วันศุกร์ ที่ 30 ตุลาคม 2569

Login
Login

“ตามหา.. เพลงประจำใจ”

ผมพาผู้บริหารไปดูงานที่เกาหลีหลายครั้ง แต่ครั้งล่าสุด มีเกร็ดเล่านิดหนึ่งคือไกด์ที่นั่นร้องเพลง “อารีรัง” (Arirang) ให้พวกเราฟัง

สำหรับคนไทย เพลงนี้เราได้ยินมานานกว่า 50 ปีแล้ว เพราะมีการนำทำนองมาใส่เนื้อร้องภาษาไทย แม้จะออกเสียงเพี้ยนไปบ้างว่า “อารีดัง” ก็ตาม

การได้ยินเพลงนี้อีกครั้งในถิ่นกำเนิด ทำให้จุดประกายคำถามในใจผมว่า ทำไมเพลงนี้จึงฝังรากลึกอยู่ในหัวใจของคนเกาหลี และเป็นเพลงที่คนทั่วโลกรู้จักดี

อารีรัง ไม่ใช่เพลงที่มีผู้แต่งเพียงคนเดียว แต่เป็นเพลงพื้นบ้าน ที่ร้องสืบทอดกันมายาวนานหลายร้อยปี เนื้อเพลงมีหลายสำนวนและหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับแต่ละท้องถิ่น แต่ก็ยังคงเอกลักษณ์ของเพลงอารีรังไว้ร่วมกัน ที่น่าทึ่งก็คือ แม้คาบสมุทรเกาหลีจะถูกแบ่งแยก ด้วยสงครามและความขัดแย้ง แต่คนเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ ก็ยังมีเพลงนี้เป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางวัฒนธรรมร่วมกัน

เพลงนี้จึงเป็นเสมือน “สายใย” ที่เชื่อมโยงคนเกาหลีทั้งสองประเทศไว้กับรากเหง้า แม้ในยามที่ความขัดแย้งได้พรากญาติพี่น้อง ให้อยู่ห่างไกลกันคนละฟากฝั่งก็ตาม

ผู้ที่ต้องพลัดพรากจากบ้านเกิดและคนที่ตนรัก พวกเขาร้องเพลงนี้เพื่อความทรงจำ และถ่ายทอดความโหยหา ที่ไม่อาจบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้

เพลงอารีรัง จึงเป็นตัวแทนของความทรงจำ ความเจ็บปวด และความหวัง จน UNESCO ได้ขึ้นทะเบียนให้เป็น “มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้” (Intangible Cultural Heritage) โดยเกาหลีใต้ได้รับการขึ้นทะเบียนในปี 2012 และเกาหลีเหนือ ในปี 2014

เมื่อผมฟังเพลงนี้อีกครั้งที่เกาหลี และไกด์สรุปว่า “เป็นเพลงที่คนเกาหลีทุกคนร้องได้ และร้องในทุกโอกาส” ทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่า ประเทศไทยเรา… มีเพลงแบบนี้ไหมนะ?

ถ้าพูดถึงเพลงที่คนไทยจำนวนมากร้องได้และมีความผูกพัน เราก็มีหลายเพลงครับ เช่นเพลงพระราชนิพนธ์ ลอยกระทง ลาวดวงเดือน บัวขาว บ้านเรา ตลอดจนเพลงพื้นบ้านอีกมากมาย ที่สะท้อนวิถีชีวิต ความเชื่อ และความสุข

แต่เป็นเพลงที่ใช้ร้องในแต่ละโอกาส เช่นสงกรานต์ หรือ ลอยกระทง ไม่ได้ร้องในทุกโอกาสและทุกอารมณ์เหมือนอารีรัง ซึ่งอาจเป็นเพราะว่า เราไม่มีประวัติศาสตร์ของความยากลำบากและความเจ็บปวดร่วมกัน เหมือนอย่างที่คนเกาหลีต้องเผชิญ ที่สะท้อนออกมาในเพลงนี้ก็ได้

กระนั้นก็ตาม… เป็นไปได้ไหมครับ ที่เราจะสร้างสรรค์เพลงที่รวมความไพเราะ ความทรงจำ และความรู้สึกร่วมของคนไทยไว้ด้วยกัน ร้องได้ในหลายๆโอกาส และไพเราะมาก จนสามารถก้าวข้ามภาษา และพรมแดนไทยไปสู่หัวใจของคนต่างชาติได้ด้วย?

จนกลายเป็น “เพลงประจำใจ” ของคนไทยทุกรุ่น ทุกยุค ทุกสมัย ร้องได้ทุกคน และคนต่างชาติคุ้นเคย

ลองคิดถึงเพลง “Edelweiss” จากภาพยนตร์ The Sound of Music ซึ่งหลายคนเข้าใจว่าเป็นเพลงพื้นเมืองดั้งเดิม หรือเพลงชาติออสเตรีย แต่จริง ๆ แล้วเพลงนี้เป็นเพลงที่แต่งขึ้นใหม่สำหรับละครเพลง และต่อมา กลายเป็นบทเพลงที่ผู้คนจำนวนมาก เชื่อมโยงกับประเทศออสเตรีย

หรือ ภาพยนตร์เงียบเรื่อง Arirang (1926) ของ นา อุนกยู  ซึ่งเขาไม่ได้สร้างเพลงขึ้นมาใหม่ แต่ได้นำเพลงอารีรัง ที่มีอยู่แล้ว มาประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ จนทำให้ผู้ชมเชื่อมโยงเพลงนี้ เข้ากับความรู้สึกในยุคที่เกาหลีอยู่ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่น

ผมจึงเห็นว่า “ภาพยนตร์” อาจเป็นสะพานสำคัญ ที่ช่วยพาเพลงเดินทางไปไกลกว่าที่ผู้สร้างคาดคิด และอาจทำให้บทเพลงในภาพยนตร์ มีความหมายมากกว่าตัวโน้ตหรือเนื้อร้อง

เป็นไปได้ไหม ที่เราจะสร้างสรรค์ภาพยนตร์สักเรื่อง ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของชีวิต ทัศนคติ หรือความผูกพันของคนไทยกับประเทศไทย โดยมีศิลปะ ดนตรี หรือวิถีชีวิตไทย เป็นส่วนสำคัญของเรื่อง และให้มีเพลงเอกที่ทรงพลังสักเพลง?

เราอาจนำทุนทางวัฒนธรรมที่คนทั่วโลกรู้จักอยู่แล้ว คือมวยไทย อาหารไทย หรือ รอยยิ้มแบบไทย มาสอดแทรกไว้ในพล็อตเรื่องได้อย่างน่าสนใจ

ถ้าเราสร้างภาพยนตร์ที่พล็อตเรื่องดีมากๆ ดูแล้วซาบซึ้งใจ และ โยงใยกับความเป็นไทย ที่สำคัญคือ ต้องมีบทเพลงประกอบที่ฟังง่าย ร้องง่าย จนผู้ชมลืมไม่ลง

เราอาจได้เพลงที่มีความหมายลึกซึ้ง ได้ทำนองที่ติดหู จนคนต่างชาติก็อยากร้องตาม หรือ ฮัมตาม แม้จะไม่เข้าใจความหมายของเนื้อร้องเลยก็ตาม

ถ้าทำได้จริง เพลงนี้อาจจะกลายเป็น ”เพลงประจำใจ“ ที่พ่อแม่ร้องให้ลูกฟัง โรงเรียนสอนให้นักเรียนร้อง และคนไทยร้องในโอกาสต่างๆกัน แม้เวลาจะผ่านไปหลายชั่วอายุคนก็ตาม จนกลายเป็นเพลงประจำใจ ที่รวมหัวใจคนไทยไว้ด้วยกัน อย่างเป็นธรรมชาติ และข้ามกาลเวลา

การสร้างสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่แข็งแกร่งอย่างนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างแน่นอน และไม่มีใครการันตีความสำเร็จได้ แต่เราก็มีศักยภาพพอที่จะสร้างโอกาสนั้น ด้วยพลังของคนทำภาพยนตร์ นักแต่งเพลง นักแสดง และผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรม

เราไม่ได้กำลังสร้างเพลงเลียนแบบใคร เพียงแค่จะบอกว่าประเทศไทยมีเรื่องราวที่มีคุณค่ามากพอ ที่จะเล่าให้คนทั้งโลกฟัง เราอาจไม่สามารถทำให้ทุกคน หลงรักประเทศไทยได้ในชั่วข้ามคืน แต่เราสามารถสร้างสรรค์บทเพลงและภาพยนตร์ที่ทำให้คนจากอีกซีกโลกหนึ่งเข้าใจความรู้สึก มีความสุข หรือภูมิใจไปพร้อมกับเราได้

และถ้าวันหนึ่งมีคนต่างชาติ ที่ไม่เคยมาเมืองไทย ไม่เข้าใจภาษาไทยเลยแม้แต่คำเดียว แต่กลับร้องเพลงนั้นออกมาจากหัวใจ

นั่นอาจเป็นวันที่ “เสียงเพลง” ทำหน้าที่เป็นทูตวัฒนธรรมไทย ได้สมบูรณ์แบบที่สุดแล้ว

“ตามหา.. เพลงประจำใจ”