วันจันทร์ ที่ 26 ตุลาคม 2569

Login
Login

กลศึก ‘อนุทิน’ ก่อนซักฟอก เชิด ‘กล้าธรรม’ ข่ม ‘เพื่อไทย’

เคยมีกระแสข่าวว่า “พรรคเพื่อไทย” ขอแชร์พระราชกำหนดกู้เงิน (พ.ร.ก.) ก้อน 2 แสนล้านบาทหลัง จำนวน 5 หมื่นล้านบาท เพื่อไปทำโครงการชลประทานและระบบน้ำ แต่ “พรรคสีน้ำเงิน” ไม่อยากให้มากถึงขนาดนั้น จนต้องมีการเจรจากัน

KEY POINTS

  • อนุทินส่งสัญญาณอาจดึงพรรคกล้าธรรมของ ร.อ.ธรรมนัส เข้าร่วมรัฐบาล เพื่อเป็นกลยุทธ์ทางการเมืองในการกดดันพรรคเพื่อไทย
  • ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางรอยร้าวและความไม่ราบรื่นในการทำงานร่วมกันระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลหลักอย่างภูมิใจไทยและเพื่อไทย
  • หากพรรคกล้าธรรมควบรวมกับภูมิใจไทย จะทำให้พรรคมีเสียง สส. ในสภาเพิ่มขึ้นมากพอที่จะผลักดันกฎหมายได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเสียงของพรรคเพื่อไทย ซึ่งจะทำให้อำนาจต่อรองของเพื่อไทยลดลง

ปัจจัยที่จะดึง “พรรคกล้าธรรม” ของ “ผู้กอง” ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรค มาร่วมรัฐบาล ตามคำพูดของ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย คือ “สถานการณ์ ความจำเป็น ความร่วมมือ ความเข้าใจ และผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น”

ขณะเดียวกัน สามารถเกิดขึ้นได้ภายหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจเสร็จสิ้น หลังถูกถามถึงกรณีหาก “พรรคกล้าธรรม” ยกมือโหวตไว้วางใจให้กับรัฐบาล โดย “อนุทิน” ระบุว่า ต้องรอให้เหตุการณ์เกิดขึ้นก่อน จึงค่อยพิจารณาผลที่จะตามมา

หากถอดรหัส “อนุทิน” ถึงปัจจัยในการจะดึง “พรรคสีเขียว” มาร่วม เป็นทั้งนัยทางการเมือง และเป็นทั้งการส่งสัญญาณ

ในสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน “รัฐบาลสีน้ำเงิน” ที่มี “พรรคภูมิใจไทย” กับ “พรรคเพื่อไทย” เป็น 2 พรรคหลัก และพรรคย่อยๆ อีก ซึ่งมีจำนวนเสียงรวมกันเกือบ 300 เสียง ถือว่า เป็นจำนวนที่มีเสถียรภาพมากในสภาผู้แทนราษฎร

นับเฉพาะตัวเลขทางการเมือง แทบ “ไม่มีความจำเป็น” ในการต้องเติมเสียงเพิ่ม และต้องเกลี่ยโควตารัฐมนตรีของตัวเองไปให้ หากแต่ข่าวคราว “พรรคกล้าธรรม” จะมาควบรวมกับ “พรรคภูมิใจไทย” กลับเด่นชัดมากขึ้นทุกๆวัน นั่นย่อมแสดงว่า “พรรคภูมิใจไทย” ยังไม่พอใจในสิ่งที่มีอยู่

อีก 3 ปัจจัยที่ “อนุทิน” พูดถึงซึ่งน่าสนใจคือ ความร่วมมือ – ความเข้าใจ – ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น

แม้ก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะเกิดขึ้น “พรรคเพื่อไทย” พยายามออกมาพูดสร้างความมั่นใจให้กับ “พรรคภูมิใจไทย” หลายครั้ง โดย “ประเสริฐ จันทรรวงทอง” รมว.ศึกษาธิการ และเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ถึงขนาดประกาศว่า มีมารยาททางการเมือง 71 เสียงของพรรคสีแดง ไม่มีแตกแถว พร้อมกับปกป้องรัฐบาล ด้วยการไม่เห็นด้วยที่ฝ่ายค้านจะอภิปรายมากถึง 5 วัน

หากแต่ย้อนไปก่อนหน้านั้น การสอดประสานงานกันในสภาผู้แทนราษฎร ดู “ต่างคน-ต่างทำ” มากกว่า มีครั้งหนึ่งที่ทำให้ “พรรคภูมิใจไทย” ถึงขั้นไม่พอใจ “พรรคเพื่อไทย” คือกรณีคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ที่มี “รังสิมันต์ โรม” เป็นประธานมีมติ 8 ต่อ 2 ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.อำนาจเรียก ของ กมธ.เรียก “ไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และเลขาธิการพรรคสีน้ำเงิน ไปชี้แจง

ซึ่งมติเสียงข้างมาก มี กมธ.จากพรรคเพื่อไทยโหวตให้ด้วย สร้างความไม่พอใจให้กับพรรคภูมิใจไทยอย่างมาก เนื่องจากเป็นพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน

นอกจากนี้ ยังเคยมีกระแสข่าวว่า “พรรคเพื่อไทย” ขอแชร์พระราชกำหนดกู้เงิน (พ.ร.ก.) ก้อน 2 แสนล้านบาทหลัง จำนวน 5 หมื่นล้านบาท เพื่อไปทำโครงการชลประทานและระบบน้ำ แต่ “พรรคสีน้ำเงิน” ไม่อยากให้มากถึงขนาดนั้น จนต้องมีการเจรจากัน

ขณะที่การลงพื้นที่ที่ผ่านมา เหมือนคณะใครคณะมัน “อนุทิน” ลงไปมีแต่รัฐมนตรีสีน้ำเงินในคณะ ขณะที่ “อ.เชน” ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมลงไปก็มีแต่รัฐมนตรีสีแดงเช่นกัน จนเหมือนร่วมกันแค่ในนาม

บางครั้งความสัมพันธ์ก็ถูกตั้งคำถามจากบางท่าทีและพฤติกรรม อย่างกรณี “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข เพื่อขอล้างมลทิน ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่า “ทักษิณ” กำลังต่อรอง ก่อนที่ข่าว “พรรคกล้าธรรม” จะเข้าร่วมรัฐบาลจะพรวดแทรกเข้ามาทันที

ดังนั้น หาก “พรรคสีแดง” ดีอยู่แล้ว “พรรคสีน้ำเงิน” จะบีบคอ “พรรคสีเขียว” ให้มาอยู่ชายคาเดียวกันทำไม

อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าจับตามากที่สุด ในกรณีที่ “พรรคสีเขียว” ย้ายมากองกันจริง จะทำให้พรรคภูมิใจไทย มี สส.ของตัวเองในสภามากถึง 250 ที่นั่ง และหากนับพรรคย่อยๆ ทั้งพรรคประชาชาติ พรรคพลังประชารัฐ เข้าไปอีก พวกเขาไม่ต้องพึ่งมือของพรรคเพื่อไทยก็ยังสามารถผ่านกฎหมาย ผ่านเรื่องต่างๆ ได้อย่างสบาย

“พรรคภูมิใจไทย” สามารถเสนอกฎหมายที่ตัวอยากได้ และผ่านกฎหมายดังกล่าวได้โดยไม่ต้องไปนั่งเจรจาต่อรองกับพรรคเพื่อไทยก่อนเหมือนที่แล้วมาเลย ซึ่งมีกฎหมายหลายตัวที่ “พรรคภูมิใจไทย” หมายมั่นปั้นมือจะผลักดันให้ได้ โดยเฉพาะการเปิดศึกกับ “ตระกูล ส.”

หรือหากต้องการใช้กฎหมายตัวใดสร้างผลงานก็ผลักดันได้อย่างเร่งด่วน เพราะสองสภา ทั้ง “สภาผู้แทนราษฎร” และ “วุฒิสภา”ต่างฉาบด้วยสีน้ำเงิน คุมเบ็ดเสร็จโดย “พรรคเดียว”

การจะเคลื่อนไหวอะไรในทางการเมืองที่ต้องพึ่งกลไกสภา สามารถดำเนินการได้โดยพรรคเดียว โดยไม่ต้องนั่งระแวงว่า พรรคร่วมอื่นๆ จะเอาด้วยหรือไม่ หรือผู้นำจิตวิญญาณค่ายไหนจะปั่นป่วน เล่นเกมต่อรอง

ทันทีที่ “พรรคกล้าธรรม” มาควบรวม ความสำคัญของ “พรรคเพื่อไทย” จะน้อยลงไปทันที