การเมืองบ้านเราวิปริตพอสมควร เพราะเกมการเมือง…
ฝ่ายค้านยื่นญัตติซักฟอกรัฐบาล แต่คอการเมืองสนใจเรื่องดึงพรรคกล้าธรรมเสียบเป็นรัฐบาล 350 เสียงมากกว่า
งานนี้ไม่รู้จะโทษใคร…
แต่หากพิจารณาในแง่ “การเมืองเชิงทฤษฎี” ไม่ใช่ในแง่ “ผลประโยชน์ล้วนๆ” ต้องบอกว่าความเป็นไปได้ในการดึงพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาล…ไม่ง่าย
ประเด็นนี้ นายกฯ พูดในรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” เมื่อวันเสาร์ด้วย
หากฟังนายกฯ พูดแบบเพลินๆ และอ่านตามข่าวที่ออกมา จะพบว่า รัฐบาลสีน้ำเงินเปิดประตูรับพรรคกล้าธรรมเข้าเสียบร่วมรัฐบาลแน่นอน
ตรงตามที่แกนนำกล้าธรรมก็เชื่อแบบนั้น และย้ำกับผู้สนับสนุนมาตลอดว่า “เข้าแน่ ภายในสิ้นปีนี้”
แต่ถ้าอ่านและฟัง “ระหว่างบรรทัด” ของนายกฯ อนุทินดูดีๆ จะพบว่า “ไม่ง่าย”
ลองจับคำพูดของนายกฯ มาตั้งคำถามย้อนกลับ จะยิ่งเห็นอีกแง่มุมหนึ่งชัดเจนขึ้น เพราะนายกฯ อ้างเรื่องเงื่อนไขสถานการณ์ และเสถียรภาพของรัฐบาลในการผลักดันนโยบายต่างๆ
คำถามคือ - ถ้ารัฐบาลเดิม 2 พรรคใหญ่ ภูมิใจไทย เพื่อไทย บวกพรรคเล็ก 293 เสียง ยังมีเสถียรภาพ และผลักดันนโยบายของตัวเองได้อย่างไม่มีปัญหา (เช่น แก้กฎหมายตัดภาษีบาปเข้ากองทุน สส. และไทยพีบีเอสได้สำเร็จ) แบบนี้จะต้องดึงพรรคที่สามเข้าร่วมรัฐบาลอีกทำไม
- ขณะนี้ยังไม่ได้ตัดสินใจ เพราะต้องรอพิจารณาเหตุปัจจัยอย่างที่บอก (แต่กลับเดินสายปรากฏตัวให้คนตีความอย่างมากมาย)
- จะดึงเข้า ต้องมีเหตุก่อน และมีสถานการณ์ที่เอื้อให้เกิด ฉะนั้นถ้าญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ พรรคเพื่อไทยยกมือให้แบบ 100% รวมถึงพรรคเล็กอื่นๆ แล้วจะมีเหตุอะไรที่ต้องดึงกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาล
- การลงมติในศึกซักฟอก จะเป็นดัชนีชี้วัดข้อหนึ่ง แต่นายกฯ ก็ย้ำตอนท้ายของการสัมภาษณ์ประเด็นนี้ว่า ครม.ที่ผ่านมาไม่เคยมีความขัดแย้งจนเป็นปัญหาต่อการทำงาน และพรรคร่วมให้เกียรติซึ่งกันและกัน
ฉะนั้นเมื่อไม่มีปัญหา แล้วจะสร้างปัญหาขึ้นมาทำไม เนื่องจากการเพิ่มพรรคร่วมรัฐบาล คือปัญหาใหญ่ที่จะตามมาแน่นอน
จากคำตอบของนายกฯ และความเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา วิเคราะห์ได้แบบนี้
1.เป็นลีลา “หวานเจี๊ยบ” ของนายกฯ อนุทิน แต่ไม่ได้การันตีเรื่องการเข้าร่วมรัฐบาล
2.การทอดเวลา และใช้การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นหนึ่งใน “ตัวชี้วัด” แท้จริงแล้วไม่ส่งผลดีกับพรรคกล้าธรรมเลย
เพราะหากกล้าธรรมโหวตไว้วางใจรัฐบาลยกพรรค “ราคาทางการเมือง” จะหายไปทันที
โดยเฉพาะราคาของการเป็นฝ่ายค้าน หายไป ถึงขั้นติดลบเลย เพราะเท่ากับเป็น “พรรครอร่วมฯ รอเสียบ” เท่านั้น ไม่มีราคาของการทำหน้าที่ตรวจสอบ
ขณะที่ราคาของการเข้าร่วมรัฐบาลก็จะหายไปด้วย เนื่องจากแสดงท่าทีชัดขนาดนี้ แปลว่าไม่มีเงื่อนไขอะไร ต่อรองอะไรไม่ได้เลย โดยเฉพาะเรื่องตำแหน่ง หรือจำนวนเก้าอี้
ที่ผ่านมามีข่าวว่า มีการส่งสัญญาณไปถึงพรรคภูมิใจไทย เสนอโควตา “2 ว่าการ กระทรวงเกรดเอ + 3 ช่วยว่าการ” แต่ปรากฏว่า “ไม่มีสัญญาณตอบรับจากครูใหญ่”
3.การนำประเด็นการโหวตในศึกซักฟอกมาเป็นตัวชี้วัดพรรคกล้าธรรม เป็นการทำลายพรรคกล้าธรรมทางอ้อม
เพราะโหวตซักฟอกไม่เหมือนโหวตหนุนงบประมาณ เนื่องจากโหวตงบประมาณยังอ้างได้ว่า อยากให้งบลงไปถึงประชาชนเร็วๆ แต่ศึกซักฟอกเป็นกระบวนการตรวจสอบ
คนไทยทั่วไปรู้ดีว่า รัฐบาลชุดนี้มีความไม่โปร่งใสมากมายหลายเรื่อง การยกมือหนุน หรืออุ้มรัฐบาลแบบไม่ลืมหูลืมตา ย่อมเท่ากับทำลายเครดิตพรรคกล้าธรรมไปในตัว
4.จะว่าไป การสลาย หรือทำให้พรรคกล้าธรรมอ่อนแอ เป็นเป้าหมายของ “ครูใหญ่” และ “คนวางเกมของค่ายน้ำเงิน” อยู่แล้ว เพราะคู่แข่งในสนามเลือกตั้งต่างจังหวัด คือ กล้าธรรม ซึ่งแรงกว่าเพื่อไทยเสียอีก
ฉะนั้นการดึงกล้าธรรมให้มาเป็นรัฐบาลเร็ว ย่อมเป็นการเพิ่มความแข็งแกร่งให้กล้าธรรม
สู้ปล่อยกล้าธรรมเป็นฝ่ายค้านต่อไป ให้ท่อน้ำเลี้ยงแห้งถึงที่สุด แล้วค่อยดึงเข้าช่วงใกล้ๆ เลือกตั้ง กรณีโดนพรรคเพื่อไทยหักหลัง หรือหาทางชิ่ง วิธีนี้จะบอนไซพรรคกล้าธรรมได้ดีกว่าหรือไม่ เพื่อไม่ให้พรรคโตเร็วจนกลายเป็นคู่แข่งของค่ายน้ำเงินเสียเอง
5.การแตะมือกับกล้าธรรม แต่ให้กล้าธรรมอยู่ฝ่ายค้าน เป็นการกดดันพรรคเพื่อไทยให้อยู่ในแถว ไม่แตกแถว
เพราะถ้าพรรคเพื่อไทยออกแนวพลิ้ว ก็ขู่ดึงกล้าธรรม
แต่ถ้ากล้าธรรมเข้ามาอยู่ในรัฐบาล ย่อมไม่มี “ตัวเล่น” ที่จะใช้ขู่เพื่อไทยได้ แถมอาจมาจับมือกับเพื่อไทย ขย่ม หรือกดดันรัฐบาลภูมิใจไทย เวลาเดินเกมพลาด หรือสะดุดขาทางการเมืองด้วย
ต้องไม่ลืมสูตรการเมือง “แดง-ส้ม-เขียว-ฟ้า” และการการันตีเก้าอี้ให้แบบไม่อั้น ที่สร้างประวัติศาสตร์พลิกขั้วมาแล้วหลายครั้ง
งานนี้จึงอาจมีความเป็นไปได้ว่า “นายกฯ หนู” กับ “ครูใหญ่” แบ่งบทกันเล่น คนหนึ่งเล่นบทหวาน..ซื้อใจ อีกคนเล่นบทนิ่ง..วัดใจ
เพราะครูใหญ่ก็รู้อยู่แก่ใจว่า ทั้งเพื่อไทยและกล้าธรรมล้วนเชื่อใจไม่ได้ในทางการเมือง ทุกพรรคต่างมีบาดแผลกันมา
เพื่อไทยเคยโดนภูมิใจไทยขย่มถอนตัว
กล้าธรรมก็เคยทิ้งเพื่อไทย เพื่อไทยก็เคยเขย่าภูมิใจไทย ทวงเก้าอี้มหาดไทยคืน
ทั้งสองพรรคแค่รอจังหวะการเมืองเอาคืนภูมิใจไทยเท่านั้นเอง ฉะนั้นเกมของพรรคน้ำเงินคือ ใช้ทั้งสองพรรคให้กดดันกันเอง แล้วย่อยสลายกลุ่มมุ้งของทั้งสองพรรคให้มากที่สุด โดยดึงเข้าชายคาภูมิใจไทย ไม่ปล่อยให้ทั้งสองพรรคแข็งแกร่ง กลายเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของภูมิใจไทยในอนาคต…แน่นอน





