วันจันทร์ ที่ 5 ตุลาคม 2569

Login
Login

ดอกเบี้ยขาขึ้นรอบใหม่ ไม่ใช่ “ปี 2022 ภาคสอง”: มุมมองการลงทุนช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2026

Bond Yield ขาขึ้นรอบใหม่แตกต่างจากปี 2022 หลัง Real Yield สะท้อนเศรษฐกิจที่ยังแข็งแกร่ง เปิดโอกาสตราสารหนี้ Investment Grade ขณะที่หุ้นเทคโนโลยีและ AI ยังเป็นแกนหลัก พร้อมกระจายโอกาสลงทุนไปยังยุโรป ญี่ปุ่น จีน และอินเดีย

KEY POINTS

  • การขึ้นดอกเบี้ยรอบใหม่แตกต่างจากปี 2022 เนื่องจากเกิดจากการเพิ่มขึ้นของ Real Yield (อัตราผลตอบแทนที่แท้จริง) ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ ไม่ใช่ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่ควบคุมไม่ได้
  • ตลาดตราสารหนี้คุณภาพดีกลับมาน่าสนใจ โดยเฉพาะหุ้นกู้ระดับ Investment Grade อายุ 5-10 ปี ที่สามารถล็อกผลตอบแทนในระดับสูงเพื่อสร้างความมั่นคงให้พอร์ตการลงทุนได้ เนื่องจากระดับผลตอบแทนปัจจุบันสูงกว่าในอดีตมาก
  • ตลาดหุ้นยังคงมีแนวโน้มที่ดี โดยมีกลุ่มเทคโนโลยีและ AI เป็นแกนหลัก เนื่องจากบริษัทขนาดใหญ่สามารถสร้างรายได้จากการลงทุนใน AI ได้จริง และคาดว่าการลงทุนจะชะลอตัวลงซึ่งจะส่งผลดีต่อกำไรในอนาคต
  • โอกาสการลงทุนไม่ได้จำกัดอยู่แค่หุ้นเทคโนโลยี แต่ยังกระจายตัวไปยังภูมิภาคอื่น เช่น หุ้นกลุ่มวัฏจักรในยุโรป, หุ้นที่ได้ประโยชน์จากการปฏิรูปในญี่ปุ่น และการเลือกลงทุนในบริษัทพื้นฐานดีในจีนและอินเดีย
  • กลยุทธ์ที่แนะนำคือการกระจายการลงทุนระหว่างตราสารหนี้คุณภาพสูงเพื่อความมั่นคง และหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งเพื่อสร้างการเติบโต โดยเน้นบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตของ AI

เดือนกันยายนที่ผ่านมาเป็นอีกช่วงเวลาที่ทดสอบความอดทนของนักลงทุนทั่วโลก ตลาดพันธบัตรเผชิญแรงขายอย่างหนักจนผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีปรับขึ้นเหนือ 5.2% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 ขณะเดียวกันธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2023 ส่งผลให้นักลงทุนจำนวนมากกังวลว่าตลาดอาจเผชิญสถานการณ์คล้ายปี 2022 ที่ทั้งหุ้นและตราสารหนี้ปรับตัวลงพร้อมกัน อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาปัจจัยเบื้องหลังการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในรอบนี้ จะพบว่าสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจแตกต่างจากปี 2022 อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้มุมมองการลงทุนในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2026 ยังมีความน่าสนใจ ทั้งในตลาดตราสารหนี้คุณภาพดีและตลาดหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ

ปัจจัยกดดันสำคัญในไตรมาส 3 มาจากการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ย หลังตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะการจ้างงานและภาคธุรกิจออกมาแข็งแกร่งกว่าคาด ประกอบกับราคาน้ำมันที่ได้รับแรงหนุนจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ความกังวลด้านเงินเฟ้อกลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง ธนาคารกลางหลักหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น Fed, ECB และ BoJ ต่างดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น

สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ตลาดหุ้นไม่ได้ตอบสนองในเชิงลบเหมือนในอดีต ดัชนี S&P 500 ยังคงเคลื่อนไหวใกล้ระดับสูงสุดเดิม โดยได้รับแรงสนับสนุนจากกลุ่มเทคโนโลยีและการสื่อสาร สะท้อนว่าตลาดกำลังให้น้ำหนักกับการเติบโตของกำไรบริษัท โดยเฉพาะรายได้ที่เกี่ยวข้องกับ AI มากกว่าความกังวลเรื่องต้นทุนทางการเงิน

อีกประเด็นสำคัญคือ การปรับขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตรรอบนี้เกิดจากการเพิ่มขึ้นของ Real Yield หรืออัตราผลตอบแทนที่แท้จริง มากกว่าการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะยาว ซึ่งยังอยู่ในกรอบที่ควบคุมได้ ความแตกต่างนี้มีนัยสำคัญ เพราะหากยีลด์สูงขึ้นจากเงินเฟ้อที่ควบคุมไม่ได้ จะเป็นสัญญาณเชิงลบต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงิน แต่การที่ Real Yield ปรับสูงขึ้นกลับสะท้อนว่าตลาดยังเชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจและความสามารถของธนาคารกลางในการรักษาเสถียรภาพด้านราคา

เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2022 จะเห็นความแตกต่างชัดเจน ในอดีตรอบการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed หลายครั้ง เช่น ปี 1999, 2004 และ 2016 หุ้นกู้ภาคเอกชนยังสามารถสร้างผลตอบแทนเป็นบวกในช่วงหลายเดือนหลังการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก โดยปี 2022 ถือเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากนักลงทุนเริ่มต้นด้วยอัตราผลตอบแทนที่ต่ำมาก ทำให้ไม่มีส่วนชดเชยเพียงพอต่อการปรับลดลงของราคา

ปัจจุบันสถานการณ์ต่างออกไป เนื่องจากผลตอบแทนตราสารหนี้อยู่ในระดับที่สูงกว่าเดิมมาก ส่งผลให้นักลงทุนได้รับดอกเบี้ยรับที่สามารถช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของราคา และยังมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่น่าสนใจหากอัตราดอกเบี้ยเริ่มทรงตัวในอนาคต ในเชิงกลยุทธ์ เรามองว่าตราสารหนี้คุณภาพดีเริ่มกลับมามีบทบาทสำคัญในการสร้างความมั่นคงให้กับพอร์ตการลงทุนอีกครั้ง โดยเฉพาะหุ้นกู้ระดับ Investment Grade อายุเฉลี่ย 5-10 ปี ที่สามารถล็อกผลตอบแทนในระดับที่น่าสนใจ ขณะที่พันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อ (TIPS) ยังเป็นทางเลือกที่ดีในการป้องกันความเสี่ยงหากเงินเฟ้อทรงตัวนานกว่าคาด

ด้านตลาดหุ้น ประเด็นสำคัญยังคงอยู่ที่การเติบโตของ AI และบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่หรือกลุ่ม Hyperscaler เช่น Alphabet, Amazon, Meta, Microsoft และ Oracle ซึ่งเริ่มแสดงให้เห็นว่าการลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐาน AI สามารถสร้างรายได้จริง ไม่ได้เป็นเพียงความคาดหวังของตลาด รายได้จากธุรกิจคลาวด์ของบริษัทเหล่านี้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ขณะที่บริการ AI สำหรับองค์กรได้รับการยอมรับมากขึ้น ส่งผลให้การเติบโตของรายได้มีความชัดเจนมากขึ้น แม้ว่าระยะสั้นจะเผชิญแรงกดดันจากค่าใช้จ่ายและการลงทุนที่สูง แต่ตลาดเริ่มมองว่าการลงทุนดังกล่าวกำลังเข้าใกล้จุดสูงสุด และอัตราการเติบโตของรายจ่ายลงทุน (Capex) มีแนวโน้มชะลอลงในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า

ถ้าหากเป็นเช่นนั้น กระแสเงินสดอิสระและความสามารถในการทำกำไรของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำจะมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนมูลค่าหุ้นในระยะกลางถึงระยะยาว นอกจากนี้ ระดับการประเมินมูลค่าเมื่อเทียบกับศักยภาพการเติบโตยังไม่ตึงตัวเหมือนในอดีต ทำให้กลุ่มเทคโนโลยียังคงเป็นแกนหลักของการลงทุน โดยเฉพาะบริษัทที่สามารถสร้างรายได้จาก AI ได้อย่างหลากหลาย อย่างไรก็ตาม จุดเด่นของตลาดในช่วงครึ่งหลังของปีไม่ได้อยู่เพียงการนำของหุ้นเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการกระจายตัวของผลตอบแทนไปยังอุตสาหกรรมอื่นมากขึ้น การฟื้นตัวของกำไรบริษัทจดทะเบียนในหลายภูมิภาคช่วยเปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถกระจายการลงทุนได้กว้างขึ้น

ในยุโรป หุ้นกลุ่มวัฏจักรเศรษฐกิจและสถาบันการเงินยังมีแนวโน้มกำไรที่แข็งแกร่ง ขณะที่ตลาดหุ้นสวิตเซอร์แลนด์มีคุณสมบัติช่วยลดความผันผวนของพอร์ต ส่วนในเอเชีย ญี่ปุ่นยังได้รับประโยชน์จากการปฏิรูปธรรมาภิบาลของภาคธุรกิจ สิงคโปร์มีลักษณะเชิงรับที่เหมาะกับภาวะตลาดผันผวน และจีนกับอินเดียยังมีโอกาสจากการเลือกลงทุนรายบริษัทที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและมูลค่าไม่แพงเมื่อเทียบกับศักยภาพการเติบโตในระยะยาว

โดยสรุป แม้การปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยและผลตอบแทนพันธบัตรจะสร้างความผันผวนในระยะสั้น แต่บริบททางเศรษฐกิจในปัจจุบันแตกต่างจากปี 2022 อย่างมีนัยสำคัญ การที่ Real Yield สูงขึ้นสะท้อนความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจมากกว่าความเสี่ยงเงินเฟ้อที่ควบคุมไม่ได้ ทำให้ตราสารหนี้คุณภาพดีกลับมามีความน่าสนใจ ขณะเดียวกันการเติบโตของ AI และการขยายตัวของกำไรภาคธุรกิจยังคงสนับสนุนตลาดหุ้นทั่วโลก ดังนั้นการกระจายการลงทุนระหว่างตราสารหนี้คุณภาพสูงและหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง ยังคงเป็นแนวทางที่เหมาะสมสำหรับการสร้างผลตอบแทนในช่วงที่เหลือของปี 2026 และต่อเนื่องไปในระยะยาว.

ทั้งนี้ข้อมูลและความเห็นในบทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น โดยอาศัยข้อมูลจากแหล่งข้อมูลสาธารณะซึ่งปรากฎขณะจัดทำ อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ในแต่ละขณะ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งขอคำแนะนำจากผู้แนะนำการลงทุนของท่านเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน และพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจ และ ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปแต่ละขณะ ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูล