โลกการเงินกำลังก้าวสู่ยุค “ใช้จ่ายล้นเกิน” เมื่อรัฐบาลทั่วโลกและยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีเร่งแข่งขันแย่งชิงเงินทุน ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้นและเงินทุนมีราคาแพงกว่าเดิม นักลงทุนจึงต้องปรับมุมมอง หันให้น้ำหนักกับกระแสเงินสดและความแข็งแกร่งของงบดุล มากกว่าตัวเลขกำไร พร้อมจับตากลุ่มผู้ผลิตชิปที่มีโอกาสรับอานิสงส์โดยตรงจากการลงทุนเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้น
KEY POINTS
- โลกกำลังเปลี่ยนจากยุค "เงินออมล้นเกิน" (savings glut) ไปสู่ยุค "การใช้จ่ายล้นเกิน" (spending glut) ซึ่งรัฐบาลทั่วโลกและบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ (Hyperscaler) ต่างกำลังแย่งชิงเงินทุนจากแหล่งเดียวกัน
- การแข่งขันเพื่อระดมทุนที่สูงขึ้นนี้ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินแพงขึ้น ซึ่งเห็นได้จากการที่บริษัทต่างๆ ต้องเผชิญกับต้นทุนการระดมทุนที่สูงขึ้นในการออกหุ้นกู้หรือกู้ยืม
- ในยุคที่เงินทุนมีราคาแพง งบกระแสเงินสดมีความสำคัญกว่างบกำไรขาดทุน โดยตลาดจะลงโทษบริษัทที่มีกระแสเงินสดอิสระติดลบและต้องระดมทุนจากภายนอก (เช่น Alphabet, Meta) และให้รางวัลบริษัทที่สามารถลงทุนได้ด้วยเงินของตัวเอง (เช่น Microsoft)
- นักลงทุนควรให้ความสำคัญกับบริษัทที่สามารถสร้างกระแสเงินสดเพื่อลงทุนได้ด้วยตนเองและมีงบดุลที่แข็งแกร่ง เช่น กลุ่มผู้ผลิตชิปซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์โดยตรงจากการลงทุน (capex) ที่เพิ่มขึ้นของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่
ตลาดการเงินในช่วงเดือนตุลาคมกลับมามีความผันผวนอีกครั้ง เนื่องจากเป็นช่วงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ที่มักจะมีความผันผวนก่อนที่ตลาดหุ้นจะปรับตัวขึ้นหลังจากการเลือกตั้ง แต่ทั้งนี้ผู้เขียนมองว่าปัจจัยที่ขับเคลื่อนตลาดยังคงให้น้ำหนักในเรื่องเม็ดเงินลงทุนและการทำเงินของกลุ่ม AI และการเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรซึ่งก็มาจากการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันมากกว่าเรื่องการเลือกตั้ง สิ่งที่น่าสังเกตคือก่อนหน้านี้ตลาดหุ้นไม่ได้กังวลแม้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะเพิ่มขึ้นสูงเพราะมองว่าการเติบโตยังอยู่ในระดับสูง แต่ล่าสุดแม้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะปรับตัวลง เนื่องจากธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังไม่รีบทปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย แต่หุ้นกลับตกลงมาสะท้อนว่าตลาดมีความกังวลเพิ่มมากขึ้นต่อหุ้นที่มีความกังวลต่อการสร้างรายได้ในอนาคต ดังนั้นการประกาศงบการเงินในช่วงนี้จะปัจจัยที่สำคัญต่อการเคลื่อนไหวของตลาดในช่วงข้างหน้า
จนถึง ณ วันที่ 28 ตุลาคม เราได้เห็นการประกาศงบของกลุ่มบริษัท Hyperscaler ขนาดใหญ่หลายบริษัทรวมถึงกลุ่มบริษัทผู้ผลิตหน่วยความจำที่ได้ประโยชน์จากการเพิ่มขึ้นของเม็ดเงินลงทุนในด้าน AI Infrastucture ซึ่งราคาหุ้นหลังจากที่มีการประกาศงบแล้วนั้นมีการปรับตัวที่แตกต่างกันออกไปมากกว่าที่จะขึ้นหรือลงไปในทางเดียวกัน Microsoft และ Alphabet ประกาศงบในคืนเดียวกัน ธุรกิจคลาวด์ของทั้งสองบริษัทโตแรง และของ Alphabet โตเร็วกว่าด้วยซ้ำ แต่หลังตลาดปิด หุ้น Microsoft บวกราว 4% ขณะที่ Alphabet ร่วงราว 10% ความต่างอยู่ที่งบกระแสเงินสด Microsoft ยังสามารถลงทุนด้วยเงินของตัวเองได้ ส่วน Alphabet ใช้ capex ไป 5.14 หมื่นล้านดอลลาร์ในไตรมาสเดียว กระแสเงินสดอิสระติดลบราว 9 พันล้านดอลลาร์ และต้องออกหุ้นกู้เกือบ 2.9 หมื่นล้านดอลลาร์ควบคู่กับการขายหุ้นอีกกว่า 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ ก่อนหน้านั้นหนึ่งสัปดาห์ Meta ก็ถูกขายลงราว 7% ด้วยเหตุผลคล้ายกัน คือกระแสเงินสดอิสระติดลบ และประกาศสร้างหุ้นประเภทใหม่ไว้ระดมทุน
อย่างไรก็ตาม ถ้าดูแค่ดัชนี เดือนนี้แทบไม่มีอะไรเกิดขึ้น S&P 500 ยังอยู่ห่างจากจุดสูงสุดเพียงราว 2% แต่ภายในตลาดเกิดการล้างสถานะหุ้นเทคโนโลยีและหุ้น momentum ครั้งรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งเท่าที่มีข้อมูล หุ้นสินค้าอุปโภคบริโภคบางตัวขึ้นเกือบ 15% โดยไม่มีข่าวดีใดๆ และส่วนต่างสเปรดระหว่างหุ้นกู้เรตติ้ง CCC กับ BBB ของสหรัฐฯ กว้างเกิน 1,200 bp ซึ่งสูงสุดนับตั้งแต่โควิด สะท้อนภาพความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่เพิ่มมากขึ้น แม้ประเด็นนี้อาจจะมีข้อโต้แย้งอยู่บ้าง
ปัจจุบันโลกกำลังเปลี่ยนจากยุคเงินออมล้นเกิน (savings glut) ไปสู่ยุคที่การลงทุนและการใช้จ่ายล้นเกิน (spending glut) รัฐบาลทั่วโลกยังขาดดุลการคลังต่อเนื่อง ขณะที่ Hyperscaler ห้ารายใช้ capex รวมราว 8 แสนล้านดอลลาร์ในปีนี้ ทั้งสองฝั่งต่างแย่งเงินออมจากแหล่งเดียวกัน ต้นทุนเงินจึงแพงขึ้น แต่สาเหตุคือความต้องการเงินทุนที่สูงขึ้นอย่างมากไม่ได้มาจากเศรษฐกิจที่อ่อนแอ นอกจากนี้ เมื่อกลับมาดูความกังวลเรื่องการระดมทุนเราเห็นสัญญานจากการเพิ่มขึ้นของต้นทุนการประกันความเสี่ยงว่าหุ้นกู้บริษัทนั้นจะล้มหรือไม่หรือ CDS ที่มีการปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนต้นทุนในการระดมทุนที่สูงขึ้นหรือในอีกมุมคือการวัดว่าใครเข้าถึงเงินทุนได้ง่ายกว่ากัน เห็นได้ชัดว่ากลุ่ม Neocloud มี CDS ที่ปรับตัวสูงขึ้นมามากกว่ากลุ่ม Hyperscaler
ดังนั้น ในยุคที่เงินทุนมีราคาแพง งบกระแสเงินสดสำคัญกว่างบกำไรขาดทุน นักลงทุนควรเลือกบริษัทที่ลงทุนได้ด้วยเงินของตัวเอง และผู้ขายอุปกรณ์ในสงครามที่ไม่มีใครหยุดได้ แล้วใช้ช่วงที่ตลาดถูกบังคับขายทยอยสะสม ซึ่งหนึ่งในตลาดที่ลงมารอบนี้และน่าสนใจคือหุ้นชิปเอเชีย ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทที่มีความสำคัญในซัพพลายเชนของ AI เราคงมุมมองบวก และมองการปรับฐานเป็นโอกาสทยอยสะสมในระยะยาว ข้อดีของซัพพลายเชนชิปคือ แม้ราคาหุ้นกลุ่ม Hyperscaler จะมีความไม่แน่นอนจากความกังวลเรื่องกระแสเงินสด แต่ตราบใดที่ capex รวมของทั้งกลุ่มยังเพิ่มขึ้น ผู้ผลิตชิปก็ยังเป็นผู้รับเงิน ในโลกที่ต้นทุนเงินทุนสูงและแรงกดดันจากน้ำมันยังไม่คลี่คลาย ผู้นำที่มีกำลังผลิตถูกจองเต็มและงบดุลแข็งแรงย่อมเหมาะเป็นแกนหลัก ส่วนหุ้นหน่วยความจำเกาหลีที่ราคาถูกกว่ามากจะได้ประโยชน์มากกว่าหากน้ำมันย่อตัวและเกิด relief rally แต่ก็ผันผวนกว่า จึงควรคุมสัดส่วนให้เหมาะกับระดับความเสี่ยงที่รับได้
ทั้งนี้ ข้อมูลและความเห็นในบทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยอาศัยข้อมูลจากแหล่งข้อมูลสาธารณะซึ่งปรากฎขณะจัดทำ อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ในแต่ละขณะ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งขอคำแนะนำจากผู้แนะนำการลงทุนของท่านเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน และพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต





