"ดร.นิเวศน์" ชี้ว่าการเอาตัวรอดในตลาดหุ้นคือการหลีกเลี่ยงการเก็งกำไรที่ขับเคลื่อนด้วยความโลภ และเลือกที่จะเป็น "ผู้สังเกตการณ์" ที่ลงทุนอย่างระมัดระวังในระยะยาว
KEY POINTS
- "ดร.นิเวศน์" เปรียบเทียบตลาดหุ้นกับการลงทุนเก็งกำไรเป็นเหมือนเพลง "Hotel California" ที่ภายนอกดูเป็นสวรรค์แห่งความมั่งคั่ง แต่แท้จริงอาจเป็นนรกหรือกับดักที่ทำให้นักลงทุนติดอยู่จนถอนตัวไม่ได้
- นักลงทุนรายย่อยมักถูกล่อลวงด้วยความฝันที่จะรวยเร็ว แต่สุดท้ายกลับ "ติดหุ้น" เพราะความโลภ ทำให้ไม่สามารถขายตัดขาดทุนได้ เหมือนเนื้อเพลงที่ว่า "เช็คเอาท์ได้ แต่จากไปไม่ได้ตลอดกาล"
- "ดร.นิเวศน์" ชี้ว่าการเอาตัวรอดในตลาดหุ้นคือการหลีกเลี่ยงการเก็งกำไรที่ขับเคลื่อนด้วยความโลภ และเลือกที่จะเป็น "ผู้สังเกตการณ์" ที่ลงทุนอย่างระมัดระวังในระยะยาว
ปลายปี 1976 หรือ 50 ปีที่แล้ว เพลง “Hotel California” ขับร้องโดยวงดนตรีชื่อดัง “The Eagles” ถูกปล่อยออกสู่ตลาดและก็ดังอย่างรวดเร็วทั้ง ๆ ที่เป็นเพลงที่ “ยาวผิดปกติ” คือกว่า 6 นาที ในขณะที่เพลงส่วนใหญ่นั้นมักจะยาวแค่ประมาณ 3 นาทีเท่านั้น เพลงนี้ต่อมาได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในเพลงที่โดดเด่นที่สุดในประวัติศาสตร์เพลงร็อก ที่โดดเด่นมากอีกอย่างหนึ่งก็คือ มันเป็นเพลง “หลอน” ที่ฟังแล้วเหมือนกับการเข้าไปพักในโรงแรม “ผีสิง” รวมทั้งมีเนื้อหาที่น่าสะพรึงกลัวโดยเฉพาะบันทัดสุดท้ายของเพลงที่ร้องว่า
“You can check out any time you like, but you can never leave” หรือ “คุณจะเช็คเอ้าท์เมื่อไรก็ได้ แต่คุณจะไม่สามารถออกไปได้ตลอดกาล”
เนื้อร้องของเพลง Hotel California โดยสังเขปกล่าวถึงชายคนหนึ่งที่เดินทางผ่านทะเลทรายมาอย่างเหน็ดเหนื่อยและต้องหาที่พักค้างคืนในโรงแรม เขาได้รับการต้อนรับจากพนักงานหญิงที่หน้าประตู ผู้ซึ่งได้ “จุดเทียน” นำทางเขาเข้าสู่ที่พัก ในระหว่างนั้นเขาคิดว่าที่นี่อาจจะเป็น “สวรรค์” หรือ “นรก” สำหรับเขา เขาคิดว่าเขาได้ยินคนกลุ่มหนึ่งพูดว่า
“ขอต้อนรับเข้าสู่โรงแรมแคลิฟอร์เนีย สถานที่น่ารักเหลือเกิน ผู้คนก็น่ารักเหลือเกิน มีห้องมากมายให้เข้าจับจอง ในทุกวันเวลาและตลอดปี คุณจะพบได้ที่นี่”
“หล่อนมีจิตใจหรือคุณค่าที่บิดเบี้ยวไปเพราะความหลงใหลในวัตถุนิยมและความหรูหรา มีรถเบ้นซ์ และหล่อนยังมีชายหนุ่มที่มีใบหน้าสวยงามที่หล่อนเรียกว่าเพื่อน พวกเขาเต้นรำกันอย่างแสนหวาน บางคนเต้นเพื่อที่จะจดจำ แต่บางคนก็เต้นเพื่อที่จะลืมประสบการณ์ที่ผ่านมา”
“ดังนั้น ผมจึงเรียกหากัปตัน ‘โปรดนำไวน์มาให้ผม’ ซึ่งเขาตอบว่า ‘เราไม่มีไวน์แบบนั้นตั้งแต่ปี 1969’ พอตกดึก ก็ยังมีเสียงดังมาแต่ไกลที่ปลุกให้ผมตื่นเพียงเพื่อที่จะได้ยินเสียงพวกเขาพูดว่า”
“ยินดีต้อนรับสู่โรงแรมแคลิฟอร์เนีย สถานที่สวยงามเหลือเกิน ผู้คนก็น่ารักเหลือเกิน พวกเขาอาศัยอยู่ที่นี่ โฮเท็ล แคลิฟอร์เนีย ดีอย่างน่าประหลาดใจเหลือเกิน แต่แท้จริงแล้วพวกเขาต่างมีด้านมืดที่ต่างก็ต้องเก็บไว้ในใจ”
“กระจกเงาบนเพดาน มือที่ถือแก้วแชมเปนสีชมพู และหล่อนก็พูดว่า ‘เราทั้งหมดต่างก็เป็นนักโทษที่นี่ เพราะเราทำตัวเอง’ และในห้องโถงกลางพวกเขาก็รวมกลุ่มกันพยายามที่จะต่อสู้ดิ้นรนให้หลุดพ้นจากพันธนาการนั้น แต่ก็ไม่สามารถกำจัดอสูรร้ายหรือ กิเลสความโลภที่กัดกินพวกเขาได้”
“สิ่งสุดท้ายที่ผมจำได้ ผมกำลังวิ่งหนีไปที่ประตู หาทางกลับไปสู่สถานที่ที่ผมเคยอยู่มาก่อน ‘ใจเย็นๆ’ ชายแห่งค่ำคืนหยุดผมไว้และพูดว่า เราทั้งหมดต่างก็ถูกตั้งโปรแกรมสมองให้อยากได้ มีความสุข และเสพติดความสะดวกสบายจนถอนตัวไม่ขึ้น ‘คุณสามารถเช็คเอ้าท์ทุกเวลาที่ต้องการ แต่คุณจะไม่สามารถออกไปได้’ ”
โดยสรุปอย่างสั้นที่สุดก็คือ Hotel California เป็นเพลงที่ยกเรื่องของวงการบันเทิงรวมถึงวงการเพลงที่กำลังโด่งดังมากในแคลิฟอร์เนียเมื่อ 50 ปีก่อน ที่ทุกคนต่างมุ่งหน้าเข้ามาร่วมอย่างสมัครใจในที่สมมุติที่เรียกว่าโรงแรมแคลิฟอร์เนีย ซึ่งทุกคนต่างก็เข้าไปเพื่อหวังที่จะมีความสุขและประสบความสำเร็จ กลายเป็นเซเล็บหรือคนดังที่มีชื่อเสียงใช้ชีวิตที่หรูหราฟุ่มเฟือยใน “โลกมายา” ก่อนที่จะค้นพบว่า ตนเองนั้นสุดท้ายกลายเป็นนักโทษที่ติดอยู่ใน “กรงทอง” และไม่สามารถออกไปได้ ไม่ใช่เพราะมีคนบังคับ แต่เพราะกิเลสและความโลภ และติดยึดกับบรรยากาศของโรงแรมนั้นไปแล้ว
และนั่นก็ทำให้ผมคิดถึงตลาดหลักทรัพย์และการเก็งกำไรสารพัดที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะที่เป็นตลาดของการเก็งกำไรเช่น หุ้น บิตคอยน์ ทองคำ และอื่น ๆ อีกมากที่คนเข้าไปเล่นโดยมีความฝันที่จะมั่งคั่งร่ำรวย อนาคตที่ดีและมี “อิสระภาพทางการเงิน” ก่อนที่อาจจะพบว่ามันเป็นการเดินเข้าสู่ “กับดัก” และจะ “หนีออกไปไม่ได้” เพราะใจของตนเองที่เต็มไปด้วยกิเลสและความโลภ
ลองจินตนาการดูว่าถ้าเราเปลี่ยนจาก Hotel California เป็นตลาดหลักทรัพย์และตลาดการเก็งกำไรดังที่กล่าวนั้น แขกก็คือ นักลงทุนรายย่อยทั้งหลาย ห้องพักที่หรูหราแต่ละห้องก็คือ “หุ้นเก็งกำไร” ที่ราคาแพงเกินพื้นฐานเพราะมีการ “ปั่น” กันอย่างสนุก สระน้ำก็คือ “บิตคอยน์” ของตกแต่งเคลือบทองในโรงแรมก็คือ “ทองคำ” ผู้จัดการโรงแรมประกอบไปด้วย สถาบันการเงิน คนโปรโมตหุ้นและหลักทรัพย์สารพัดอย่าง นักวิเคราะห์และคอมเม้นเตเตอร์ และนักเก็งกำไรระดับเซียนทั้งหลาย
โรงแรมโฆษณาตนเองว่าเป็นสถานที่ที่คนธรรมดาสามารถที่จะรวยได้ แขกเข้ามาลงทุนด้วยความฝันที่จะรวยหรือมีอิสระภาพทางการเงิน หลายคนคิดถึงการที่จะเกษียณก่อนกำหนด บางคนฝันที่จะเป็นเศรษฐีเงินร้อยหรือพันล้านบาท และบางคนก็อาจจะแค่ไม่อยากพลาดโอกาสทองที่กำลังจะเกิดขึ้น
ทีแรก ทุกอย่างก็ดูดีเลิศ ราคาหุ้นกำลังวิ่งขึ้น ผู้คนต่างก็กำลังทำกำไรกันอย่างรวดเร็ว พวกเขาพูดถึงหุ้นตัวนั้นตัวนี้ว่ากำลังโตขึ้นอย่างไรและเซียนคนไหนกำลังเข้าไปเล่น แต่บางที โรงแรมหรือตลาดหุ้นก็ไม่ใช่สวรรค์ มันเป็นกับดัก และก็ที่น่ากลัวหรือ “หลอน” ที่สุดก็คือ เมื่อแขกหรือนักเล่นหุ้นรายย่อยพบว่า ทันทีที่พวกเขา “เช็คอิน” หรือเข้าไปเล่นหุ้นตัวนั้นหรือเข้าตลาดตอนนั้น ราคาก็ดิ่งลงมาแรงทันที สวรรค์กลายเป็นนรกในชั่วข้ามคืน
แต่เมื่อคนอยากจะหนีออกจากตลาดโดยการขายหุ้นทิ้ง พวกเขาก็มักจะทำไม่ได้ เพราะการขาดทุนอาจจะมากเกินความสามารถที่จะรับได้ หุ้นที่เขาคิดว่าจะดีและมีคนต้องการซื้อมากในวันที่ทุกคนกำลังมองโลกในแง่ดีและผลประกอบการบริษัทก็สดใสมากเปลี่ยนไป “จากหน้ามือเป็นหลังมือ” มันกลายเป็นหุ้นที่ผลประกอบลดลงอย่างผิดคาด และกิจการหมดอนาคตลงอย่างรวดเร็ว เซียนหรือสปอนเซอร์ที่แนะนำและซื้อหุ้นนำในปริมาณที่มากมายเพื่อขับดันราคาหุ้นนั้น ต่างก็หนีหายไปหมด ทิ้งให้นักเล่นหุ้นรายย่อย “ติดหุ้น” กันทั่วหน้า
นักเล่นรายใหญ่บางคนเองนั้น วันหนึ่งในช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นยังรื่นเริงราวกับงานปาร์ตี้ใน Hotel California พวกเขาก็เข้าไปไล่ราคาหุ้นที่มีสภาพคล่องต่ำเมื่อเทียบกับขนาดของบริษัท บางคนก็ใช้เงินกู้ยืมหรือมาร์จินเต็มที่เพื่อ “Corner” หรือต้อนหุ้นให้เข้ามุมเพื่อดันราคาหุ้นขึ้นไปสู่จุดสูงสุดและเกินพื้นฐานที่แท้จริงไปมาก ส่งผลให้ตนเองมีกำไรมหาศาลอยู่ในพอร์ตของตนเอง แต่แล้ว ก่อนที่เขาคิดจะขายหุ้นทำกำไร บางอย่างที่เลวร้าย เช่น สภาพตลาดเปลี่ยนแปลงไป หรือผลประกอบการของหุ้นมีปัญหาทำให้หุ้นตกและนักเล่นหุ้นคนใหม่ไม่เข้ามา
เขาจะขายหุ้นก็ไม่ได้เพราะหุ้นจะตกลงไปอีกและคนใหม่ก็จะไม่กล้าเข้า เขาเริ่มจะติดหุ้นที่ราคาสูง จะออกก็ออกไม่ได้เหมือนถูก “จำขังในกรงทอง” อยู่นาน จนวันหนึ่ง หุ้นก็ตกจนเขาเองต้องถูกบังคับขายหุ้นซึ่งก็ทำให้หุ้นตกลงไปอีกจนถึง “หายนะ” และนี่ก็คืออีกรูปแบบหนึ่งของการที่คุณจะ “เช็คเอ้าท์” เมื่อไรก็ได้ แต่คุณจะ “ไม่สามารถออกไปได้” จากตลาด หรือ “Hotel California” จนกว่าคุณจะ “เจ็บปางตาย” หรือ “ตาย” ไปเลย
ผมเองเป็น “คนเดินทาง” ที่แทบจะ “ไร้จุดหมาย” และแวะเข้ามาพักอาศัยที่ “Hotel California” หรือตลาดหลักทรัพย์ตั้งแต่เมื่อ 30 ปี ที่แล้ว และก็ “สิง” อยู่ที่นี่ตลอด ได้เห็นนักเดินทางทุกประเภทเข้ามาพัก มากบ้างน้อยบ้างเป็นระยะ ส่วนใหญ่แล้ว พวกเขามักจะถูกยั่วยวนด้วยแสงไฟหรือกิเลสหรือความโลภ ที่จะทำเงินได้ง่ายๆ รวดเร็ว ร่ำรวย และเต็มไปด้วยความสนุกสนาน และเมื่อเข้ามาแล้วก็จะทำตัวตามคนที่อยู่มาก่อน คือเล่นหุ้นเก็งกำไร หลายคนเล่นบิทคอยน์ บางคนเล่นทอง จำนวนหนึ่งใช้มาร์จินเพื่อเพิ่มผลตอบแทนที่หวังไว้สูงมาก
ช่วงเวลาหนึ่ง โดยเฉพาะในช่วงแรก ๆ ผมเองก็รู้สึกถึงอารมณ์แบบนั้น แม้ว่าผมเองจะเน้นแค่ว่าจะ “เอาตัวรอดอย่างปลอดภัย” และหวังว่าจะมี “อิสระภาพทางการเงิน” ก่อนเกษียณที่เหลือเวลาอีกไม่กี่ปี ดังนั้น ในใจผมจึงต้องตระหนักอยู่ตลอดเวลาว่า ผมจะไม่ตามคนส่วนใหญ่ในตลาดไม่ว่าสภาพตอนนั้นจะมีความครึกครื้นแค่ไหน ผมจะไม่เป็นนักเก็งกำไร และต้องคิดถึงวันเลวร้ายที่จะต้องมาเสมอ และผมจะต้องเอาตัวรอดให้ได้
เมื่ออยู่ใน “โรงแรม” หรือตลาดหุ้นหรือการลงทุนนั้น ผมจะไม่เข้าไปร่วมในงานปาร์ตี้หรือกิจกรรมรื่นเริงทั้งหลาย หรือก็คือ การเล่นหุ้นแบบเก็งกำไร การเล่นบิตคอยน์ เล่นทอง หรือการเก็งกำไรอื่น ๆ รวมถึงการใช้มาร์จินหรือเครื่องมือทางการเงินที่ใช้เลเวอเรจสูง ผมจะเป็นแค่ “ผู้สังเกตการณ์” เงียบ ๆ อยู่หลังห้อง ผมไม่ออกไปเต้นรำ ผมแค่มีความสุขเวลามีงานปาร์ตี้
ที่ผ่านมาอย่างยาวนานนั้น ผมเห็นและเชื่อว่า Hotel California หรือตลาดหลักทรัพย์นั้น เป็นที่พึ่งได้สำหรับ “คนเดินทาง” ที่ต้องการหาที่อยู่ที่มั่นคงปลอดภัยและสามารถอยู่ได้อย่างยาวนาน และก็สามารถออกไปได้ทุกเมื่อที่ต้องการ
แต่ไม่ได้เข้ามาเพราะแสงสีที่เร้าใจให้คนเข้ามาหาความบันเทิงใจและความโลภที่หวังจะได้เงินทองและชื่อเสียงอย่างง่ายดาย เพราะถ้าทำอย่างนั้น วันหนึ่งเขาก็จะพบว่า ชีวิตใน Hotel California นั้น มันเต็มไปด้วยความโหดร้าย เศร้าสลดใจในบางช่วงเวลาโดยที่เขาก็ไม่อยากจะพูดถึง และเมื่อเขาอยากจะออกไปก็ทำไม่ได้ เพราะ “You can check out any time you like, but you can never leave” Welcome to Hotel California.





