วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม 2569

Login
Login

Digital Nomad กับโจทย์ใหม่ของไทย ผ่านเสียงสะท้อนจากชาวจีน

Digital Nomad กับโจทย์ใหม่ของไทย ผ่านเสียงสะท้อนจากชาวจีน เขียนโดย ภากร กัทชลี อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และเจ้าของเพจอ้ายจง ผู้เชี่ยวชาญจีน

ช่วงนี้หลายคนคงได้เห็นข่าวเกี่ยวกับประเทศไทยในฐานะหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของ Digital Nomad หรือคนทำงานที่สามารถทำงานจากที่ใดก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ในสำนักงาน ทั้งการที่หลายสำนักจัดอันดับให้กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ภูเก็ต และเกาะพะงัน เป็นเมืองที่เหมาะสำหรับการใช้ชีวิตและทำงานของคนกลุ่มนี้ รวมถึงการเปิดตัว Destination Thailand Visa (DTV) ซึ่งออกแบบมาเพื่อรองรับผู้ที่ต้องการใช้ชีวิตและทำงานในประเทศไทยระยะยาว

เมื่อพูดถึง Digital Nomad หลายคนอาจนึกถึงชาวตะวันตกเป็นกลุ่มแรก แต่ในความเป็นจริง ชาวจีน ก็เริ่มเป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่เข้ามาใช้ชีวิตและทำงานในประเทศไทยมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังโควิด-19 ที่การทำงานแบบ Work From Anywhere กลายเป็นเรื่องปกติสำหรับคนจำนวนมาก

ด้วยเหตุนี้ เมื่อมีข่าวในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมาว่า รัฐบาลไทย ประกาศเตรียมปรับระยะเวลาการยกเว้นวีซ่าจาก 60 วัน กลับมาเหลือ 30 วัน ทำให้มีเสียงสะท้อนบนออนไลน์ในต่างประเทศ “หากประเทศไทยกำลังพยายามดึงดูด Digital Nomad แล้วเหตุใดจึงลดระยะเวลาการพำนักของชาวต่างชาติลง?”

เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนบนโซเชียลจีนทีเดียว อย่างเช่น แฮชแท็ก #泰国决定取消60天免签政策 หรือ “ประเทศไทยตัดสินใจยกเลิกนโยบายฟรีวีซ่า 60 วัน” ขึ้นติดกระแสบน Weibo 

อ้ายจง พบว่า คนจีนไม่ได้กำลังถกเถียงกันเพียงว่าจะมาเที่ยวไทยหรือไม่ แต่กำลังพูดถึงอีกเรื่องหนึ่ง นั่นคือ ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนจาก “ประเทศสำหรับการท่องเที่ยว” ไปสู่ “สถานที่สำหรับการใช้ชีวิตและการทำงาน” มากขึ้นเรื่อยๆ อ้ายจงใช้เวลาติดตามความคิดเห็นจำนวนมากในช่วงเวลานั้น และพบว่าบทสนทนาบนโลกออนไลน์ของจีนแตกต่างจากสิ่งที่หลายคนในประเทศไทยเข้าใจพอสมควร

ประเด็นแรกคือ คนจีนส่วนใหญ่ไม่ได้มองว่านี่เป็นการ “ยกเลิกฟรีวีซ่า” หลายคนอธิบายตรงกันว่า เป็นเพียงการกลับไปใช้ระยะเวลาพำนัก 30 วันเหมือนในอดีต เพราะข้อตกลงยกเว้นวีซ่าระหว่างไทยกับจีนยังคงมีผลอยู่ นักท่องเที่ยวทั่วไปจึงแทบไม่ได้รับผลกระทบ

เหตุผลก็ตรงไปตรงมา เพราะคนจีนส่วนใหญ่เดินทางมาเที่ยวประเทศไทยเฉลี่ยเพียงประมาณ 7-15 วัน ระยะเวลา 30 วัน จึงยังเหลือเฟือสำหรับการท่องเที่ยวตามปกติ หลายคอมเมนต์ถึงกับเขียนว่า สำหรับคนที่มาเที่ยวจริง ความแตกต่างระหว่าง 30 วัน กับ 60 วัน แทบไม่มีความหมาย

ที่น่าสนใจกว่าคือ คนที่ถูกพูดถึงมากที่สุดกลับไม่ใช่นักท่องเที่ยว หากเป็นคนอีกกลุ่มหนึ่ง นั่นคือผู้ที่ใช้การยกเว้นวีซ่าเป็นช่องทางในการพำนักระยะยาว โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยวิธี Visa Run เดินทางออกไปประเทศเพื่อนบ้านช่วงสั้นๆ ก่อนกลับเข้ามาใหม่เพื่อรีเซ็ตระยะเวลาพำนัก

คำว่า Digital Nomad จึงปรากฏขึ้นอยู่บ่อยครั้งในบทสนทนาเหล่านั้น แต่สิ่งที่น่าสังเกตก็คือ คนจีนจำนวนไม่น้อยแยกความแตกต่างระหว่างคนทำงานทางไกลสองกลุ่มไว้อย่างชัดเจน ซึ่งว่ากันตามตรงมันสะท้อนสิ่งที่คนต่างชาติ รวมถึงคนไทยเราเอง อาจมองคล้ายกัน 

กลุ่มแรก คือผู้ที่ถือ Destination Thailand Visa หรือวีซ่าระยะยาวประเภทอื่นอย่างถูกต้อง ซึ่งแทบไม่ได้รับผลกระทบจากนโยบายครั้งนี้

ส่วนอีกกลุ่ม คือผู้ที่เลือกใช้ฟรีวีซ่าแทนการสมัครวีซ่าระยะยาว เพราะสะดวกกว่า ใช้เอกสารน้อยกว่า และมีต้นทุนต่ำกว่า หลายคนยอมรับว่า ในช่วงที่ประเทศไทยขยายเวลาฟรีวีซ่าเป็น 60 วัน วิธีนี้ได้รับความนิยมมาก เพราะสามารถอยู่ในประเทศไทยได้สองเดือน ก่อนเดินทางออกไปประเทศเพื่อนบ้านไม่กี่วัน แล้วกลับเข้ามาใหม่เพื่อเริ่มต้นการพำนักรอบถัดไป

เมื่อกลับมาเหลือ 30 วัน รูปแบบการใช้ชีวิตลักษณะดังกล่าวก็มีต้นทุนสูงขึ้นทันที ทั้งในแง่ของค่าใช้จ่าย เวลา และความไม่สะดวก หลายความคิดเห็นจึงมองว่าคนที่ได้รับผลกระทบจริงไม่ใช่นักท่องเที่ยว แต่คือผู้ที่เคยใช้ฟรีวีซ่าเป็นเครื่องมือในการใช้ชีวิตระยะยาว

ยิ่งไปกว่านั้น ความคิดเห็นจำนวนไม่น้อยกลับสนับสนุนการตัดสินใจของรัฐบาลไทย หลายคนมองว่าฟรีวีซ่า 60 วันในช่วงที่ผ่านมา แม้จะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวหลังโควิด-19 แต่ก็เปิดช่องให้เกิดการใช้สิทธิในทางที่ไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ ทั้งการทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต การใช้ Visa Run อย่างต่อเนื่อง การอยู่เกินกำหนด รวมถึงปัญหาธุรกิจสีเทา แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และอาชญากรรมข้ามชาติที่ถูกพูดถึงในสังคมไทยมากขึ้น

หลายคอมเมนต์จึงมองว่า สิ่งที่ รัฐบาลไทย กำลังทำไม่ใช่การปิดประเทศ แต่เป็นการเริ่มจัดระเบียบผู้ที่เข้ามาพำนักมากกว่า มุมมองดังกล่าวทำให้อ้ายจงรู้สึกว่าคำถามที่สำคัญอาจไม่ใช่ว่า ประเทศไทยควรให้ฟรีวีซ่า 30 วัน หรือ 60 วัน หากแต่คือ ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนบทบาทของตัวเองหรือไม่

ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ประเทศไทยถูกมองว่าเป็นประเทศปลายทางของนักท่องเที่ยว ผู้คนเดินทางมาพักผ่อน ใช้เวลาหนึ่งหรือสองสัปดาห์ ก่อนเดินทางกลับประเทศของตนเองเมื่อวันหยุดสิ้นสุดลง

โลกหลังโควิด-19 ทำให้ความหมายของการเดินทางเปลี่ยนไปอย่างมาก

ทุกวันนี้คนจำนวนไม่น้อยไม่ได้เดินทางมาพร้อมกระเป๋าเดินทางเพียงใบเดียว หากมาพร้อมคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก ตารางประชุมออนไลน์ และลูกค้าที่อยู่คนละซีกโลก รวมถึงคนจีนรุ่นใหม่

พวกเขาอาจเริ่มต้นเช้าวันจันทร์ด้วยการประชุมกับบริษัทในต่างประเทศจากร้านกาแฟแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ ก่อนออกไปเที่ยวในช่วงบ่าย หรือใช้เวลาหลายเดือนอยู่ที่ภูเก็ต ทั้งที่รายได้ทั้งหมดไม่ได้เกิดขึ้นในประเทศไทยเลย

คนกลุ่มนี้ไม่ได้ใช้ชีวิตเหมือนนักท่องเที่ยวทั่วไป พวกเขามีร้านกาแฟประจำ มีร้านอาหารประจำ มีฟิตเนสประจำ มีร้านซักรีดประจำ หลายคนรู้จักเจ้าของร้านมากกว่าที่รู้จักสถานที่ท่องเที่ยวเสียอีก

พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ พวกเขาไม่ได้เดินทางมา “เที่ยว” หากกำลังเดินทางมา “ใช้ชีวิต”

เมื่อรูปแบบการเดินทางเปลี่ยน บทบาทของประเทศไทยก็เริ่มเปลี่ยนตามไปด้วย

ว่าตามตรง Digital nomad อยู่กับไทยเรามานานแล้ว เพียงแต่ในเวลานั้น พวกเขายังมีจำนวนไม่มากพอที่จะกลายเป็นประเด็นสาธารณะ

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณสิบปีก่อน ตอนที่ยังทำงานอยู่ในบริษัทไอทีของชาวต่างชาติบริเวณนิมมานเหมินท์ จังหวัดเชียงใหม่ ขณะเดียวกันก็รับงานฟรีแลนซ์ควบคู่กันไป ภาพของชาวต่างชาติที่นั่งเปิดคอมพิวเตอร์ทำงานอยู่ตามร้านกาแฟตั้งแต่เช้าจนเย็น เป็นเรื่องที่พบเห็นได้แทบทุกวัน ในเวลานั้นคำว่า Digital Nomad ยังไม่เป็นที่รู้จักในประเทศไทยอย่างกว้างขวาง

ตัดภาพมาในวันนี้ อาจกล่าวได้เต็มปากแล้วว่า เชียงใหม่ เป็นหนึ่งในเมืองหลักของ Digital Nomad หากแต่รู้จักคนกลุ่มนี้มานานกว่าที่หลายคนคิด เพียงแต่ในเวลานั้น พวกเขายังมีจำนวนไม่มากพอที่จะกลายเป็นประเด็นสาธารณะ 

เหรียญทุกเหรียญมีสองด้าน เมื่อเริ่มมีเสียงสะท้อนถึง ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจาก Digital Nomad

ในช่วงแรก ผมเชื่อว่าหลายคนไม่เคยมองว่า Digital Nomad ในมุมของปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ตรงกันข้าม สิ่งที่เห็นชัดที่สุดกลับเป็นเม็ดเงินจากต่างประเทศที่ค่อยๆ ไหลเข้าสู่เศรษฐกิจท้องถิ่น คนกลุ่มนี้ไม่ได้เข้ามาแย่งงานคนไทยโดยตรง เพราะรายได้หลักของพวกเขามาจากบริษัทหรือธุรกิจในต่างประเทศ แต่ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่เกิดขึ้นในประเทศไทย พวกเขาเช่าคอนโดของคนไทย รับประทานอาหารในร้านของคนไทย ใช้บริการร้านกาแฟ ร้านซักรีด ร้านสะดวกซื้อ รถเช่า โรงพยาบาล และธุรกิจบริการอีกจำนวนมาก หากมองในเชิงเศรษฐกิจ เม็ดเงินที่หาได้จากต่างประเทศถูกนำมาหมุนเวียนอยู่ในเชียงใหม่แทบทั้งหมด

ในเวลาเดียวกัน การรวมตัวของคนทำงานด้านเทคโนโลยีก็ทำให้เกิดระบบนิเวศใหม่ขึ้นในเมือง บริษัทซอฟต์แวร์ขนาดเล็กเริ่มเข้ามาเปิดสำนักงาน มีกิจกรรมพบปะของโปรแกรมเมอร์และผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีเกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ นักศึกษาที่เรียนด้านคอมพิวเตอร์ในเชียงใหม่เองก็เริ่มมีโอกาสทำงานกับบริษัทต่างชาติมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องย้ายเข้าสู่กรุงเทพมหานครเหมือนที่ผ่านมา

หากมองย้อนกลับไป ช่วงเวลานั้น Digital Nomad เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเศรษฐกิจฐานความรู้มากกว่าจะเป็นปัญหาของเมือง แต่เมื่อเวลาผ่านไป เมืองก็เริ่มเปลี่ยนไปพร้อมกับความนิยมที่เพิ่มขึ้น และตรงนี้เองที่อ้ายจงคิดว่าสังคมไทยอาจกำลังอธิบายเรื่องนี้แบบง่ายเกินไป

ทุกครั้งที่มีการพูดถึงผลกระทบของ Digital Nomad เรามักนำทุกอย่างมาผูกไว้ด้วยกัน ทั้งค่าเช่าที่สูงขึ้น ร้านค้าดั้งเดิมที่ทยอยปิดตัว ร้านกาแฟที่เต็มไปด้วยชาวต่างชาติ หรือการเปลี่ยนแปลงของย่านท่องเที่ยว แต่เมื่อได้ลองพูดคุยกับผู้ประกอบการหลายรายในเชียงใหม่ กลับพบว่าภาพที่เห็นมีรายละเอียดมากกว่านั้น

เจ้าของบริษัทนำเที่ยวรายหนึ่งในย่านท่าแพเล่าให้อ้ายจงฟังว่า ลูกค้าชาวต่างชาติเพิ่มขึ้นจริง แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือวิถีการเดินทาง หลายคนไม่ได้ซื้อโปรแกรมท่องเที่ยวเต็มวันเหมือนในอดีต หากขอเที่ยวเฉพาะช่วงเช้า เพราะช่วงบ่ายมีประชุมออนไลน์ บางคนต้องกลับเข้าเมืองก่อนเวลาที่กำหนด เพราะต้องส่งงานให้ลูกค้าในต่างประเทศ

คำตอบนี้ฟังดูเป็นเรื่องเล็ก แต่สะท้อนว่าลูกค้ากลุ่มนี้ไม่ได้เดินทางมาพักจากงาน หากกำลังทำงานไปพร้อมกับการท่องเที่ยว การจัดโปรแกรมจึงต้องยืดหยุ่นมากขึ้นกว่าที่เคย

ขณะเดียวกัน เขายังยอมรับว่า การแข่งขันของธุรกิจก็เปลี่ยนไป ลูกค้าจำนวนมากเปรียบเทียบราคาผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ก่อนตัดสินใจซื้อ ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายต้องปรับตัว ทั้งด้านราคาและรูปแบบการให้บริการ แม้ผลกระทบจากค่าครองชีพจะยังไม่รุนแรงนัก แต่ก็เริ่มเห็นสัญญาณของต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในบางส่วน

คำตอบที่ทำให้ผมสนใจมากที่สุดกลับเป็นอีกคำถามหนึ่ง เมื่อถามว่าร้านค้าในย่านเมืองเก่าหลายแห่งที่ทยอยย้ายออกจากพื้นที่ เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของ Digital Nomad หรือไม่ คำตอบที่ได้รับคือ “ไม่ทั้งหมด”

เขามองว่าสาเหตุสำคัญคือ ค่าเช่าที่ปรับตัวสูงขึ้น และการที่เจ้าของที่ดินหลายแห่งตัดสินใจขายที่ดินหรืออาคารให้กับนักลงทุนเมื่อราคาทรัพย์สินเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการรายเดิมจำนวนไม่น้อยจึงไม่สามารถแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นได้ และต้องย้ายออกจากพื้นที่

ประเด็นนี้ทำให้อ้ายจงกลับมาตั้งคำถามใหม่ว่า สิ่งที่หลายคนเรียกว่า “ผลกระทบจาก Digital Nomad” แท้จริงแล้วเกิดจากคนทำงานทางไกลโดยตรง หรือเกิดจากการที่เมืองได้รับความนิยม จนดึงดูดการลงทุนให้หลั่งไหลเข้ามาตามหลังมากกว่ากัน อ้ายจงคิดว่าทั้งสองเรื่องเกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

Digital Nomad อาจเป็นกลุ่มคนที่ทำให้เชียงใหม่เป็นที่รู้จักในฐานะเมืองสำหรับการใช้ชีวิตและทำงาน แต่เมื่อเมืองได้รับความนิยม เงินลงทุนก็เริ่มไหลตามเข้ามา ทั้งธุรกิจใหม่ การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ การพัฒนาโรงแรม คาเฟ่ และพื้นที่เชิงพาณิชย์ สิ่งที่กำลังเปลี่ยนเมืองจึงอาจไม่ใช่เพียงคนทำงานทางไกล หากเป็นกระแสการลงทุนที่ตามหลังความนิยมของเมืองมากกว่า

ข้อสังเกตนี้ยิ่งชัดขึ้นเมื่ออ้ายจงเห็นร้านอาหารแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากย่านนิมมาน กำหนดกติกาเกี่ยวกับการใช้พื้นที่ ทั้งขั้นต่ำในการสั่งอาหาร การจำกัดเวลาการใช้โต๊ะ และเงื่อนไขสำหรับผู้ที่ต้องการนั่งทำงานเป็นเวลานาน

หากมองเพียงป้ายประกาศ หลายคนอาจตีความว่าร้านกำลังไม่ต้อนรับ Digital Nomad แต่เมื่อมองจากมุมของผู้ประกอบการ ภาพกลับต่างออกไป เพราะร้านอาหารไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เป็น Co-working Space โต๊ะหนึ่งตัวที่มีลูกค้านั่งทำงานตลอดทั้งวันโดยสั่งเครื่องดื่มเพียงแก้วเดียว ย่อมส่งผลต่อรายได้ของร้าน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีลูกค้ารอใช้บริการ

ร้านจำนวนไม่น้อยจึงเริ่มปรับตัว บางร้านกำหนดขั้นต่ำในการสั่งอาหาร บางร้านจำกัดเวลาการใช้โต๊ะ ขณะที่บางแห่งเลือกปรับธุรกิจของตัวเองไปเป็น Co-working Space อย่างเต็มรูปแบบ เพราะมองว่ารูปแบบดังกล่าวสอดคล้องกับพฤติกรรมของลูกค้ามากกว่า

สำหรับอ้ายจงแล้ว ป้ายประกาศเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนการต่อต้านคนทำงานทางไกล หากสะท้อนว่าธุรกิจท้องถิ่นกำลังพยายามหาจุดสมดุลระหว่างลูกค้าหลายกลุ่มที่มีวิถีชีวิตแตกต่างกัน

เมื่อมองภาพทั้งหมดกลับมารวมกัน อ้ายจงจึงรู้สึกว่า การลดฟรีวีซ่าจาก 60 วัน เหลือ 30 วัน ไม่ควรถูกมองแยกออกจากการเปิดตัว DTV เพราะทั้งสองเรื่องกำลังตอบโจทย์เดียวกัน นั่นคือประเทศไทยกำลังพยายามเปลี่ยนจากการบริหาร “การท่องเที่ยว” ไปสู่การบริหาร “การพำนักระยะยาว” ของคนจากทั่วโลก

ความท้าทายจึงไม่ใช่การเลือกระหว่างการเปิดหรือปิดประเทศ แต่คือการสร้างสมดุลระหว่างการดึงดูดบุคลากรและเม็ดเงินจากต่างประเทศ กับการลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อผู้ประกอบการและคนในพื้นที่ บางทีนี่อาจเป็นโจทย์สำคัญของประเทศไทยในช่วงต่อจากนี้ เพราะเมื่อประเทศไม่ได้มีเพียงนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาแค่ระยะสั้นแล้วก็กลับประเทศของพวกเขา หากกำลังมีผู้คนจำนวนมากเลือกเข้ามาใช้ชีวิตและทำงาน วิธีคิดในการบริหารประเทศก็คงไม่อาจยึดอยู่กับกรอบของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวได้อีกแล้ว

เขียนโดย ภากร กัทชลี อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, รองเลขาธิการสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน (ฝ่ายไอที) และเจ้าของเพจอ้ายจง ผู้เชี่ยวชาญจีน