ก่อนการอนุมัติงบประมาณเพื่อบริหารประเทศก้อนใหญ่ สิ่งที่ประชาชนอยากเห็น อาจไม่ใช่ตัวเลขที่สูงขึ้น แต่คือความมั่นใจว่า “ทุกบาททุกสตางค์” จะถูกใช้เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ และไม่รั่วไหลไปกับการทุจริต
KEY POINTS
- เมื่องบประมาณผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา บททดสอบที่แท้จริงเพิ่งเริ่มต้น เพราะปัญหาของประเทศไทยไม่ได้อยู่ที่การจัดสรรงบประมาณเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่ “การใช้เงิน” ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
- หลายโครงการในอดีต พบปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่โปร่งใส การล็อกสเปก การฮั้วประมูล การก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือโครงการที่ไม่ตอบโจทย์ประชาชน จนเกิดความสูญเสียงบประมาณจำนวนมหาศาล
- การป้องกันการทุจริตในยุคใหม่ ไม่อาจพึ่งพาหน่วยงานของรัฐเพียงลำพัง ป.ป.ช. จึงให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับภาคประชาชน สื่อมวลชน ภาควิชาการ และเครือข่ายตรวจสอบในพื้นที่ เพื่อรับเบาะแส ติดตามความคืบหน้า และร่วมตรวจสอบโครงการต่าง ๆ ทั่วประเทศ
การพิจารณา “ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570” วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ที่กำลังเดินหน้าตามกระบวนการของรัฐสภา หลังผ่านความเห็นชอบในวาระแรก รับหลักการ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ก่อนเข้าสู่การพิจารณาอย่างละเอียดของคณะกรรมาธิการ เพื่อกลั่นกรองตัวเลข รายการใช้จ่าย และความจำเป็นของแต่ละโครงการ
หากทุกอย่างเป็นไปตามกรอบเวลา งบประมาณฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2570 ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นปีงบประมาณใหม่ของประเทศไทย และจะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การลงทุน การพัฒนาสังคม และการให้บริการประชาชนตลอดหนึ่งปีข้างหน้า
แต่ทุกครั้งที่งบประมาณแผ่นดินก้อนมหาศาลเข้าสู่การพิจารณา คำถามสำคัญก็กลับมาเหมือนเดิม เงินจำนวนมหาศาลนี้ จะสร้างคุณค่าให้ประเทศได้มากเพียงใด
อย่างไรก็ตาม เมื่องบประมาณผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา แต่บททดสอบที่แท้จริงเพิ่งเริ่มต้น เพราะปัญหาของประเทศไทยไม่ได้อยู่ที่การจัดสรรงบประมาณเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่ “การใช้เงิน” ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
หลายโครงการในอดีต สะท้อนให้เห็นว่า แม้จะมีการจัดสรรงบประมาณจำนวนมาก แต่กลับพบปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่โปร่งใส การล็อกสเปก การฮั้วประมูล การก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือโครงการที่ไม่ตอบโจทย์ประชาชน จนเกิดความสูญเสียงบประมาณจำนวนมหาศาล
ด้วยเหตุนี้ บทบาทของหน่วยงานตรวจสอบจึงมีความสำคัญไม่แพ้การพิจารณาของฝ่ายนิติบัญญัติ
ป.ป.ช.กับภารกิจ“ป้องกันก่อนปราบ”
สำหรับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) บทบาทในยุคปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการไต่สวนเมื่อเกิดการทุจริตแล้วเท่านั้น แต่กำลังปรับบทบาทสู่การทำงานเชิงรุก เพื่อป้องกันไม่ให้ความเสียหายเกิดขึ้นตั้งแต่ต้นทาง
แนวคิดสำคัญคือ “ป้องกันก่อนปราบ” เพราะทุกบาทที่สามารถป้องกันไม่ให้รั่วไหล ย่อมคุ้มค่ากว่าการติดตามเอาผิดภายหลัง
หนึ่งในภารกิจสำคัญคือ การเฝ้าระวังโครงการลงทุน และโครงการขนาดใหญ่ที่มีความเสี่ยงสูง โดยใช้มาตรการป้องปรามเชิงรุก (Proactive Prevention) เข้าไปติดตามตั้งแต่ขั้นตอนกำหนดรายละเอียดโครงการ (TOR) การจัดซื้อจัดจ้าง และการประมูล เพื่อป้องกันการกำหนดคุณสมบัติเอื้อประโยชน์ให้เอกชนรายใดรายหนึ่ง หรือการฮั้วประมูลที่สร้างความเสียหายต่อรัฐ
จับตา“งบกลาง” และเงินอุดหนุน
อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจ คือการใช้งบกลาง และงบอุดหนุน ซึ่งเป็นเม็ดเงินที่มีความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการ
แม้งบประเภทนี้มีความจำเป็นสำหรับการรับมือเหตุฉุกเฉิน หรือช่วยเหลือประชาชน แต่ก็เป็นงบที่ต้องอาศัยความโปร่งใสเป็นพิเศษ เพราะที่ผ่านมาเคยถูกตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของการจัดสรรและการใช้จ่าย
ป.ป.ช. จึงมีบทบาทในการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินว่าการใช้งบดังกล่าวเป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือไม่ เกิดประโยชน์ต่อประชาชนจริงเพียงใด และไม่มีการนำไปใช้เพื่อเอื้อประโยชน์ทางการเมืองหรือผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม
ITA เครื่องมือสร้างความโปร่งใส
อีกกลไกที่มีบทบาทมากขึ้นทุกปี คือ การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ หรือ ITA (Integrity and Transparency Assessment) เครื่องมือนี้ไม่ได้เป็นเพียงการให้คะแนนหน่วยงาน แต่เป็นแรงผลักดันให้ทุกหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณต้องเปิดเผยข้อมูลอย่างเป็นระบบ ทั้งแผนงาน งบประมาณ ผลการดำเนินงาน และกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลและตรวจสอบได้ง่ายขึ้น
เมื่อข้อมูลถูกเปิดเผยมากขึ้น โอกาสในการทุจริตก็ย่อมลดลง ขณะที่ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการบริหารงบประมาณภาครัฐก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
เมื่อประชาชนคือ ผู้ตรวจสอบอีกแรง
การป้องกันการทุจริตในยุคใหม่ ไม่อาจพึ่งพาหน่วยงานของรัฐเพียงลำพัง ป.ป.ช. จึงให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับภาคประชาชน สื่อมวลชน ภาควิชาการ และเครือข่ายตรวจสอบในพื้นที่ เพื่อรับเบาะแส ติดตามความคืบหน้า และร่วมตรวจสอบโครงการต่าง ๆ ทั่วประเทศ
ขณะเดียวกัน การนำเทคโนโลยีและระบบสารสนเทศมาใช้เปิดเผยข้อมูลโครงการ การจัดซื้อจัดจ้าง และผลการดำเนินงานแบบเรียลไทม์ จะช่วยให้การตรวจสอบทำได้รวดเร็ว โปร่งใส และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากกว่าที่เคย
เงินภาษีต้องสร้างอนาคต
งบประมาณ 3.788 ล้านล้านบาท ไม่ใช่เพียงตัวเลขในเอกสารราชการ แต่คือเงินภาษีของประชาชนทั้งประเทศ
การผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ขณะที่ความสำเร็จที่แท้จริงอยู่ที่การใช้จ่ายอย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และตอบโจทย์การพัฒนาประเทศในระยะยาว
หากรัฐบาลสามารถจัดสรรงบประมาณอย่างคุ้มค่า หน่วยงานของรัฐดำเนินโครงการอย่างโปร่งใส และ ป.ป.ช. รวมถึงทุกภาคส่วนทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มแข็ง งบประมาณก้อนมหาศาลนี้ก็จะไม่ใช่เพียง “รายจ่ายของรัฐ” แต่จะกลายเป็น “การลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศ”
เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ประชาชนรอคอย ไม่ใช่ตัวเลขงบประมาณที่เพิ่มขึ้นทุกปี หากคือผลลัพธ์ที่สะท้อนกลับมาเป็นคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และความเชื่อมั่นว่าเงินภาษีทุกบาทถูกใช้เพื่อประโยชน์ของประเทศอย่างแท้จริง
บทความนี้ สนับสนุนโดย กองทุน ป.ป.ช. หากพบเห็นการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ ร้องเรียนได้ที่ ศูนย์บริการข้อมูล สำนักงาน ป.ป.ช. โทร.1205 หรือ nacc.go.th หรือสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัด





