การป้องกันการทุจริตในยุคปัจจุบัน ไม่อาจรอให้ความเสียหายเกิดขึ้นแล้วค่อยเข้าไปตรวจสอบ หากแต่ต้องขยับบทบาทสู่การเฝ้าระวังเชิงรุก ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำของการใช้งบประมาณแผ่นดิน
KEY POINTS
-
ป.ป.ช. สตง. ป.ป.ท. ร่วมกันติดตาม เฝ้าระวังโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐที่มีวงเงินตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป ในปีงบประมาณ 2569
-
เฟสแรก คัดเลือกเมกะโปรเจกต์ 6 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 23,000 ล้านบาท ครอบคลุม 4 กระทรวงหลัก เข้าสู่แผนการเฝ้าระวัง
-
คุมเข้มทุกขั้นตอน ตั้งแต่การกำหนดความต้องการของโครงการ การตั้งวงเงินงบประมาณ การกำหนดราคากลาง การจัดซื้อจัดจ้าง การบริหารสัญญา และการส่งมอบงาน
การป้องกันการทุจริตในยุคปัจจุบัน ไม่อาจรอให้ความเสียหายเกิดขึ้นแล้วค่อยเข้าไปตรวจสอบ หากแต่ต้องขยับบทบาทสู่การเฝ้าระวังเชิงรุก ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำของการใช้งบประมาณแผ่นดิน
นี่คือ ทิศทางสำคัญที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กำลังขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการบูรณาการความร่วมมือกับสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เพื่อร่วมกันติดตาม และเฝ้าระวังโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐที่มีวงเงินตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป ในปีงบประมาณ 2569
ความร่วมมือของทั้ง 3 หน่วยงาน ไม่ได้เป็นเพียงการแบ่งหน้าที่ตรวจสอบ แต่เป็นการเชื่อมโยงข้อมูล องค์ความรู้ และประสบการณ์ในการทำงาน ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ที่มุ่งเน้นมาตรการป้องกันการทุจริตเชิงรุกอย่างรอบด้าน
แนวคิดสำคัญคือ การคุมเข้มทุกขั้นตอน ตั้งแต่การกำหนดความต้องการของโครงการ การตั้งวงเงินงบประมาณ การกำหนดราคากลาง การจัดซื้อจัดจ้าง ไปจนถึงการบริหารสัญญา และการส่งมอบงาน เพื่อป้องกันปัญหาที่สังคมไทยคุ้นชินมานาน ไม่ว่าจะเป็นการล็อกสเปก ฮั้วประมูล โครงการล่าช้า หรือการปล่อยทิ้งร้างจนใช้งานไม่ได้จริง
สำหรับปีงบประมาณ 2569 ที่ประชุมได้คัดเลือกโครงการขนาดใหญ่รวม 6 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 23,000 ล้านบาท ครอบคลุม 4 กระทรวงหลัก เพื่อเข้าสู่แผนการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
กลุ่มแรก เป็นการเฝ้าระวังตั้งแต่ขั้นตอนกำหนดความต้องการ วงเงินงบประมาณ และราคากลาง ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของความโปร่งใส
หนึ่งในนั้นคือ โครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการแห่งใหม่ของกระทรวงคมนาคม วงเงินลงทุน 3,945 ล้านบาท ที่ ป.ป.ช.จะติดตามการกำหนดขอบเขตงานหรือ TOR และการตั้งราคากลาง เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและเป็นธรรม
เช่นเดียวกับ โครงการส่งเสริมการศึกษาเท่าเทียมด้วยระบบดิจิทัลพัฒนาทักษะ และเครดิตพอร์ตโฟลิโอ ระยะที่ 1 ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ มูลค่าโครงการ 4,214 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี ซึ่งจะมีการตรวจสอบรายละเอียดของการจัดหาซอฟต์แวร์ ระบบคลาวด์ และเทคโนโลยีการเรียนรู้ เพื่อป้องกันการผูกขาด และสร้างความคุ้มค่าต่อการลงทุนของรัฐ
กลุ่มที่สองคือ การเฝ้าระวังในขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง โดยเฉพาะระบบ e-bidding ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ต้องจับตาความผิดปกติของการเสนอราคาอย่างใกล้ชิด
ตัวอย่างสำคัญคือ โครงการประกวดราคาจ้างก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 347 สายบางกระสั้น-บางปะหัน ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) ของกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม งบประมาณ 1,350 ล้านบาท ซึ่งจะมีการติดตามกระบวนการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อป้องกันพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายการฮั้วประมูลหรือการเสนอราคาที่ผิดสังเกต
ส่วนกลุ่มสุดท้าย เป็นการเฝ้าระวังในขั้นตอนบริหารสัญญา และการส่งมอบงาน ซึ่งถือเป็นบทพิสูจน์ว่าเม็ดเงินภาษีของประชาชนจะก่อให้เกิดประโยชน์จริงหรือไม่
โครงการสำคัญที่อยู่ในกลุ่มนี้ ได้แก่ โครงการก่อสร้างศูนย์ราชการกระทรวงมหาดไทยแห่งใหม่ มูลค่าสูงถึง 9,061 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการที่มีวงเงินสูงที่สุด มีการติดตามความคืบหน้าของงานก่อสร้าง และการเบิกจ่ายงบประมาณอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาโครงการล่าช้า หรือทิ้งงานเหมือนในอดีต
นอกจากนี้ ยังมีโครงการจัดหาระบบตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์สินค้าด้วยเครื่องเอกซเรย์ งบประมาณ 2,931 ล้านบาท และโครงการเช่าระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิดและเทคโนโลยี (CCTV System) เพื่อการควบคุมทางศุลกากร ของกรมศุลกากร กระทรวงการคลัง งบประมาณ 1,449 ล้านบาท ซึ่งจะเน้นการตรวจสอบความคุ้มค่าของสเปกอุปกรณ์ รวมถึงความโปร่งใสของสัญญาระยะยาว เพื่อป้องกันการเอื้อประโยชน์ให้เอกชนรายใดรายหนึ่ง
สิ่งที่น่าสนใจคือ บทบาทของ ป.ป.ช.ในครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะการจับผิดหรือดำเนินคดีภายหลัง แต่ให้ความสำคัญกับการให้คำปรึกษา ข้อเสนอแนะ และการป้องกันความเสี่ยงล่วงหน้า เพื่อให้หน่วยงานเจ้าของโครงการสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และคุ้มค่ากับงบประมาณแผ่นดิน
นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการป้องกันการทุจริตเชิงระบบ ที่เปลี่ยนจากการแก้ปัญหาปลายเหตุ ไปสู่การสร้างกลไกเฝ้าระวังตั้งแต่ต้นทาง เพราะท้ายที่สุดแล้ว เงินทุกบาทของโครงการเหล่านี้คือ เงินภาษีของประชาชน
และเมื่อหน่วยงานตรวจสอบสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างบูรณาการ มีการแลกเปลี่ยนข้อมูล และติดตามอย่างต่อเนื่อง ย่อมเป็นความหวังสำคัญที่จะทำให้การใช้จ่ายภาครัฐเกิดประโยชน์สูงสุด ลดความสูญเสีย และสร้างความเชื่อมั่นให้สังคมว่า การปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนกำลังเกิดขึ้นอย่างจริงจัง และเป็นรูปธรรมมากขึ้น
บทความนี้ สนับสนุนโดยกองทุน ป.ป.ช. หากพบเห็นการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ ร้องเรียนได้ที่ ศูนย์บริการข้อมูล สำนักงาน ป.ป.ช. โทรศัพท์ 1205 หรือ nacc.go.th หรือสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัด
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





