Stablecoin กำลังเปลี่ยนบทบาทจากสินทรัพย์สำหรับพักเงินในตลาดคริปโทฯ สู่โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินรูปแบบใหม่ หลังการใช้งานขยายตัวทั้งการชำระเงิน โอนเงินข้ามประเทศ และธุรกรรมระหว่างธุรกิจ ขณะที่ Visa และสถาบันการเงินเริ่มเชื่อมต่อกับระบบมากขึ้น ควบคู่กับการออกกฎกำกับดูแลที่ชัดเจนขึ้นทั่วโลก
KEY POINTS
- Stablecoin ได้เปลี่ยนบทบาทจาก "ที่พักเงิน" ในตลาดคริปโทฯ ไปสู่เครื่องมือสำหรับการชำระเงิน, การโอนเงินข้ามประเทศ, การบริหารเงินสดของบริษัท และการชำระบัญชีระหว่างสถาบันการเงิน
- มูลค่าตลาด (Market Cap) เติบโตจากไม่ถึง 3 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2020 สู่ระดับหลายแสนล้านดอลลาร์ และปริมาณธุรกรรม (Transaction Volume) เพิ่มขึ้นในอัตราที่เร็วกว่าการเติบโตของมูลค่าตลาด สะท้อนถึงการใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
- การใช้งานในภาคธุรกิจ (B2B Payment) เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยถูกนำไปใช้จ่ายเงินให้ซัพพลายเออร์และโอนเงินระหว่างประเทศมากขึ้น เพื่อลดขั้นตอน ลดระยะเวลา และทำธุรกรรมได้ตลอด 24/7
- บริษัทชำระเงินรายใหญ่อย่าง Visa เริ่มเชื่อมต่อ Stablecoin เข้ากับระบบการชำระเงินของผู้บริโภค ทำให้ Stablecoin มีโอกาสกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานเบื้องหลังการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
- Stablecoin เริ่มเชื่อมโยงกับระบบการเงินดั้งเดิมมากขึ้น โดยผู้ออกเหรียญได้กลายเป็นผู้ซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ รายสำคัญ ซึ่งส่งผลต่อสภาพคล่องของระบบการเงินโลก
- หน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลก รวมถึง ก.ล.ต. ของไทย เริ่มให้ความสนใจและกำหนดกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนขึ้น ซึ่งช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นและเปิดทางให้สถาบันการเงินเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น
หากย้อนกลับไปไม่กี่ปีก่อน Stablecoin อาจถูกมองเป็นเพียง “ที่พักเงิน” ของนักลงทุนคริปโทฯ ใช้สำหรับเปลี่ยนจาก Bitcoin หรือสินทรัพย์ดิจิทัลกลับมาเป็นเงินที่มีมูลค่าค่อนข้างคงที่
แต่วันนี้ภาพนี้กำลังเปลี่ยนไป
ในต่างประเทศ Stablecoin เริ่มถูกนำไปใช้กับการชำระเงิน การโอนเงินข้ามประเทศ การบริหารเงินสดของบริษัท และการ Settlement ระหว่างสถาบันมากขึ้น จนคำถามสำคัญอาจไม่ใช่แค่ว่า Stablecoin จะโตหรือไม่ แต่คือ Stablecoin กำลังเติบโตไปเป็นอะไรกันแน่
ตัวเลข Market Capitalization เป็นจุดเริ่มต้นที่เห็นภาพได้ง่ายที่สุด
ในปี 2020 มูลค่า Stablecoin ที่หมุนเวียนอยู่ทั่วโลกยังต่ำกว่า $30 billion แต่เมื่อเข้าสู่เดือนธันวาคม 2024 Stablecoin Supply เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ $186 billion ก่อนกระโดดขึ้นกว่า 50% ในปี 2025 สู่ประมาณ $274 billion ณ สิ้นปี ตามข้อมูลของ Visa
การขยายตัวยังดำเนินต่อมาในปี 2026 โดยมูลค่าตลาดทำสถิติสูงสุดราว $320 billion ในเดือนพฤษภาคม 2026 ก่อนลดลงตามภาวะตลาดและอยู่ที่ประมาณ $311 billion ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2026
ดังนั้น เส้นทางของ Stablecoin ไม่ได้ขึ้นเป็นเส้นตรงตลอดเวลา แต่หากถอยออกมามองในระยะหลายปี ขนาดของตลาดเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จากสินทรัพย์เฉพาะกลุ่มของอุตสาหกรรมคริปโท กลายเป็นตลาดระดับหลายแสนล้านดอลลาร์
และตลาดนี้ยังมีความกระจุกตัวสูงมาก ณ สิ้นเดือนสิงหาคม USDT มีมูลค่าประมาณ $183 billion ขณะที่ USDC อยู่ที่ประมาณ $73.9 billion หมายความว่าเพียงสองเหรียญนี้มีสัดส่วนรวมกันมากกว่า 80% ของตลาด Stablecoin ทั้งหมด ขณะเดียวกัน BIS ประเมินว่าประมาณ 98% ของมูลค่า Stablecoin ยังอ้างอิงกับเงินดอลลาร์สหรัฐ
นี่จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของ Crypto Adoption เท่านั้น แต่กำลังกลายเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการนำ “เงินดอลลาร์” เข้าไปอยู่บนโลกดิจิทัล
อย่างไรก็ตามตัวเลขที่น่าสนใจกว่า Market Cap คือ Transaction Volume
Coinbase Institutional ระบุว่า ตั้งแต่ต้นปี 2024 มูลค่าตลาด Stablecoin เพิ่มขึ้นประมาณ 2 เท่า แต่ Adjusted Transaction Volume กลับเพิ่มขึ้นราว 4-5 เท่า และแตะระดับมากกว่า $1 trillion ต่อเดือน ในปี 2026
นั่นหมายความว่า นอกจากจำนวน Stablecoin ในระบบจะเพิ่มขึ้นแล้วธุรกรรมการโอนและการใช้งานบนเครือข่ายก็เพิ่มขึ้นในอัตราที่เร็วกว่าการเพิ่มขึ้นของ Supply ด้วย
อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจคือประมาณ 20% ของ Volume เกิดขึ้นในวันเสาร์และอาทิตย์ สะท้อนข้อได้เปรียบสำคัญของ Blockchain ที่สามารถ Settlement ได้ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์
จาก Crypto Trading สู่ B2B Payment อย่างไรก็ตาม Transaction Volume บน Blockchain ไม่ได้หมายถึงการซื้อสินค้าและบริการทั้งหมด เพราะส่วนหนึ่งมาจากธุรกรรมการซื้อขายสินทรัพย์ การ Arbitrage และการย้าย Liquidity
McKinsey และ Artemis ประเมินว่า Stablecoin Payment ที่เกี่ยวข้องกับการชำระเงินจริงอยู่ที่ประมาณ $390 billion ต่อปี ณ สิ้นปี 2025
แม้ยังคิดเป็นสัดส่วนเล็กเมื่อเทียบกับ Global Payments แต่ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าจากปีก่อน
และ Use Case ที่เติบโตเด่นที่สุดคือ B2B Payment ซึ่งมีมูลค่าประมาณ $226 billion ต่อปี และเพิ่มขึ้นราว 733% YoY
Stablecoin จึงเริ่มมีบทบาทมากขึ้นในการจ่ายเงินให้ Supplier การโอนเงินระหว่างบริษัทลูก การจ่ายเงินข้ามประเทศ และการบริหาร Treasury จุดเด่นที่มักถูกกล่าวถึงคือ การลดขั้นตอนของตัวกลางในบางกรณี สามารถช่วยลดตัวกลาง ลดระยะเวลา Settlement และสามารถเคลื่อนย้ายเงินได้ตลอดเวลา
อีกสัญญาณหนึ่งคือการขยับของบริษัท Payment รายใหญ่ ณ เดือนกันยายน 2026 Visa มี Stablecoin-linked Card Programs มากกว่า 160 โปรแกรมทั่วโลก โดย Payment Volume เพิ่มขึ้นเกือบ 200% YoY ขณะเดียวกัน Stablecoin Settlement Volume บนเครือข่าย Visa เพิ่มขึ้นจนมี Annualized Run Rate มากกว่า $20 billion จากประมาณ $7 billion ในเดือนเมษายน
แม้ยังเล็กเมื่อเทียบกับธุรกิจหลักของ Visa แต่สะท้อนว่า Stablecoin เริ่มถูกเชื่อมเข้ากับระบบ Payment ที่ผู้บริโภคใช้อยู่แล้ว ในอนาคต ผู้ใช้อาจถือ USDC หรือ USDT อยู่เบื้องหลัง แต่ยังสามารถจ่ายเงินให้ร้านค้าที่รับเงินบาท ยูโร หรือเยนได้ตามปกติ โดยแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่า Stablecoin เข้ามาเกี่ยวข้อง
อีกแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากประเทศที่ประชาชนต้องการเข้าถึงเงินดอลลาร์ เพื่อป้องกันความผันผวนของค่าเงินท้องถิ่น หรือหรือเข้าถึงช่องทางการโอนและการถือครองมูลค่าที่ตอบโจทย์บริบทของระบบการเงินในประเทศนั้น
นี่ทำให้ Stablecoin แตกต่างจาก Crypto Asset จำนวนมาก คนอาจซื้อ Bitcoin เพราะหวังว่าราคาจะขึ้น แต่คนจำนวนหนึ่งถือ Stablecoin เพราะต้องการให้มูลค่าเงิน ไม่เปลี่ยนมาก และเมื่อการเข้าถึงทำได้ง่ายๆผ่าน Smartphone และ Digital Wallet ตลาดที่ Stablecoin สามารถเข้าไปแข่งขันได้จึงใหญ่กว่าโลกของการเก็งกำไรใน Crypto มาก
สำหรับ Stablecoin อย่าง USDT และ USDC ที่อ้างอิงกับดอลลาร์จำนวนมากมีเงินสำรองในสินทรัพย์สภาพคล่องสูง โดยเฉพาะ U.S. Treasury Bills
BIS ระบุว่า ณ สิ้นปี 2025 ผู้ออก Stablecoin มี Exposure ต่อ Treasury Bills ประมาณ $153 billion นั่นหมายความว่าเมื่อ Stablecoin เติบโต ผู้ออกเหรียญก็เริ่มกลายเป็นผู้ซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ รายสำคัญมากขึ้นด้วย
Stablecoin จึงไม่ได้อยู่แยกออกจากระบบการเงินเดิมอีกต่อไป แต่เริ่มเชื่อมโยงกับตลาดพันธบัตร ตลาดเงิน และสภาพคล่องของระบบการเงินโลก
กฎระเบียบเริ่มชัดเจนมากขึ้น อีกปัจจัยที่ช่วยให้สถาบันสนใจ Stablecoin มากขึ้นคือ Regulatory Clarity
สหรัฐฯ ผ่าน GENIUS Act ในเดือนกรกฎาคม 2025 กำหนดกรอบกำกับดูแลสำหรับ Payment Stablecoin โดยรวมถึงข้อกำหนดให้มีสินทรัพย์สำรองรองรับอย่างน้อย 1:1 และข้อกำหนดด้านการเปิดเผยข้อมูลและการกำกับดูแล
เมื่อกฎเกณฑ์เริ่มชัดขึ้น ธนาคาร บริษัท Payment และสถาบันการเงินจึงสามารถเข้ามาพัฒนา Stablecoin Infrastructure ได้ง่ายขึ้นกว่าในอดีต
ประเทศไทยเริ่มเห็นแนวโน้มเดียวกัน เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2026 ก.ล.ต. เปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการกำกับธุรกรรม Stablecoin หลังจากสำนักงาน ก.ล.ต. ระบุว่าปริมาณและมูลค่าธุรกรรม stablecoin โดยเฉพาะ USDT มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ประเด็นที่ถูกจับตาครอบคลุมทั้งการฟอกเงิน อาชญากรรมทางเทคโนโลยี และการใช้ Stablecoin เพื่อโอนเงินข้ามประเทศสะท้อนว่า Stablecoin เริ่มมีความสำคัญต่อระบบการเงินในไทยมากขึ้น ไม่ได้เป็นเพียงสินทรัพย์สำหรับซื้อขายในตลาด Crypto เท่านั้น
Stablecoin ยังอยู่ไกลจากการแทนที่ระบบการเงินเดิมทั้งหมด และการใช้งานจริงยังมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับ Global Payments แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนคือ “บทบาท”
จากเงินพักในตลาด Crypto กำลังขยับไปสู่ B2B Payment, Cross-border Transfer, Treasury Management และ Settlementและจากสินทรัพย์ที่ผู้ใช้ต้องเข้าใจ Blockchain กำลังมีโอกาสกลายเป็น Infrastructure ที่ทำงานอยู่เบื้องหลังโดยที่ผู้ใช้อาจไม่รู้ตัว ขณะที่ขนาดการใช้งานในอนาคตยังขึ้นอยู่กับการยอมรับของผู้ใช้งาน โครงสร้างพื้นฐาน ต้นทุน และทิศทางของกฎเกณฑ์ในแต่ละประเทศ
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น มิได้เป็นคำแนะนำในการลงทุน การตัดสินใจลงทุนควรพิจารณาจากปัจจัยหลายด้านและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของแต่ละบุคคล





