วันพุธ ที่ 21 ตุลาคม 2569

Login
Login

มุมมองตลาดหุ้นไทย หลังการประชุม IMF/World Bank

ตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสฟื้นระยะกลาง แต่เผชิญแรงกดดันจากข้อจำกัดการคลังและเศรษฐกิจโตต่ำ จับตากำไร บจ. และการลงทุนรอบใหม่เป็นตัวแปรสำคัญเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุน

KEY POINTS

  • ผู้เขียนยังคงมุมมองเดิมต่อตลาดหุ้นไทยหลังการประชุมฯ โดยเชื่อว่ามีโอกาสฟื้นตัวในระยะกลาง แต่จะยังผันผวน และต้องอาศัยกำไรของบริษัทจดทะเบียนและความคืบหน้าของการลงทุนรอบใหม่เป็นหลัก
  • มุมมองไม่ดีขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากไทยเผชิญข้อจำกัดด้านการคลัง และการเติบโตของ GDP ที่ระดับประมาณ 2% ยังไม่เพียงพอที่จะสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว
  • มุมมองไม่แย่ลง เพราะ 1) เงินเฟ้อไทยยังควบคุมได้ ทำให้นโยบายการเงินมีพื้นที่สนับสนุนเศรษฐกิจ 2) ประเทศไทยกำลังพยายามสร้างวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ในอุตสาหกรรมมูลค่าสูง 3) ตลาดทุนไทยมีความพร้อมในการเป็นแหล่งระดมทุน
  • ความเสี่ยงสำคัญที่ถูกหยิบยกในการประชุมคือหนี้สาธารณะทั่วโลกที่สูงขึ้น ซึ่งอาจผลักดันให้ผลตอบแทนพันธบัตรสูงขึ้นต่อเนื่อง และกดดันมูลค่าหุ้นได้ แม้กำไรบริษัทจะเติบโต
  • ปัจจัยที่จะทำให้ตลาดมั่นใจมากขึ้น คือการเห็นโครงการลงทุนรอบใหม่เกิดขึ้นจริง, กำไรบริษัทเติบโตอย่างมีคุณภาพ และมีเงินออมระยะยาวไหลเข้าสู่ตลาดทุนอย่างต่อเนื่อง
  • โอกาสของประเทศไทยอยู่ที่การใช้จุดแข็งด้านเสถียรภาพ, การเชื่อมต่อกับการลงทุนโลก (เช่น วัฏจักร AI ผ่านการส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์) และการใช้ตลาดทุนระดมทรัพยากรเพื่อสร้างการเติบโตรอบใหม่

สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสเข้าร่วมการประชุมประจำปีของ IMF และธนาคารโลก และรับฟังการสัมมนาหลายเวที

ก่อนอื่น ต้องขอชื่นชมกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ร่วมกันเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งนี้ได้อย่างดียิ่ง จนได้รับเสียงชื่นชมจากผู้นำทั่วโลก

ถ้าให้เลือกหนึ่งคำที่สะท้อนภาพเศรษฐกิจโลกจากการประชุมครั้งนี้ คำนั้นคือ Resilience หรือความสามารถในการรับแรงกระแทกและปรับตัว

แม้โลกต้องเผชิญทั้งวิกฤติพลังงาน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนด้านการค้า แต่เศรษฐกิจโดยรวมยังขยายตัวได้ดีกว่าที่หลายฝ่ายเคยกังวล

IMF ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจโลกปีนี้เป็น 3.1% จาก 3.0% ในเดือนกรกฎาคม และคงประมาณการปีหน้าไว้ที่ 3.4% ส่วนประเทศไทยได้รับการปรับเพิ่มประมาณการปีนี้เป็น 2.1% จาก 1.9% 

ตัวเลขการเติบโตอาจขยับขึ้นไม่มาก แต่มีความหมายในภาวะที่แรงกดดันจากภายนอกยังสูง เพราะสะท้อนว่าภาคธุรกิจและระบบเศรษฐกิจสามารถหาทางรับมือกับปัญหาได้ดีกว่าที่คาด

แรงส่งสำคัญมาจากการลงทุนและการค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI ตั้งแต่ชิป อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงศูนย์ข้อมูล ซึ่งช่วยชดเชยแรงกดดันจากพลังงาน 

ขณะเดียวกัน ประเทศต่าง ๆ สามารถปรับตัวด้วยการหาแหล่งพลังงานใหม่และใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น

ไทยเองได้ประโยชน์ทั้งจากการปรับตัวด้านพลังงานและการส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อมโยงกับวัฏจักร AI แต่แรงส่งนี้ยังกระจุกตัว การฟื้นตัวจึงไม่ได้เกิดขึ้นเท่ากันในทุกอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม การประชุมครั้งนี้มีคำเตือนสำคัญว่า ความสามารถในการรับแรงกระแทกที่เราเห็นในวันนี้จะถูกทดสอบหนักขึ้นในวันข้างหน้า ซึ่งสอดคล้องกับชื่อรายงาน IMF World Economic Outlook ฉบับล่าสุดว่า “Resilience Under Strain, Urgent Choices” หรือ “ความสามารถในการรับแรงกระแทกกำลังเผชิญข้อจำกัด ทางเลือกที่ต้องเร่งตัดสินใจ”

ประเด็นที่สำคัญมากที่สุดคือหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก รัฐบาลหลายประเทศใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อช่วยเศรษฐกิจผ่านวิกฤตต่อเนื่อง ตั้งแต่โควิดจนถึงพลังงาน ขณะที่ยังมีภาระจากสังคมสูงวัย ความมั่นคง และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 

เมื่อหนี้สูงขึ้นและต้นทุนการกู้ยืมเพิ่มขึ้น งบประมาณส่วนหนึ่งต้องถูกนำไปจ่ายดอกเบี้ย ทำให้เหลือทรัพยากรสำหรับการลงทุนและการรับมือวิกฤตครั้งใหม่น้อยลง

สำหรับตลาดหุ้น ความเสี่ยงนี้สำคัญ เพราะหากความกังวลเรื่องหนี้ผลักดันผลตอบแทนพันธบัตรให้สูงขึ้นต่อเนื่อง ก็อาจเพิ่มต้นทุนเงินทุนและกดดันมูลค่าหุ้นได้ แม้กำไรบริษัทยังเติบโต 

เมื่อกลับมามองตลาดหุ้นไทย ผมยังคงมุมมองเดิม การประชุมครั้งนี้ไม่ได้ทำให้ผมเพิ่มหรือลดน้ำหนักความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มตลาด

ผมยังเชื่อว่าหุ้นไทยมีโอกาสฟื้นตัวต่อในระยะกลาง แต่การฟื้นตัวต้องอาศัยกำไรบริษัทจดทะเบียนและความคืบหน้าของการลงทุนรอบใหม่เป็นหลัก เส้นทางการฟื้นตัวจึงยังมีความผันผวน และโอกาสของหุ้นแต่ละกลุ่มจะแตกต่างกัน

เหตุผลที่ผมไม่ได้ปรับมุมมองดีขึ้น เพราะประเทศไทยเผชิญข้อจำกัดด้านการคลังเช่นเดียวกับหลายประเทศ

การปรับเพิ่มประมาณการ GDP เป็นข่าวดี แต่การเติบโตระดับประมาณ 2% ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ตลาดมีมุมมองที่ดีมากขึ้นต่อแนวโน้มระยะยาวได้ และเมื่อพื้นที่การคลังเหลือน้อยลง เราไม่สามารถคาดหวังให้รัฐบาลกู้เงินมากระตุ้นเศรษฐกิจได้ทุกครั้งที่การเติบโตสะดุด

ส่วนเหตุผลที่ผมไม่ได้ปรับมุมมองแย่ลง ประการแรกคือแรงกดดันเงินเฟ้อของไทยยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้และต่ำกว่าหลายประเทศ แม้เราไม่อาจประมาทความเสี่ยงจากพลังงาน แต่เงินเฟ้อที่ยังอยู่ในกรอบทำให้นโยบายการเงินยังมีพื้นที่สนับสนุนเศรษฐกิจได้มากกว่าประเทศที่ต้องต่อสู้กับเงินเฟ้อสูง ช่วยลดความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะต้องเผชิญทั้งต้นทุนพลังงานและต้นทุนการเงินที่สูงขึ้นพร้อมกัน

ประการที่สอง ประเทศไทยกำลังพยายามสร้างวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจไปสู่อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ทั้งอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล พลังงานสะอาด และธุรกิจที่เชื่อมโยงกับเทคโนโลยี การลงทุนเหล่านี้เป็นโอกาสที่จะเพิ่มผลิตภาพ สร้างรายได้ เพิ่มกำไรบริษัท และช่วยให้ประเทศเติบโตได้สูงกว่าเดิมในระยะยาว

จุดสำคัญคือ รัฐบาลต้องทำให้ FDI หรือการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่อยู่ระหว่างการตัดสินใจและเตรียมการ เดินหน้าลงทุนจริง พร้อมเชื่อมการลงทุนเหล่านี้เข้ากับเศรษฐกิจในประเทศให้มากที่สุด ตั้งแต่ผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้ให้บริการ ไปจนถึงการพัฒนาทักษะแรงงาน 

การมีโครงการขนาดใหญ่เข้ามาจะให้ประโยชน์เต็มที่เมื่อธุรกิจไทยสามารถเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่มูลค่า และนำความรู้มาต่อยอดความสามารถในการแข่งขันของตนเองได้ด้วย

ประการที่สาม ตลาดทุนไทยพร้อมมีบทบาทในการจัดหาเงินทุนสำหรับเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ยิ่งรัฐบาลมีข้อจำกัดด้านงบประมาณมากเท่าไร การระดมทุนจากภาคเอกชนยิ่งสำคัญมากขึ้นเท่านั้น เรามีทั้งตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ และกองทุนโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถเชื่อมเงินออมระยะยาวเข้ากับโครงการลงทุน โดยเลือกเครื่องมือให้เหมาะกับความเสี่ยงและกระแสเงินสดของแต่ละธุรกิจ

แต่ความพร้อมของช่องทางระดมทุนต้องมาพร้อมฐานเงินออมที่เพียงพอ ผมยังเชื่อว่าการสร้าง Investment Cycle รอบใหม่ต้องดำเนินควบคู่กับการสร้างเงินออมรอบใหม่ 

ข้อเสนอ TISA จึงมีความสำคัญ โดยควรออกแบบแรงจูงใจให้เกิดเงินออมเพิ่มจริง รวมถึงพัฒนาระบบการออมเพื่อเกษียณ เพื่อสร้างฐานผู้ลงทุนระยะยาวและลดการพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศมากเกินไป

กล่าวโดยสรุป มุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทยของผมยังคงอยู่เช่นเดิมหลังการประชุมครั้งนี้ 

เศรษฐกิจโลกแสดงให้เห็นแล้วว่าสามารถปรับตัวได้ดี ขณะเดียวกันก็เตือนเราว่าพื้นที่นโยบายสำหรับรับมือกับวิกฤตครั้งใหม่กำลังลดลง 

สำหรับประเทศไทย โอกาสอยู่ที่การใช้จุดแข็งด้านเสถียรภาพ เชื่อมต่อกับการลงทุนโลก และใช้ตลาดทุนระดมทรัพยากรไปสร้างธุรกิจที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้สูงขึ้นจริง

สิ่งที่ผมเชื่อว่าจะทำให้ตลาดมั่นใจมากขึ้นจากนี้ คือการเห็นโครงการลงทุนรอบใหม่เกิดขึ้นจริง กำไรบริษัทเติบโตอย่างมีคุณภาพ และเงินออมระยะยาวไหลเข้าสู่ตลาดทุนอย่างต่อเนื่อง

หากเราทำได้ การฟื้นตัวของตลาดหุ้นไทยก็จะมีฐานรองรับที่มั่นคงขึ้น และตลาดทุนจะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ประเทศไทยก้าวจากการประคองเศรษฐกิจ ไปสู่การสร้างการเติบโตรอบใหม่ที่ยั่งยืน