะ "หุ้นส่วนทุกสภาพอากาศ" และในวันที่ 25 พฤษภาคม 2026 หลังจากที่สี จิ้นผิง เพิ่งพบทั้งทรัมป์และปูตินไปก่อนหน้านั้นไม่นาน นายกรัฐมนตรี Shehbaz Sharif ก็บินไปพบสี จิ้นผิงที่ปักกิ่งโดยตรง พร้อมกับนายพล Asim Munir

สี จิ้นผิงชื่นชมบทบาท "เชิงสร้างสรรค์" ของปากีสถานในการไกล่เกลี่ยสันติภาพตะวันออกกลางโดยเฉพาะ และประกาศว่าจีนพร้อมทำงานร่วมกับปากีสถานเพื่อมีส่วนร่วมเชิงบวกต่อการฟื้นฟูสันติภาพในภูมิภาค ขณะที่สื่อและนักวิเคราะห์มองว่าจีนเล่นบทที่เงียบกว่า โดยช่วยประสานการประชุมและโทรศัพท์กับประเทศในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย ขณะที่ปากีสถานออกหน้า ถ้าอ่านแบบนี้ บทบาทของปากีสถานอาจไม่ได้เป็นอิสระเต็มร้อย แต่อาจอ่านได้ว่ามีลักษณะใกล้เคียงกับสิ่งที่เรียกว่า Proxy Diplomacy คือการทูตผ่านตัวแทนที่จีนไม่ต้องรับความเสี่ยงถ้าล้มเหลว แต่ได้ประโยชน์ถ้าสำเร็จ
โดยในช่วงเวลาเดียวกันนั้น จีนก็ประกาศตัวอย่างเป็นทางการว่าพร้อมเล่นบทตัวกลางโลก เดินหน้าหนุนการเจรจานิวเคลียร์อิหร่าน

และหากยังมีข้อสงสัยว่า จีน กำลังเล่นเกมนี้จริงหรือไม่ คำตอบมาถึงในวันที่ 26 พฤษภาคม 2026 ที่ผ่านมา เมื่อในฐานะประธานหมุนเวียน (Rotating President) ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UN Security Council) ประจำเดือนพฤษภาคม หวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน ได้เป็นประธานการประชุมระดับสูง (High-Level Meeting) ภายใต้ธีม "การยึดมั่นในวัตถุประสงค์และหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติ และการเสริมสร้างระบบระหว่างประเทศที่มีสหประชาชาติเป็นศูนย์กลาง" พร้อมประกาศว่าข้อตกลงสันติภาพใดๆ ที่เกิดขึ้นจะต้องได้รับการรับรองจาก UN Security Council เพื่อให้มีความชอบธรรม และอำนาจ (Authority)

นั่นไม่ใช่แค่ถ้อยแถลงทางการทูต แต่คือการประกาศว่าจีนคือ Gatekeeper ผู้ควบคุมประตูของสันติภาพในตะวันออกกลาง เพราะในฐานะสมาชิกถาวร (Permanent Member) ที่มีสิทธิ์ยับยั้ง (Veto Power) จีนมีอำนาจอนุมัติหรือปิดกั้นข้อตกลงใดก็ได้ที่เข้าสู่ที่ประชุม

ในวันเดียวกันนั้น นอกรอบการประชุม หวัง อี้ ยังได้พบกับรัฐมนตรีต่างประเทศของสองประเทศที่มีนัยสำคัญต่างกัน ด้านหนึ่งคือ อับดุลลาติฟ บิน ราชิด อัล-ซายานี (Abdullatif bin Rashid Al Zayani) รัฐมนตรีต่างประเทศบาห์เรน ซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย โดยหวัง อี้ เน้นย้ำว่าจีนสนับสนุนความพยายามในการไกล่เกลี่ยของปากีสถานและประเทศอื่นๆ และพร้อมประสานงานกับบาห์เรนและสมาชิก Security Council เพื่อผลักดันให้เกิดการยุติการสู้รบอย่างครอบคลุมและยั่งยืน ซึ่งฝ่ายบาห์เรนตอบรับด้วยการแสดงความหวังว่าจีนจะยิ่งมีบทบาทมากขึ้น

อีกด้านหนึ่งคือ ซูกิโอโน (Sugiono) รัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นตัวแทนของ Global South และ ASEAN โดยหวัง อี้ กล่าวว่า ในฐานะตัวแทนของประเทศกำลังพัฒนาขนาดใหญ่ จีนและอินโดนีเซียมีทั้งหน้าที่และความจำเป็นที่ต้องร่วมกันปกป้องบทบาทของสหประชาชาติ และมีส่วนร่วมมากขึ้นในการแก้ไขปัญหาระดับโลก

การพบทั้งสองประเทศในวันเดียวกันสะท้อนยุทธศาสตร์สองชั้นของจีนได้อย่างชัดเจน ชั้นแรกคือการสร้างความเชื่อมั่น (Secure Confidence) จากประเทศในตะวันออกกลางที่ได้รับผลกระทบโดยตรง และชั้นที่สองคือการกระชับความสัมพันธ์ (Consolidate) กับ Global South ให้เห็นว่าจีนไม่ได้แค่พูดเรื่องพหุภาคีนิยม (Multilateralism) แต่กำลังสร้างมันจากข้างในสถาบันที่ทรงอำนาจที่สุดในโลก

ไม่มีอะไรบังเอิญ

ถ้าวางเหตุการณ์ทั้งหมดเรียงกันในช่วงเวลาไม่ถึงสามสัปดาห์ของเดือนพฤษภาคม 2026 ภาพที่ออกมายากที่จะอธิบายด้วยความบังเอิญเพียงอย่างเดียว เพราะเป็นลำดับเหตุการณ์ที่สะท้อนการจัดวางจังหวะทางการทูตอย่างมีนัยสำคัญ ทรัมป์ประกาศหยุดยิงในยูเครน บินไปปักกิ่งขอความช่วยเหลือเรื่องอิหร่าน จากนั้นปูตินก็บินไปปักกิ่งและได้ข้อตกลงที่มีเนื้อหาจริง ขณะที่ปากีสถานส่งสัญญาณพร้อมกับจีนว่าการทูตสายนี้ได้ผล ก่อนที่จีนจะประกาศบทบาทตัวเองอย่างเป็นทางการในวันสุดท้าย

ในทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Structural Opportunity หรือโอกาสเชิงโครงสร้าง ช่วงเวลาที่สภาวะแวดล้อมระหว่างประเทศเอื้อให้รัฐหนึ่งขยายบทบาทได้โดยที่ต้นทุนต่ำและการต่อต้านน้อย จีนกำลังอยู่ในช่วงนั้นพอดี ทรัมป์ต้องการให้จีนกดดันอิหร่าน จีนรับลูกแต่ไม่รีบออกหน้า ปล่อยให้ปากีสถานทำงานหนักในระยะแรก พอได้รับสัญญาณจากทั้งวอชิงตันและมอสโกแล้วจึงออกประกาศตัวเองอย่างเป็นทางการ

สิ่งที่น่าสังเกตที่สุดคือ จีนไม่เคยรีบ จีนรอให้คนอื่นเปิดพื้นที่ให้ก่อน แล้วค่อยเดินเข้ามาเก็บเกี่ยวความชอบธรรมโดยไม่ต้องแบกความเสี่ยงของคนที่ออกหน้าตั้งแต่แรก ในยูเครน จีนทำได้แค่สัญลักษณ์ แต่ในอิหร่าน จีนมีไพ่จริง และทรัมป์เองก็เป็นคนยื่นไพ่นั้นให้

ถ้าจีนสามารถผลักดันให้การเจรจานิวเคลียร์อิหร่านไปถึงข้อตกลงได้จริง มันจะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ที่จีนได้ความชอบธรรมระดับโลกอย่างเต็มๆ ไม่ใช่จากการประกาศตัวเอง แต่จากการที่โลกเห็นกับตาว่าจีนยุติวิกฤติใหญ่ได้จริง นั่นคือเดิมพันที่จีนกำลังวางอยู่ในขณะนี้ และนั่นคือเหตุผลที่บทความนี้ไม่ได้วิเคราะห์ว่าใครดีหรือร้าย ทว่ากำลังชี้ให้เห็นว่าในระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยน การยุติสงครามได้คือใบรับรองอำนาจนำที่มีค่าที่สุด และทุกฝ่ายที่กล่าวมาต่างรู้ดีว่ากำลังแข่งกันสะสมสิ่งนั้นอยู่

เขียนโดย ดร.ภากร กัทชลี อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และเจ้าของเพจอ้ายจง ผู้เชี่ยวชาญจีน