ประเทศไทยเผชิญวิกฤตรอบด้าน ทั้งหนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะที่พุ่งสูง ขณะที่น้ำท่วมยืดเยื้อซ้ำเติมความเดือดร้อนประชาชน ด้านผู้นำยังถูกตั้งคำถามหลังปฏิเสธตัวเลขเศรษฐกิจที่ IMF ปรับลดคาดการณ์เหลือ 2.1% ท่ามกลางทิศทางแก้ปัญหาที่ยังไม่ชัดเจน บทเรียนครั้งนี้อาจถึงเวลาที่คนไทยต้องรวมพลัง ลุกขึ้นช่วยเหลือและพาประเทศก้าวผ่านวิกฤตด้วยตัวเอง
KEY POINTS
- ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตหนี้สินทั้งในระดับครัวเรือนและหนี้สาธารณะที่สูงจนเกือบเต็มเพดาน ทำให้การบริหารจัดการประเทศเป็นไปได้ยาก
- ประชาชนนับแสนครอบครัวได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาน้ำท่วมใหญ่ที่ยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลให้ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อผู้นำลดน้อยลง
- นายกรัฐมนตรีแสดงท่าทีปฏิเสธตัวเลขคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ที่ IMF ปรับลดลงเหลือ 2.1% ซึ่งบทความมองว่าเป็นการไม่ยอมรับความจริงและอาจทำให้การแก้ปัญหาไม่ตรงจุด
- บทความชี้ว่าในภาวะที่ทิศทางจากผู้นำยังไม่ชัดเจน ผู้ที่จะพาประเทศพ้นวิกฤตได้คือ "พลังและหัวใจของคนไทย" หรือภาคประชาชน ที่ต้องลุกขึ้นมาต่อสู้และช่วยเหลือกันเอง
เราเดินทางมาถึงช่วงสามเดือนสุดท้ายของปีด้วยความรู้สึกคล้ายกัน-ความพร่ามัวและความไม่แน่นอนที่โอบล้อมทั้งโลกและประเทศไทย เมื่อมองไปข้างหน้า ภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศเต็มไปด้วยโจทย์หินที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกันในไตรมาสที่ 4 ถึงกระนั้น แม้ทิศทางจากผู้นำจะยังดูอึมครึมและไร้คำตอบที่ชัดเจน ผมกลับยังคงมีความเชื่อมั่นอยู่อย่างหนึ่ง-ความเชื่อมั่นใน “พลังและหัวใจของคนไทย” ที่จะพาพวกเราฝ่าฟันมรสุมนี้ไปได้เสมอ ไม่ว่าจะยากลำบากเพียงใด
การเมืองโลกในหมอกควัน: จากเลือกตั้งสหรัฐฯ ถึงเวทีทับซ้อนที่มะนิลา
หากมองออกไปนอกบ้าน ความระส่ำระสายระดับโลกเริ่มเปิดฉากด้วยการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกา (US Midterm Election) ในวันที่ 3 พฤศจิกายนนี้ ที่กระแสคาดการณ์กวาดเอียงไปทางฝั่งซ้าย การสวิงเปลี่ยนขั้วของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ในครั้งนี้ถูกจับตามองว่าจะกลายเป็นกลไกสำคัญในการถ่วงดุลและคานอำนาจฝ่ายบริหารที่เริ่มใช้อำนาจตามใจชอบจนเกินขอบเขต ภาพการดึงเชือกในวอชิงตันเป็นเพียงปฐมบทของละครการเมืองโลกที่จะไปแสดงจริงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ในวันที่ 16-18 พฤศจิกายนนี้ มะนิลาจะกลายเป็นเวทีหลักที่ชวนสับสน เมื่อการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน (ASEAN Summit) และการประชุมกลุ่มภาคี Quad (สหรัฐฯ, ญี่ปุ่น, อินเดีย, ออสเตรเลีย) ถูกจัดขึ้นพร้อมกันบนฉากทัศน์เดียวกัน คำถามคือ เหตุใดโชว์สองฉากที่มีเป้าหมายต่างกันอย่างสิ้นเชิงถึงมาเปิดการแสดงพร้อมกันเช่นนี้?
ฝั่งหนึ่งคืออาเซียนที่พยายามรักษาความเป็นศูนย์กลางและเสถียรภาพในภูมิภาค ท่ามกลางรอยแผลภายในที่ยังไม่ประสาน ทั้งปมร้อนเรื่องการพยายามดึงเมียนมากลับเข้าสู่วงประชุมอีกครั้ง ตลอดจนเวทีคารมข้ามช่องแคบระหว่างผู้นำอินโดนีเซียและสิงคโปร์ จากปัญหาหมอกควันไฟป่าข้ามแดนและการขู่ตัดการส่งก๊าซธรรมชาติที่สาดน้ำมันเข้าใส่ความสัมพันธ์จนดุเดือด ถึงกระนั้น อาเซียนยังคงมุ่งผลักดันวาระเศรษฐกิจที่สำคัญ ทั้งการตั้งเป้าสรุปกรอบข้อตกลงเศรษฐกิจดิจิทัล (DEFA) มูลค่ากว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ การขยายการใช้พลังงานหมุนเวียนผ่านโครงข่ายไฟฟ้าภูมิภาค รวมถึงการรับติมอร์-เลสเตเข้าเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการ ขณะที่ในมิติความมั่นคง กลุ่มประเทศสมาชิกยังคงเน้นหนักไปที่การเร่งแก้ปัญหาวิกฤตการเมืองในเมียนมา และการผลักดันการเจรจาประมวลการปฏิบัติในทะเลจีนใต้ (Code of Conduct) ให้มีผลผูกพันทางกฎหมายอย่างแท้จริง
ขณะที่อีกฝั่งคือ Quad ที่เข้ามาเปิดโชว์ข้างเคียงเพื่ออวดพละกำลังทางภูมิรัฐศาสตร์ การที่ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์เต็มใจโอนอ่อนและเปิดพื้นที่ให้สหรัฐฯ เข้ามาแผ่อิทธิพลอย่างเต็มคราบ อาจดูเป็นผลประโยชน์ระยะสั้นที่ช่วยสร้างอำนาจต่อรอง แต่ราคาที่ฟิลิปปินส์—รวมถึงภูมิภาคนี้-ต้องร่วมกันจ่ายในระยะยาว ยามที่มังกรจีนตัดสินใจเดินเกมรุกสวนกลับในทะเลจีนใต้ ยังคงเป็นปริศนาที่ไม่มีใครตอบได้ว่าคุ้มค่าจริงหรือไม่
เวทีเสือปะทะสิงห์ที่เซินเจิ้น: ละครฉากใหญ่ที่พลาดไม่ได้
คล้อยหลังความวุ่นวายที่มะนิลา สายตาโลกจะจับจ้องไปที่การประชุม APEC Summit ณ เมืองเซินเจิ้น ประเทศจีน ในวันที่ 18-19 พฤศจิกายนนี้ ฉากที่ทุกคนตั้งตารอคือการพบกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ ในสถานะผู้นำเป็ดง่อยที่ยังมีอิทธิพล-ผู้นำที่เป็นเหมือนหนังสือเปิดกว้างและคาดเดาทิศทางได้ยากยิ่ง-กับ สี จิ้นผิง เจ้าภาพผู้สุขุม คำนวณทุกหมากอย่างรอบคอบ และเก็บซ่อนโจทย์ยากภายในประเทศเอาไว้มิดชิดติดอก
วาระบนโต๊ะเจรจาคาดว่าจะเข้มข้นไปด้วยข้อตกลงเรื่องมาตรการกำแพงภาษีการค้า การควบคุมการส่งออกชิปและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) โอกาสการลงทุนในพลังงานสะอาด ตลอดจนการลากเส้นแบ่งเขตความมั่นคงในไต้หวันและทะเลจีนใต้ ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างต้องการปักหมุดรักษาเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของตนเอาไว้
การเผชิญหน้ากันของสองผู้นำมหาอำนาจท่ามกลางบรรยากาศเศรษฐกิจโลกที่ตึงเครียด ไม่ต่างอะไรกับละครดราม่าการเมืองระดับโลก เป็นมหาศึกแห่งศักดิ์ศรีและการต่อรองเชิงยุทธศาสตร์ที่กลายเป็น “Must-see show” ของไตรมาสนี้อย่างแท้จริง
ตัดภาพกลับมาที่ไทย: หนี้ท่วมหัว และตัวเลขที่ไม่ยอมรับ
ขณะที่การเมืองโลกกำลังขับเคี่ยวกันอย่างเข้มข้น หันกลับมามองประเทศไทย สภาพความเป็นจริงของเรากลับชวนให้ถอนหายใจ ยิ่งเมื่อมองไปยังนายกรัฐมนตรีที่จะเดินทางเข้าร่วมทั้งสองเวทีใหญ่ ทั้งมะนิลาและเซินเจิ้น ประชาชนได้แต่หวังว่าจะเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมจริง ไม่ใช่เพียงการบินไปถ่ายภาพจับมือเพื่อหลีกหนีมรสุมปัญหาที่กำลังทับถมอยู่ภายในบ้าน
ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังจมอยู่ใต้กองหนี้มหึมา ตั้งแต่ หนี้ครัวเรือน ที่กัดกินกำลังซื้อของคนธรรมดาหาเช้ากินค่ำ ไปจนถึง หนี้สาธารณะ ที่เพดานตึงตัวจนแทบไม่เหลือช่องว่างให้บริหารจัดการ ทว่า ในขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับลดประมาณการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยลงเหลือเพียง 2.1% นายกรัฐมนตรีของไทยกลับแสดงท่าทีปฏิเสธและไม่ยอมรับตัวเลขดังกล่าว
คำถามสำคัญท่ามกลางความเห็นที่แตกต่างเรื่องตัวเลข GDP 2.1% คือ เรากำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยแนวทางใด? การมุ่งความสนใจไปที่ตัวเลขในรายงานทางการเพียงอย่างเดียว อาจช่วยหนุนความเชื่อมั่นเชิงจิตวิทยาได้ในระยะสั้น แต่คำถามที่แท้จริงคือเม็ดเงินเหล่านั้นกระจายไปถึงโครงสร้างส่วนล่าง และส่งผลต่อกำลังซื้อจริงในชีวิตประจำวันของประชาชนมากน้อยเพียงใด
การรอดพ้นจากภาวะเศรษฐกิจซบเซาไม่ได้เริ่มจากการแก้ตัวเลขในรายงาน แต่เริ่มจากการยอมรับความจริงแล้วลงมือแก้ปัญหาที่รากเหง้า หากผู้นำยังคงหลอกตัวเอง และให้สัญญาณที่บิดเบือนแก่ระบบราชการ ประเทศไทยจะปิดฉากปีนี้ลงอย่างไรท่ามกลางมรสุมรอบด้าน?
ทางออกอยู่ในมือของประชาชน
แม้ภาพรวมของไตรมาสสุดท้ายจะดูมืดมนและเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม แม้เข็มทิศจากทำเนียบรัฐบาลจะดูพร่ามัวและไร้ทิศทางที่ชัดเจน ซ้ำร้ายนับแสนครอบครัวยังต้องจมอยู่กับคราบน้ำตาจากอุทกภัยครั้งใหญ่ที่ยืดเรื้อ เงินเยียวยาจากรัฐเทียบไม่ได้เลยกับความสูญเสียจริง และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อผู้นำก็แทบจะจมหายไปพร้อมกับสายน้ำเหล่านั้น
ทว่าประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้เราเห็นครั้งแล้วครั้งเล่าว่า สิ่งที่พาประเทศนี้ก้าวผ่านวิกฤตมาได้เสมอ ไม่ใช่คำสั่งจากยอดบนสุดของหอคอยงาช้าง หากแต่คือ “พลัง หัวใจ และความทรหดของคนไทย”
คนธรรมดา พ่อค้าแม่ขาย ผู้ประกอบการรายย่อย และแรงงานทุกคน ที่ยังคงตื่นเช้าขึ้นมาต่อสู้ ปรับตัว และประคองซึ่งกันและกัน คือแรงขับเคลื่อนที่แท้จริงของประเทศนี้ เพราะในยามที่สถานการณ์ยากลำบากที่สุด คนไทยมักจะค้นพบทางออกเสมอ เมื่อยามมรสุมโหมกระหน่ำ หัวใจที่แกร่งกล้าและไม่ยอมถอยเท่านั้นที่จะลุกขึ้นมานำทาง แม้ทิศทางข้างหน้าจะยังดูไม่ชัดเจน และไม่รู้ว่าเราจะหลุดพ้นจากลูปนี้อย่างไร แต่ผมยังคงเชื่อมั่นอย่างสุดหัวใจว่า คนไทยจะหาทางรอดและผ่านพ้นไตรมาสที่ 4 นี้ไปได้ด้วยกันอย่างแน่นอน





