วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เป้าหมาย Superintelligence กับตลาดที่อาจต้องปรับฐานก่อนจะเป็นขาขึ้นรอบใหญ่

เตือนตลาด AI เสี่ยงปรับฐานก่อนขาขึ้นรอบใหญ่! ลงทุนทะลุล้านล้านดอลลาร์ แต่รายได้ตามไม่ทัน หวั่นโครงสร้างพื้นฐานไม่เพียงพอ-คนตกงานฉุดเศรษฐกิจ กดดันแม้แต่หุ้นผู้นำ AI

KEY POINTS

  • มีความเป็นไปได้สูงที่ตลาด AI จะปรับฐานก่อนเป็นขาขึ้นรอบใหญ่ เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ชิปและไฟฟ้า สร้างไม่ทันความก้าวหน้าของ AI ที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ทำให้การนำไปใช้จริงเกิดข้อจำกัด
  • เงินลงทุนใน AI ที่ระดับล้านล้านดอลลาร์ต่อปี วิ่งเร็วกว่ารายได้ของเศรษฐกิจ AI ทั้งโลกที่อยู่แค่ระดับแสนล้านดอลลาร์ ทำให้กำไรมีโอกาสไล่ตามไม่ทันในระยะสั้น และอาจนำไปสู่การปรับฐาน
  • การเติบโตแบบ K-Shape จะกดดันเศรษฐกิจ เมื่อ AI ทำให้คนตกงานมากขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อการบริโภคและทำให้ตลาดหุ้นโดยรวมต้องปรับความคาดหวังลง แม้แต่หุ้นผู้นำ AI ก็อาจต้องปรับฐานตาม

Bill Gates เคยกล่าวไว้ว่า “เรามักประเมินการเปลี่ยนแปลงในสองปีข้างหน้าสูงเกินไป แต่ประเมินการเปลี่ยนแปลงในสิบปีข้างหน้าต่ำเกินไป”

แม้หลายธีม AI จะซื้อขายใกล้จุดสูงสุด แต่ก็มีหลายกลุ่มที่ราคาหุ้นปรับฐานไปแล้วกว่า 20-50% ทั้งที่พัฒนาการด้าน AI มีให้เห็นโดดเด่นแทบทุกวัน

เป้าหมาย Superintelligence กับตลาดที่อาจต้องปรับฐานก่อนจะเป็นขาขึ้นรอบใหญ่

สำหรับเรื่องฟองสบู่ AI ครั้งนี้ ผมเคยชวนคิดหลายครั้งว่าฟองสบู่จะแตกหรือไม่ และจะเกิดขึ้นได้เพราะอะไรบ้าง วันนี้จึงจะชวนวิเคราะห์กันต่อว่า การปรับฐานหรือตลาดหมีจำเป็นต้องเกิดขึ้นหรือไม่ ก่อนที่เราจะไปถึงปลายทาง Superintelligence

ในมุมมองของผม คำตอบสั้นๆ คือ “มีความเป็นไปได้สูง” จากเรื่อง 3 ความไม่ทัน

เรื่องแรก AI เก่งขึ้นเร็วมาก แต่โครงสร้างพื้นฐานสร้างไม่ทัน

ความเห็นร่วมด้านพัฒนาการ AI ที่เด่นชัดที่สุดคือ San Francisco Consensus ที่เชื่อว่า AI จะพัฒนาตัวเองได้ และไปถึง Superintelligence หรือ AI ที่เก่งกว่าผู้เชี่ยวชาญมนุษย์ในทุกสาขาภายในปี 2030

ความก้าวหน้าเกิดขึ้นรวดเร็วตามคาด องค์กร METR วัดความสามารถของ AI ด้วยคำถามว่า ถ้ามอบงานให้ AI ทำเองตั้งแต่ต้นจนจบ มันจะทำงานที่ “ยาวแค่ไหน” ได้สำเร็จ โดยใช้เวลาที่ผู้เชี่ยวชาญมนุษย์ใช้ทำงานชิ้นเดียวกันเป็นเกณฑ์วัด

เมื่อต้นปี 2023 GPT-4 ทำได้แค่งานขนาด 4 นาที วันนี้โมเดลชั้นนำทำงานขนาดราว 16 ชั่วโมงได้สำเร็จครึ่งหนึ่งของครั้งที่ลอง หรือเกือบเท่ากับงานสองวันของคนหนึ่งคน

อย่างไรก็ตาม เมื่อออกมาสู่โลกกายภาพ ความสำเร็จนี้ยังห่างไกลจากสิ่งที่ธุรกิจต้องการ

การเทรนโมเดลแต่ละรอบใช้เวลาหลายสัปดาห์ ชิปขนส่งกันเป็นหลักเดือน ส่วนหม้อแปลงไฟฟ้าสำหรับศูนย์ข้อมูลกว่าจะได้ต้องรอเป็นหลักปี AI วันนี้จึงเหมือนซูเปอร์คาร์บนถนนที่สร้างเสร็จไม่ทัน เครื่องยนต์จะแรงแค่ไหน ก็วิ่งได้เร็วเท่าที่ถนนมีให้วิ่งเท่านั้น

เรื่องที่สอง เงินลงทุนวิ่งเร็วเกินกว่ากำไรจะตามทัน

ทุกเทคโนโลยีที่เปลี่ยนโลกต้องลงทุนก่อนแล้วจึงเก็บเกี่ยวทีหลัง ผลตอบแทนจึงลดลงก่อนแล้วค่อยพุ่งขึ้นเป็น J Curve

ปัญหาของรอบนี้คือขนาดของสองฝั่งต่างกันมาก กลุ่มบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เตรียมใช้งบลงทุนระดับล้านล้านดอลลาร์ต่อปีไปจนถึงปี 2030 ขณะที่รายได้ของเศรษฐกิจ AI ทั้งโลกในปีนี้อยู่แค่ระดับแสนล้านดอลลาร์ 

แม้รายได้จะโตเร็ว แต่เมื่อฐานการลงทุนใหญ่กว่าหลายเท่าและยังเร่งขึ้นทุกปี ผมมองว่าโอกาสที่กำไรจะไล่ทันการลงทุนในระยะสั้นมีน้อยมาก สัญญาณเริ่มเห็นแล้วว่าบางบริษัทมีกระแสเงินสดอิสระติดลบ หลังจากนี้แหล่งเงินจะเปลี่ยนจากเงินสดไปเป็นหนี้ และเมื่อลงทุนด้วยหนี้ ความอดทนของตลาดและธุรกิจจะยิ่งสั้นลงไปอีก

เรื่องที่สาม การเติบโตแบบ K-Shape กดดันบริษัทที่ตาม AI ไม่ทัน

ยิ่ง AI เก่งขึ้น ธุรกิจจะยิ่งแบ่งเป็นสองกลุ่มชัดเจน คือผู้ที่นำ AI มาใช้ได้ กับผู้ที่ถูก AI แย่งงาน

ผมมองว่าจำนวนบริษัทที่ถูก AI แย่งงานจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เริ่มจากการจ้างงานคนรุ่นใหม่ที่ถูกกดดัน แล้วลามขึ้นไปถึงตำแหน่งระดับกลาง เมื่อถึงจุดนั้น คำถามของตลาดจะเปลี่ยนไปเศรษฐกิจจะเติบโตต่อไหวหรือไม่

การบริโภคของสหรัฐฯ วันนี้พึ่งพาความมั่งคั่งจากราคาหุ้นเป็นอย่างมาก สัดส่วนมูลค่าหุ้นต่อรายได้ครัวเรือนขยับจากราว 1.8 เท่าเป็นเกือบ 2.5 เท่า ตั้งแต่ธีม AI เข้าสู่ตลาด

เมื่อความกังวลเรื่องงานเริ่มกดการใช้จ่าย หุ้นผู้นำ AI ก็ต้องปรับฐานตาม ไม่ใช่เพราะธุรกิจแย่ลง แต่เพราะตลาดทั้งกระดานต้องปรับความคาดหวังต่อเศรษฐกิจในภาพใหญ่

แล้วเราจะจัดพอร์ตอย่างไร

ระยะสั้น กระจายการลงทุนในกลุ่มผู้นำ AI หลายประเทศและหลายภูมิภาค

โดยเลือกตลาดที่ไม่ติดข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ประเทศที่มีกำลังผลิตไฟฟ้าเหลือ หรือสร้างโครงข่ายใหม่ได้เร็ว และเลือกบริษัทที่การเติบโตไม่ได้เร่งเกินขีดจำกัด ที่สำคัญคือระดับมูลค่าต้องเหมาะสมกับการเติบโต เช่น หุ้นที่กำไรโต 20% ต่อปีและซื้อขายที่ P/E 10 เท่า ย่อมปลอดภัยกว่าหุ้นที่ซื้อขาย P/E สูงกว่าการเติบโต

ระยะกลาง เพิ่มน้ำหนักสินทรัพย์ปลอดภัย

เช่น เงินสด ตราสารหนี้ระยะสั้น และทองคำ ไม่ใช่เพื่อหนีตลาด แต่เพื่อมีเงินสดพร้อมซื้อผู้ชนะตัวจริงในราคาที่สมเหตุสมผลเมื่อการปรับฐานมาถึง

ระยะยาว ลงทุนในธุรกิจที่ AI ทดแทนไม่ได้ แต่ได้ประโยชน์จากความฉลาดของ AI

เช่น ธุรกิจที่มีข้อมูลหรือความเชี่ยวชาญเฉพาะของตัวเอง ธุรกิจในอุตสาหกรรมที่มีการกำกับเข้มงวด หรือธุรกิจที่มีสินทรัพย์จริงที่คู่แข่งสร้างตามไม่ได้ ธุรกิจกลุ่มนี้ใช้ AI ลดต้นทุนได้เต็มที่ โดยที่จุดแข็งของตัวเองยังอยู่ครบ

ปลายทางในสิบปีข้างหน้าของ Superintelligence อาจยิ่งใหญ่กว่าที่เราคิด ขณะที่การปรับฐานใน 1-2 ปีข้างหน้าคือราคาของความคาดหวัง และเราจะได้รู้ไปพร้อมกันครับ

Note: KRSEMI คือ ETF หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์เกาหลีใต้ (091160 KS) ส่วน CNSEMI คือ ETF หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์จีน (3191 HK) กราฟแสดงการปรับตัวลงจากจุดสูงสุดของแต่ละ ETF; ที่มา: Bloomberg, FSS