วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม 2569

Login
Login

มะเร็งร้าย ‘โกงสอบ’ ระบอบเครือญาติ-เมียเก็บ (ตังค์)

จะว่าไป...เรื่องของการ “โกงสอบ”นั้น เกิดขึ้นมานาน อาจจะตีคู่มาตั้งแต่เริ่มมีกระบวนการสอบคัดเลือกบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งต่างๆ ในประเทศไทยกันเลยด้วยซ้ำ

ในมุมหนึ่งก็ถือเป็นเรื่องธรรมดาของผู้คนที่ยังคงมีกิเลสหนา อยากได้อยากมี อยากชนะ อยากสำเร็จ ไม่อยากผิดหวัง ฉะนั้นเมื่อไม่ได้ด้วยเล่ห์ ก็ต้องเอาด้วยกล ถ้าไม่ได้ด้วยมนต์ ก็ต้องได้ด้วยคาถา

การสอบบรรจุข้าราชการ หรือแม้แต่การสอบเข้าเรียน เข้าศึกษาต่อ แม้แต่สอบปริญญาโท จึงมีข่าวอื้อฉาว แฉโพย กลโกงหลากหลายรูปแบบ รวมไปถึงช่องทางการวิ่งเต้นจ่ายเงินจ่ายทอง หักหลังฟ้องร้องกันอยู่ไม่เคยขาด

ถึงขนาดมีการนำเรื่องราวการโกงสอบ ไปสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง “ฉลาดเกมโกง” จนโด่งดัง ถ้าจำไม่ผิดน่าจะมีทำเป็นซีรีส์ด้วย

ผมจำได้ว่าเคยดูภาพยนตร์เรื่องนี้ แล้วรู้สึกประทับใจ แม้จะเคยรู้สึกว่ามันเวอร์ไปหน่อย ที่คิดโกงกันเป็นอุตสาหกรรมขนาดนั้น แต่วันนี้เหตุการณ์จำลองในหนัง ได้เกิดขึ้นจริงแล้ว และน่าจะร้ายแรงยิ่งกว่าในจอด้วยซ้ำไป

โดยเฉพาะการสอบคัดเลือกข้าราชการหรือการสอบพนักงานส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นข่าวครึกโครมอยู่ในปัจจุบัน

การสอบสวนขยายผล มีข่าวว่ากำลังเร่งดำเนินการ แม้สังคมบางส่วนจะเฝ้าติดตามด้วยความกังวล เพราะเหมือนประเด็นมันถูกเบี่ยงให้ออกนอกเส้นทางที่ควรจะเป็น กล่าวคือ กลุ่มคนทุจริตที่ถูกจับคาหลักฐานในบ้านที่เป็นสำนักงานของบริษัทย่านบ้านใหญ่ นนทบุรี 

ข้อมูลส่วนนี้ค่อนข้างนิ่งสนิท แต่กลับมีคลิปให้ร้ายกันอย่างจงใจ พาดพิงไปถึงบุคคลสำคัญต่างๆ ออกมาแทน

การ “ปล่อยของ” ในช่วงนี้ หวังผลทางการเมืองแน่นอน โดยเฉพาะการฟาดฟันกันในกระทรวงมหาดไทย ทั้งระดับข้าราชการ และฝ่ายการเมืองอย่างชัดแจ้ง

น่ากลัวว่า เมื่อการเมืองทำท่าจะเพลี่ยงพล้ำ อาจตกลงเกี้ยเซี้ยกัน กระทั่งสุดท้ายจับมือใครดมไม่ได้ นอกจากปลาซิวปลาสร้อย

งานนี้นอกจากเราจะพลาด การสาวให้ถึงต้นตอขบวนการทุจริตซึ่งทำกันมานาน ไม่ใช่ครั้งนี้ครั้งแรก และมีตัวละครในลักษณะแบ่งงานกันทำ ส่งไม้ต่อกันมาหลายยุคหลายสมัยแล้ว เรายังน่าจะพลาดการปฏิรูประบบการสอบ และวางมาตรฐานการคัดคนเข้าสู่ระบบราชการส่วนท้องถิ่น เพื่อให้กระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ อปท.เกิดขึ้นได้จริงด้วย ไม่ใช่เต็มไปด้วยข่าวทุจริต มีคดีล้น ป.ป.ช. และ ปปท.อย่างในปัจจุบัน

หนึ่งในปัญหาที่น่าจับตา และน่าตกใจอย่างยิ่ง ก็คือ กระบวนการคัดสรรบุคคลเข้ารับราชการในระดับท้องถิ่น ไม่ได้มีแค่ปัญหา “โกงสอบ” แต่มันกำลังพัฒนาสู่ “ระบอบเครือญาติ” ซึ่งส่งผลร้ายแรงลุกลามรวดเร็วยิ่งกว่ามะเร็งร้าย

ยกตัวอย่างบุคคลที่ถูกตั้งกรรมการสอบสวนคนแรกๆใน คดีทุจริตการสอบท้องถิ่น รอบนี้ คือ “จ่าพิชิต” ข้าราชการระดับ ผอ. ของเทศบาลเมืองแห่งหนึ่งใน จ.เพชรบูรณ์

ความน่าสนใจของ “จ่าพิชิต” คือเขาไม่ใช่แค่ถูกกล่าวหาเกี่ยวข้องกับสถานที่และทีมงานที่ถูกตำรวจ ปปป. และ ป.ป.ช.บุกจับเท่านั้น แต่ “จ่าพิชิต” ยังมีเครือญาติและคนในครอบครัวทำงานใน อปท.อีกหลายคน

แม้เรื่องนี้จะไม่ผิดกฎหมาย แต่ก็ทำให้สังคมเคลือบแคลงสงสัยในแง่ของ “ระบบอุปถัมภ์” และ “ธรรมาภิบาล”ได้เหมือนกัน

ประวัติของ “จ่าพิชิต” เท่าที่มีการเปิดเผย แกเคยเป็นทหารมาก่อน มีความเกี่ยวข้องทางเครือญาติกับฝ่ายบริหารของเทศบาล โดยนายกเทศมนตรีเป็นน้องชายแท้ๆ ของเขาเอง ส่งผลให้เมื่อต้องดำเนินการทางวินัย หรือตั้งคณะกรรมการสอบสวน “จ่าพิชิต” ตัวนายกเทศมนตรีไม่สามารถใช้อำนาจลงนามในคำสั่งได้ ต้องมอบให้รองนายกฯ เซ็นคำสั่งแทน

ข้อมูลที่ปรากฏในสำนวนการสอบสวนยังพบว่า มีเจ้าหน้าที่และข้าราชการของเทศบาลเดียวกับ “จ่าพิชิต” มีรายชื่อสอบผ่านการสอบแข่งขันในครั้งเดียวกันนี้อีกหลายคน รวมถึงบริษัทย่านบางใหญ่ที่ถูกบุกค้น ก็มีชื่อของคนในครอบครัว “จ่าพิชิต” เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ด้วยเช่นกัน

นี่คือความซับซ้อน และทับซ้อน ที่อาจส่งผลให้การกระทำละเมิดกฎหมายบางอย่าง เกิดได้ง่ายขึ้น ขณะที่การแก้ไขปัญหา หรืออุดช่องโหว่ น่าจะยากยิ่งกว่ายาก

ข้ามไปดูผลสอบแข่งขันรอบเดียวกันนี้ ในพื้นที่ภาคใต้ เขต 1 มีการเผยแพร่บัญชีรายชื่อผู้สอบผ่านในสื่อสังคมออนไลน์ ตำแหน่งระดับปฏิบัติการ ปรากฏ่วาบุคคลในครอบครัวเดียวกันหลายรายสามารถสอบผ่านเข้าไปได้อย่างพร้อมเพรียงจนน่าอัศจรรย์

จากการตรวจสอบพบว่า ครอบครัวนี้ มีข้าราชการท้องถิ่นสาวรับราชการอยู่แล้ว 1 คน ข้าราชการสาวรายนี้ หน้าตาดีระดับประกวดนางงามได้ ปัจจุบันเธอดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายกองอำนวยการของเทศบาลตำบลแห่งหนึ่งในจังหวัดภาคใต้

เธอคนนี้เคยปฏิบัติหน้าที่เป็นนักประชาสัมพันธ์ในเทศบาลที่ใหญ่กว่าอีกแห่งหนึ่งในจังหวัดเดียวกัน ก่อนจะได้รับการบรรจุและเติบโตในสายงานราชการท้องถิ่น แต่นินทากันว่า เติบโตแบบก้าวกระโดด ไม่รู้ “ไต่เต้า” ด้วยอะไร

ภายหลังประกาศผลสอบท้องถิ่นรอบล่าสุด มีรายชื่อพี่น้อง และเครือญาติของข้าราชการสาวรายนี้สอบผ่าน และได้รับการขึ้นบัญชีเตรียมบรรจุเข้ารับราชการ ถึง 3 คนในคราวเดียว ซึ่งทั้ง 3 คนเป็นพี่น้องร่วมครอบครัวเดียวกัน ได้แก่

  - พี่สาว สอบได้ลำดับที่ 4 

  - น้องชายสอบได้ลำดับที่ 1

  - น้องสาว สอบได้ลำดับที่ 1 เช่นกัน

โดยน้องสาวอาจจะเก่งจริงก็ได้ เพราะเคยสอบบรรจุเป็นข้าราชการท้องถิ่นมาก่อนแล้ว แต่ครั้งนี้กลับมาสอบเพื่อเปลี่ยนสายงานให้เติบโตขึ้น

ขณะที่ญาติซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องอีก 2 คน เคยสอบผ่าน และได้รับการบรรจุจากการสอบท้องถิ่นในช่วงก่อนหน้า

นั่นก็แปลว่า เครือข่ายครอบครัวนี้ เข้ารับราชการใน อปท.ในพื้นที่เดียวกันถึง 6 คน นี่คือตัวเลขเท่าที่ตรวจสอบพบ

พร้อมๆ กับการเปิดข้อมูลเครือข่ายตระกูลของข้าราชการสาว อีกด้านหนึ่งยังมีการกล่าวอ้างถึงความสัมพันธ์ “แบบไม่ธรรมดา” ระหว่างข้าราชการสาว ตั้งแต่เมื่อครั้งยังไม่ได้บรรจุ แต่ทำหน้าที่เป็นนักประชาสัมพันธ์ โดยมีสายสัมพันธ์ “เกินปกติ” กับนายกเล็กที่เธอทำงานด้วย ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาสายตรงนั่นเอง

ต่อมานายกฯ รายนี้แต่งงาน มีครอบครัวเป็นตัวเป็นตน ทำให้ฝ่ายหญิงต้องร้างลา และย้ายไปทำงานที่เทศบาลอีกแห่งซึ่งเล็กกว่า แต่ได้บรรจุเข้ารับราชการ ไม่แน่ชัดว่าเป็นเพราะแรงส่งของใครหรือไม่ เพราะมีคนเคยเห็นเธอกลายเป็น “คนข้างกาย” ไปไหนไปกัน ของผู้ใหญ่สายปกครองรายหนึ่งในจังหวัดที่เธอทำงาน

ผู้ใหญ่รายนี้ ปัจจุบันได้ดิบได้ดี เป็นถึงอธิบดี อนาคตไกล แต่คนเก่งระดับนี้ ย่อมต้องมีครอบครัวอยู่แล้ว สถานะของข้าราชการสาวจึงน่ากังขา ว่าอยู่ในฐานะใดกันแน่

แต่ที่แน่ๆ คือ วันนี้เครือข่ายคนในครอบครัวของเธอตบเท้าเข้าบรรจุเป็นข้าราชการหรือพนักงานท้องถิ่นกันแบบ “กลุ่มใหญ่”

แถมมีเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่า เธออาจมีภารกิจพิเศษ ในช่วงการเปิดสอบท้องถิ่นครั้งที่ผ่านๆ มา แนวๆ มี “โควตาพิเศษ” สำหรับคนกระเป๋าหนัก หรือใจป้ำด้วย

เรื่องราวทำนองเดียวกันนี้ยังมีอีกหลายกรณีในภาคอื่นๆ ของประเทศไทย

จากเอกสารและข้อมูลที่โพสต์กันบนสื่อสังคมออนไลน์ ปรากฏว่ารายชื่อผู้ผ่านการสอบแข่งขันประจำภาคเหนือ เขต 2 ศูนย์สอบพิษณุโลก ปี 2568 พบว่ามีผู้สอบผ่านอันดับ 1 ใน 3 ตำแหน่งสำคัญ คือ นักทรัพยากรบุคคล นิติกร นักวิชาการตรวจสอบภายใน ทั้งหมดใช้นามสกุลเดียวกัน!!

นอกจากนั้น ยังมีข้อมูลเพิ่มเติมจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่า บริษัทซึ่งถูกตำรวจ ปปป. ตรวจค้นย่านบางใหญ่ นนทบุรี เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.ที่ผ่านมา นอกจากผู้ถือหุ้นใหญ่จะนามสกุลเดียวกับ “จ่าพิชิต” แล้ว กรรมการบริษัทยังมี นามสกุลตรงกับผู้ที่สอบได้อันดับ 1 ในการสอบแข่งขัน ภาคเหนือ เขต 2 ศูนย์สอบพิษณุโลก ทั้ง 3 ตำแหน่งที่ว่านี้ด้วย

สภาพการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้การโกงสอบที่หลายคนมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา แท้จริงแล้วผลมันอาจร้ายแรงยิ่งกว่า เพราะอาจลามถึง “รัฐล้มเหลว” กันเลยทีเดียว

เพราะขบวนการนี้ไม่ใช่แค่ “โกงสอบ” หรือมีนายหน้าไปหลอกเงินเด็กและครอบครัวที่อยากเป็นข้าราชการ เพื่อกินหัวคิว หรือความร่ำรวยส่วนตัว แต่มันมีปัญหาระบบอุปถัมภ์ เครือญาติ และความสัมพันธ์เกินปกติเข้ามาเกี่ยวข้อง

ทั้งหมดนี้ทำให้ระบบราชการไทย โดยเฉพาะท้องถิ่น ตรวจสอบไม่ได้ กลายเป็นแดนสนธยา และอาณาจักรหาผลประโยชน์ของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง และคนเหล่านี้ก็คือ “ฐาน” ของการเมืองระดับชาติอีกที

เมื่อการตรวจสอบไม่มี ธรรมาภิบาลไม่ปรากฏ โกงกันตั้งแต่ก่อนบรรจุเข้ารับราชการ การถอนทุนและสร้างเครือข่ายการโกง เกาะกินระบบราชการย่อมเกิดขึ้นแน่นอน และเราก็เห็นกันอยู่แล้วในปัจจุบันนี้