วันพุธ ที่ 4 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

เมื่อสัญญาณทุกตัวสวนทาง เราควรอยู่ตรงไหน

กูรูแนะคนไทยรับมือความเสี่ยงเศรษฐกิจ วางแผนการเงินเชิงรุก เริ่มจากสำรองเงินฉุกเฉินให้เพียงพอ 6 เดือน ทบทวนสินเชื่อบ้านเพื่อลดภาระดอกเบี้ย พร้อมกระจายลงทุนทองคำ 5-10% ของพอร์ต และปรับงบค่าครองชีพรับมือแนวโน้มต้นทุนพลังงาน ค่าเดินทาง และค่าอาหารที่อาจปรับตัวสูงขึ้น

KEY POINTS

  • แยกเงินฉุกเฉินสำหรับค่าใช้จ่ายประมาณ 6 เดือนไว้ในที่ถอนง่าย ส่วนที่เกินอาจพิจารณาลงทุนในเงินฝากประจำหรือกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น
  • ผู้ที่มีสินเชื่อบ้านควรทบทวนการรีไฟแนนซ์หรือเลือกดอกเบี้ยคงที่ในช่วงที่ดอกเบี้ยยังต่ำ เพื่อลดความเสี่ยงในอนาคต
  • กำหนดสัดส่วนการลงทุนในทองคำไว้ที่ 5-10% ของพอร์ต และใช้วิธีทยอยสะสมเป็นงวด แทนการพยายามหาจุดต่ำสุดของราคา
  • ทบทวนงบค่าครองชีพ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับค่าพลังงาน ค่าเดินทาง และค่าอาหารที่อาจสูงขึ้นในอนาคต

หากติดตามข่าวเศรษฐกิจช่วงนี้ หลายท่านคงรู้สึกสับสนไม่น้อยใช่มั้ยครับ น้ำมันดิบเบรนท์ขยับขึ้นไปแถว 114 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เงินเฟ้อไทยเดือนก.ย.อยู่ที่ 2.82% แต่ กนง. ยังมีมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ในการประชุมวันที่ 28 ต.ค.ส่วนทองคำ ซึ่งเชื่อกันมานานว่า “ยิ่งโลกวุ่นวาย ทองยิ่งขึ้น” กลับลดลงจากจุดสูงสุดเหนือ 5,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์เมื่อต้นปี มาอยู่ราว 4,040 ดอลลาร์ หลังเฟดคงดอกเบี้ยในวันเดียวกันตามเวลาสหรัฐ

ช่วงนี้ผมจึงได้รับคำถามบ่อยครั้งว่า “แล้วควรดูแลเงินของเราอย่างไรดี” ก่อนตอบ ผมอยากชวนให้มองก่อนครับว่า สัญญาณทั้งสี่ไม่ได้สวนทางกันจริง หากแต่เชื่อมโยงกันเป็นโซ่เส้นเดียว วันนี้ผมจะขอให้คุณปิติพงษ์ รุ่งเรืองวุฒิกุล CFP® ผู้เชี่ยวชาญในด้านการวางแผนการเงินของบริษัท Wealth Creation International Investment Advisory Security Co., Ltd. จะมาสรุปรายละเอียดให้ท่านผู้อ่านได้อ่านกันครับ

ต้นทางอยู่ที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้อุปทานน้ำมันตึงตัว แม้กลุ่ม G7 จะระบายน้ำมันสำรองฉุกเฉินแล้ว ราคาก็ยังไม่ลดลง 

น้ำมันแพงส่งผ่านเป็นเงินเฟ้อไปทั่วโลก ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จึงขึ้นดอกเบี้ยไปอยู่ที่ 3.75-4.00% ตั้งแต่เดือนก.ย. ในการประชุมวันที่ 28 ต.ค. เฟดคงดอกเบี้ยไว้ด้วยมติ 10 ต่อ 2 โดยกรรมการ 2 ท่านต้องการขึ้นดอกเบี้ยทันที ประธานเฟด เควิน วอร์ช ระบุว่าเงินเฟ้อยังสูงเกินไป ตลาดจึงให้น้ำหนักราว 78% ว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยอีกในเดือนธ.ค.

ดอกเบี้ยสหรัฐที่สูงทำให้ดอลลาร์แข็งค่า ทองคำซึ่งไม่ให้ดอกผลจึงถูกขายออกมา หลังผลประชุมเฟด ทองโลกลดลงอีกราว 0.7% ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ อายุ 10 ปียังอยู่เหนือ 5% ทั้งนี้ไม่ได้แปลว่าทองหมดความสำคัญ เพียงแต่ในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น ทองมักได้รับผลกระทบก่อน

สำหรับ ไทยโจทย์ซับซ้อนกว่านั้นครับ แม้ กนง. ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจปีนี้ขึ้นเป็น 2.4% แต่ภาพรวมยังโตต่ำและไม่ทั่วถึง จึงขึ้นดอกเบี้ยตามเฟดไม่ได้ ส่วนต่างดอกเบี้ยที่กว้างขึ้นกดดันเงินบาท ทำให้สินค้านำเข้ารวมถึงน้ำมันแพงขึ้นอีกชั้น เราจึงต้องรับมือทั้งค่าครองชีพที่สูงขึ้น และผลตอบแทนเงินฝากที่ตามไม่ทันเงินเฟ้อ

ต่อจากนี้ ผมมองว่ามีความเป็นไปได้ 3 ฉากทัศน์ครับ ฉากแรก ซึ่งมีน้ำหนักมากที่สุด คือค่าครองชีพสูงไปอีกระยะ น้ำมันทรงตัวในระดับสูง เฟดขึ้นดอกเบี้ยเดือนธ.ค. ทองเคลื่อนไหวในกรอบต่ำ ธปท. ประเมินว่าเงินเฟ้อไทยจะสูงไปถึงไตรมาส 1 ปี 2570 ส่วน กนง. น่าจะคงดอกเบี้ยไว้อีกระยะ บางสำนักวิจัยมองว่าอาจยาวไปถึงปี 2570

ฉากที่สอง คือความขัดแย้งคลี่คลาย น้ำมันลง เงินเฟ้อไทยปีหน้าลดสู่ราว 1.4% ตามที่ ธปท. คาด เฟดหยุดขึ้นดอกเบี้ย และทองมีโอกาสฟื้นตัว

ฉากที่สาม ซึ่งต้องเฝ้าระวัง คือความขัดแย้งขยายวง น้ำมันพุ่งอีกรอบ โลกเสี่ยงภาวะเศรษฐกิจโตต่ำแต่ของแพง และสินทรัพย์แทบทุกประเภทจะผันผวนสูง

ที่น่าสังเกตคือ ในทั้งสามฉากดอกเบี้ยไทยยังต่ำ การพักเงินทั้งหมดไว้ในบัญชีออมทรัพย์จึงมีแนวโน้มให้ผลตอบแทนไม่ทันเงินเฟ้อแทบทุกกรณี

ผมจึงไม่อยากชวนเดาว่าฉากไหนจะเกิด แต่อยากชวนจัดการเงินให้พร้อมรับทุกฉาก ด้วยข้อคิด 4 ข้อครับ

ข้อแรก แยกเงินฉุกเฉินราว 6 เดือนของค่าใช้จ่ายไว้ในที่ที่ถอนได้ทันที ส่วนที่เกินอาจพิจารณาเงินฝากประจำหรือกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น ซึ่งให้ผลตอบแทนใกล้เคียงเงินเฟ้อมากกว่า

ข้อที่สอง ผู้มีสินเชื่อบ้านควรใช้จังหวะดอกเบี้ยต่ำนี้ทบทวน การรีไฟแนนซ์หรือเลือกดอกเบี้ยคงที่ไว้ตอนนี้ เปรียบเสมือนการซื้อความอุ่นใจในราคาไม่แพง หากวันหนึ่งดอกเบี้ยต้องปรับขึ้น

ข้อที่สาม เมื่อทองอ่อนตัว ไม่จำเป็นต้องรีบซื้อหรือรีบขาย ลองกำหนดสัดส่วนทองไว้ราว 5–10% ของพอร์ต แล้วทยอยสะสมเป็นงวด แทนการพยายามหาจุดต่ำสุด

ข้อสุดท้าย ทบทวนงบค่าครองชีพ เผื่อค่าพลังงาน ค่าเดินทาง และค่าอาหารที่อาจสูงไปถึงต้นปีหน้า เงินเฟ้อที่กระทบเรามากที่สุดมักซ่อนอยู่ในรายจ่ายเล็กๆ ที่ไม่ได้ทบทวนมานาน

ช่วงที่สัญญาณสวนทางกันเช่นนี้ คือช่วงที่การตัดสินใจผิดพลาดได้ง่ายที่สุด บางท่านย้ายเงินทั้งหมดไปที่ทอง บางท่านขายทองออกทั้งหมด ทั้งสองทางล้วนเป็นการฝากความหวังไว้กับฉากทัศน์เพียงฉากเดียว

ในฐานะนักวางแผนการเงิน ผมเชื่อว่าเราไม่จำเป็นต้องทายให้ถูกว่าน้ำมันจะไปทางไหน แต่ควรวางแผนให้การเงินของเรามั่นคงพอ ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรครับ เราจะยังได้พร้อมรับมือในทุกสถานการณ์ต่อไปครับ