วันอาทิตย์ ที่ 1 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

มากกว่าโครงข่ายไฟฟ้าสะอาดของอาเซียน ไทยยังสามารถเป็นศูนย์กลางไฮโดรเจนสีเขียว

การพาไทยกลับสู่จอเรดาร์ทางเศรษฐกิจโลก จะมีความหมายมากขึ้น หากความสนใจจากนานาชาติเปลี่ยนเป็นโอกาสสร้างอุตสาหกรรมใหม่ โดยเฉพาะด้านพลังงานสะอาด

การเป็นเจ้าภาพประชุม IMF–World Bank 2026 จึงควรเป็นจุดเริ่มต้นของคำถามว่า ไทยจะใช้บทบาทเชื่อมโยงประเทศต่าง ๆ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจของตนเองและภูมิภาคอย่างไร โดยเฉพาะด้านพลังงานสะอาด

ในเวทีการประชุม ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยกตัวอย่างการเป็นผู้เชื่อมโยงที่ได้รับความไว้วางใจ (Trusted Connector) ผ่านการส่งไฟฟ้าพลังน้ำจากลาว ผ่านไทยและมาเลเซียไปยังสิงคโปร์  พร้อมสนับสนุนการเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid)

แนวคิดนี้ชี้ให้เห็นว่าไทยสามารถสร้างบทบาทจากการเป็นผู้ประสานทรัพยากรและความต้องการของประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ใช่แข่งขันดึงดูดการลงทุนเพียงลำพัง 

ความร่วมมือดังกล่าวมีฐานจากโครงการเชื่อมโยงไฟฟ้าลาว–ไทย–มาเลเซีย–สิงคโปร์ (LTMS-PIP) ซึ่งเริ่มขึ้นมาช่วงเวลาหนึ่งแล้ว และเป็นก้าวสำคัญของการซื้อขายไฟฟ้าระดับพหุภาคีในอาเซียน

แต่โอกาสของไทยไม่ควรหยุดอยู่ที่รายได้จากการส่งผ่านไฟฟ้า หากควรต่อยอดความร่วมมือนี้ให้เป็นฐานพัฒนาเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศด้วย

สิ่งที่รองนายกรัฐมนตรีเสนอนี้ถือเป็นพื้นฐานสำคัญที่ไทยต้องดำเนินการ และสามารถทำได้เพิ่มเติมต่อ คือการพัฒนาไทยเป็นศูนย์กลางไฮโดรเจนสีเขียวของภูมิภาค (Regional Green Hydrogen Hub) โดยไฮโดรเจนสีเขียวผลิตจากการแยกน้ำด้วยไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน

การที่วันนี้ไทยเริ่มเชื่อมโยงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในภูมิภาค รวมถึงลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางด้านพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น

นี่ถือเป็นโอกาสที่สำคัญที่เราจะเริ่มลงทุนและวางแผนต่อเนื่องอีกชั้นหนึ่งในเรื่อง ไฮโดรเจนสีเขียว ซึ่งเป็นการต่อยอดจากเรื่องการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 

จริงอยู่ที่วันนี้พลังงานไฮโดรเจนสีเขียวยังคงมีราคาแพงเมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงอื่น ๆ แต่ในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในอีก 5 ปีข้างหน้าเราอาจได้เห็นเทคโนโลยีกลุ่มนี้ที่เริ่มแข่งขันได้ในตลาดพลังงานมากขึ้น

โดยมีปัจจัยเรื่องการแข่งขันกันลงทุนของประเทศมหาอำนาจใหญ่ ๆ ไม่ว่าจะเป็น อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ รวมถึงจีนที่วันนี้ประกาศชัดเรื่องการลงทุนในไฮโดรเจนสีเขียวในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับใหม่

โอกาสนี้ยังเชื่อมกับอุตสาหกรรมยานยนต์ ดังที่ทราบกันว่าเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2569 บีโอไอประกาศอนุมัติส่งเสริมการลงทุนของโตโยต้า 1,490 ล้านบาท เพื่อผลิตรถปิกอัปไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน (FCEV) ในไทย กำลังผลิต 3,000 คันต่อปี โดยคาดว่าจะเริ่มผลิตเดือนธันวาคม 2570

นี่เป็นช่องทางต่อยอดทักษะและผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย ซึ่งการลงทุนด้านพลังงานไฮโดรเจนสีเขียวยิ่งจะตอบโจทย์อุตสาหกรรมของไทยมากยิ่งขึ้นในอนาคต ที่ครอบคลุมตั้งแต่ฝั่งอุปสงค์ และอุปทาน 

อย่างที่ได้กล่าวไปว่า ในมุมมองทางเทคโนโลยีไฮโดรเจนสีเขียวยังมีราคาที่สูง  ฉะนั้น แผนเรื่องยานยนต์ไฮโดรเจนจึงควรถูกพัฒนาเป็นทางเลือก ไม่ใช่การมาแทนที่รถยนต์ไฟฟ้าในทันที เพราะยังมีข้อจำกัดด้านต้นทุนระบบเซลล์เชื้อเพลิง การจัดเก็บ และสถานีเติมเชื้อเพลิง

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยควรละเลยอุตสาหกรรมนี้ แต่ควรทดลองในกลุ่มรถใช้งานหนักหรือเส้นทางประจำที่จัดระบบเติมเชื้อเพลิงร่วมกันได้ พร้อมเปรียบเทียบต้นทุนและประสิทธิภาพกับทางเลือกอื่นก่อนขยายการสนับสนุน

เป้าหมายคือสร้างความสามารถในการเลือกเทคโนโลยี ไม่ใช่เดิมพันกับเทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่ง

ภาครัฐควรใช้เครือข่ายจากการประชุมเชื่อมประเทศหุ้นส่วน ธนาคารเพื่อการพัฒนาพหุภาคี และเอกชน มาร่วมออกแบบโครงการนำร่อง ควบคู่กับกติกาใช้โครงข่ายที่โปร่งใส มาตรฐานความปลอดภัย และการรับรองแหล่งพลังงานกับการปล่อยคาร์บอนที่ตรวจสอบได้ ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของตลาดไฮโดรเจนสีเขียว

การสนับสนุนลงทุนต้องผูกกับการพัฒนาคนและธุรกิจไทย พร้อมคุ้มครองน้ำ ระบบนิเวศ และผลประโยชน์ชุมชน เพราะในท้ายที่สุดการพัฒนาต้องพาประชาชนไปด้วยและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

วันนี้ไทยจึงควรผลักดันทั้งการเป็นข้อต่อเชื่อมโยงไฟฟ้าพลังงานสะอาดของภูมิภาค ในขณะเดียวกันก็ใช้โอกาสอันดีนี้สร้างพื้นที่ความร่วมมือด้านพลังงานใหม่ ๆ ที่เชื่อมโยงหรือต่อเนื่องจากไฟฟ้าพลังงานสะอาดอย่างไฮโดรเจนสีเขียว

นี่คือหนทางต่อยอดจากผู้เชื่อมโยงสู่ศูนย์กลางแห่งความไว้วางใจด้านพลังงาน ที่ประเทศต่าง ๆ เลือกร่วมลงทุนกับไทย เพราะเชื่อมั่นทั้งในกติกา ความสามารถ และประโยชน์ที่จะเติบโตไปด้วยกัน.