วันเสาร์ ที่ 7 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

อธิปไตยทางอวกาศ Mission Impossible?

อธิปไตยทางอวกาศ (Space Sovereignty) คือความสามารถของประเทศในการเข้าถึงข้อมูลและควบคุมภารกิจสำคัญได้เอง แม้ในภาวะวิกฤติ 

 ถ้าเรามีดาวเทียมเป็นของตัวเอง แต่การสั่งงานยังต้องผ่านบริษัทต่างชาติ ซอฟต์แวร์สำคัญก็แก้ไขเองไม่ได้ เวลาที่เกิดปัญหาต้องรอผู้ให้บริการมาดูแล นั่นแปลว่าเราไม่ได้มีอำนาจในการเข้าถึงข้อมูลและควบคุมระบบเองได้ทั้งหมด สิ่งเหล่านี้คือเรื่องที่ต้องมองให้ชัดก่อนตัดสินใจลงทุน

อธิปไตยทางอวกาศเกี่ยวข้องกับสิทธิและความสามารถในการใช้งานตลอดอายุการใช้งานของระบบ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤติ เมื่อข้อมูลดาวเทียมมีบทบาททั้งด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ ตั้งแต่ติดตามน้ำท่วม วางแผนรับภัยแล้ง ไปจนถึงบริหารเมือง 

ยิ่งรัฐและธุรกิจใช้ข้อมูลเหล่านี้ตัดสินใจมากขึ้น ก็ยิ่งต้องมั่นใจว่าจะยังเข้าถึงข้อมูลได้ แม้ผู้ให้บริการต่างชาติหยุดให้บริการหรือความร่วมมือระหว่างประเทศสะดุดลง เราจำเป็นต้องเลือกให้ชัดว่า ภารกิจใดซื้อบริการได้ และภารกิจใดต้องควบคุมเอง

อินเดียเลือกสร้างระบบให้ตรงกับความจำเป็นของประเทศ โดยพัฒนา NavIC เป็นระบบนำทางที่ครอบคลุมอินเดียและพื้นที่โดยรอบประมาณ 1,500 กิโลเมตร เพื่อลดการพึ่งพาระบบต่างชาติ โดยเฉพาะภารกิจด้านยุทธศาสตร์ แทนการเริ่มจากระบบที่ครอบคลุมทั่วโลก

แนวทางนี้สะท้อนว่าประเทศสามารถเริ่มสร้างความสามารถในขอบเขตที่จำเป็นก่อน แต่ต้องวางแผนบำรุงรักษา ทดแทนดาวเทียม และพัฒนาอุปกรณ์ผู้ใช้ให้รองรับ เพื่อให้ใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง 

ส่วนยุโรปใช้ความร่วมมือระหว่างรัฐกับเอกชนพัฒนา IRIS² เครือข่ายดาวเทียมสื่อสารที่มุ่งลดการพึ่งพาระบบนอกภูมิภาค รองรับงานภาครัฐ ความมั่นคง และการจัดการวิกฤติ ด้วยกรอบงบประมาณ 10.6 พันล้านยูโร ครอบคลุมดาวเทียมหลายวงโคจรและระบบที่เกี่ยวข้อง

ทั้งสองกรณีแสดงให้เห็นว่า การพึ่งพาตนเองต้องเริ่มจากการกำหนดภารกิจให้ชัด แล้วเลือกขนาดการลงทุนและรูปแบบความร่วมมือให้เหมาะสม

สำหรับไทย อธิปไตยทางอวกาศควรพิจารณาสามเรื่อง เริ่มจาก เข้าถึงข้อมูลได้ เมื่อต้องการ และมีทางเลือกสำรองหากผู้ให้บริการหยุดทำงาน ต่อมาคือ ควบคุมภารกิจได้ ทั้งการสั่งถ่ายภาพ จัดสรรช่องสัญญาณ และดูแลข้อมูลสำคัญ

สุดท้ายคือ พัฒนาระบบต่อได้ โดยมีคน ความรู้ เครื่องมือ และสิทธิในเทคโนโลยีเพียงพอที่จะดูแลและปรับปรุงระบบ แม้ผู้ให้บริการเดิมถอนตัว

ไทยเริ่มมีฐานอุตสาหกรรมอวกาศผ่าน THEOS-3 ของ GISTDA และ TSC-1 ที่ NARIT ร่วมพัฒนา ช่วยสะสมความรู้ด้านออกแบบ ซอฟต์แวร์ ชิ้นส่วน และการทดสอบ

ขั้นต่อไปคือเปิดให้เอกชนร่วมพัฒนาและมีสิทธิต่อยอดเทคโนโลยีเป็นสินค้าที่ขายได้ ตั้งแต่อุปกรณ์ดาวเทียมถึงบริการข้อมูล โดยรัฐเป็นลูกค้าเริ่มต้นและสนับสนุนการทดสอบมาตรฐาน 

รายได้จากตลาดที่ต่อเนื่องจะช่วยรักษาทีมวิศวกรและพัฒนาระบบรุ่นถัดไป ทำให้อธิปไตยทางอวกาศมีฐานอุตสาหกรรมรองรับ

เป้าหมายจึงควรขยายจากการพัฒนาดาวเทียม สู่การสร้างอุตสาหกรรมอวกาศที่เชื่อมผู้ผลิตอิเล็กทรอนิกส์ วัสดุขั้นสูง ระบบสื่อสาร และซอฟต์แวร์ ให้พัฒนาชิ้นส่วน อุปกรณ์ และระบบที่ใช้ในภารกิจอวกาศได้ เพื่อเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานอวกาศ

พร้อมต่อยอดข้อมูลเป็นบริการเชิงพาณิชย์ เพื่อสร้างทั้งตลาดใหม่และความสามารถทางเทคโนโลยีให้ประเทศ งบประมาณต้องครอบคลุมตั้งแต่จัดหา ดูแล จนถึงทดแทนระบบเมื่อหมดอายุ พร้อมกำหนดให้ชัดว่าส่วนใดร่วมมือกับพันธมิตรได้ และส่วนใดต้องรักษาความสามารถไว้ในประเทศ 

ยุทธศาสตร์อวกาศไทยต้องเปลี่ยนเงินลงทุนวันนี้ ให้เป็นอำนาจตัดสินใจในวันวิกฤติ และความสามารถพัฒนาเทคโนโลยีในระยะยาว

ความร่วมมือกับต่างชาติควรช่วยให้คนไทยทำได้มากขึ้น บริษัทไทยสร้างธุรกิจได้ และประเทศควบคุมภารกิจสำคัญได้จริง เมื่อถึงวันที่ต้องพึ่งตนเอง เราต้องมีทั้งระบบที่พร้อมใช้และคนที่พร้อมรับช่วง นั่นคืออธิปไตยที่การลงทุนด้านอวกาศควรสร้างให้ประเทศ.