วันอังคาร ที่ 29 กันยายน 2569

Login
Login

ไทยก็มีขันที

ในซีรีส์ประวัติศาสตร์จีนเราเห็นบทบาทของขันทีในการแทรกแซงกิจการของราชสำนักจนหลายราชวงศ์ล่มสลายไป เราเห็นอยู่ซ้ำๆ จนนึกว่าขันทีมีแต่ในจีน

แต่แท้จริงแล้วมีในราชสำนักอินเดีย เปอร์เชีย (จักรวรรดิออตโตมาน) เวียดนาม พม่าและราชสำนักสยาม

คำว่า “ขันที” เพี้ยนมาจากภาษาสันสกฤต “ษณฺฒ” (อ่านว่า สัน-ทะ) ซึ่งหมายถึงชายที่ถูกตอน มีหน้าที่ดูแลรับใช้กษัตริย์และเจ้านายผู้หญิงในเขตพระราชฐานชั้นใน

สำหรับขันทีจีนนั้นต้องเริ่มตั้งแต่เด็กชายอายุ 8-14 ปี ใช้มีดคมกริบคว้านตัดอวัยวะเพศออกทั้งหมดจนไม่เหลือ เลือดจะออกมากจนต้องเอาผ้ามัดไว้แน่นพร้อมกับใช้สมุนไพรช่วย บ้างก็ไม่รอด

สมัยหนึ่งสถานที่รับจ้างก็คือหน้าพระราชวัง เมื่อเป็นคนถูกตอนแล้วจึงจะไปสมัครผ่านเส้นสาย ขันทีจะเก็บอวัยวะที่ตัดออกไปรวมไว้ในโถอย่างดีเพื่อเอาไปใส่กับศพตอนตาย โดยเชื่อว่าจะได้กลับมาเกิดเป็นชายเต็มตัว

เคยอ่านบันทึกฝรั่งเกี่ยวกับขันทีว่า เมื่อมาพบขันทีเขาจะได้กลิ่นปัสสาวะโชยมาก่อนตัวเสมอ เข้าใจว่าท่อปัสสาวะคงยังมีอยู่แต่การควบคุมการขับถ่ายคงไม่ดีจนทำให้ซึมไหลออกมา

เรื่องไทยก็มีขันทีด้วยนั้นเป็นที่ทราบกันดีในหมู่ผู้สนใจแต่อยู่ในแวดวงจำกัด ขอนำมาเล่าต่อเพราะน่าจะเป็นเรื่องแปลกสำหรับคนจำนวนไม่น้อยและมีแง่มุมน่าสนใจให้คิด

งานศึกษาขันทีของราชสำนักสยาม เริ่มปรากฏในปี 2561 ของคุณ Julispong Chularatana และอีกบทความสำคัญที่ทำให้เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายเป็นของ

Katherine Bowie, Eunuchs in Siam : Before, During and After The Reign of King Narai in Ayutthaya ตีพิมพ์ใน The Journal of The Siam Society ปี 2565 

อาจารย์ Katherine เป็นนักมานุษยวิทยา-สังคมวิทยา- ประวัติศาสตร์-รัฐศาสตร์ จาก University of Wisconsin ที่มีชื่อเสียงมาก ท่านศึกษาเรื่องราวของประวัติศาสตร์ไทยและล้านนามานานกว่า 40 ปี สร้างคุณประโยชน์ให้แก่วงวิชาการไทยอย่างมาก

อาจารย์ Katherine ค้นคว้าเอกสารต่างๆ และยืนยันว่า ขันทีมีอยู่ในราชสำนักสยามแต่มีจำนวนน้อย โดยมีบทบาทการทำงานเป็นการเฉพาะมากกว่าที่จะเป็นสถาบันดังเช่นราชสำนักจีนที่มียาวนาน 

มีหลักฐานบันทึกในยุคสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ.2200-2231) หรือเมื่อประมาณ 350 กว่าปีก่อน ซึ่งเป็นยุคที่มีฝรั่งเดินทางมาค้าขายและบันทึกเหตุการณ์และความเป็นไปของราชสำนักและบ้านเมืองอย่างละเอียดกว่ายุคโบราณใดๆ

ลาลูแบร์ผู้เดินทางมาสยามในช่วงเวลา พ.ศ.2230-2231 ระบุว่ามีขันทีอยู่ประมาณ 8-10 คน

อาจารย์กล่าวว่า เมื่อเปรียบเทียบกับราชสำนักอื่นๆ แล้ว มีจำนวนน้อยมาก ราชสำนักเปอร์เซียมีอยู่ประมาณ 3,000 คน ราชสำนักจีนในปลายราชวงศ์หมิงอาจมีถึง 100,000 คน ในจำนวน 8-10 คนนี้อาจารย์เชื่อว่าน่าจะเป็น “ขันทีแขก” ที่เริ่มมีการนำเข้ามาในยุคสมัยของสมเด็จพระนารายณ์ 

เพราะหากมีขันทีจำนวนมากก่อนหน้านี้น่าจะเป็นขันทีจีน เนื่องจากก่อนหน้านี้ไม่นานราชวงศ์หมิงล่มสลาย ต่อมามีการขยายการค้าไปทั่วของราชวงศ์ชิง ซึ่งทำให้มีคนจีนเดินทางเข้ามามากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีกทั้งไม่มีหลักฐานว่าสยามมีขันทีโดยใช้คนพื้นบ้าน

ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ สยามมิได้ลอกเลียนระบบขันทีจากจีนและเปอร์เซีย ขันทีในที่อื่นนั้นสามารถเป็นข้าราชการสำนักตำแหน่งสูง แม่ทัพ ผู้บริหาร นายทหาร ผู้ประกอบพิธี ผู้ดูแลผู้หญิงในเขตราชฐานชั้นใน

แต่ในกรณีของสยามนั้นแตกต่างไป ขันทีที่มีจำนวนน้อยนี้ทำงานเชี่ยวชาญพิเศษ มิได้เป็น ผู้ควบคุมดูแลเหล่าบรรดาหญิงฝ่ายในมิให้ชายใดเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วย 

หากขันทีไทยดูจะมีหน้าที่สนับสนุนผลประโยชน์ของทั้งพระเจ้าแผ่นดินและหญิงในราชสำนักฝ่ายใน โดยทำงานเป็นคนกลางที่ทั้งสองฝ่ายเชื่อถือในกิจการต่าง ๆ ภายในเขตชั้นในและกับชั้นนอก

เหตุใดสยามจึงมีขันทีจำนวนน้อย? อาจารย์พบว่าไม่เคยมีบันทึกว่า “การตอน” เป็นประเพณีปฏิบัติของสังคมสยาม ไม่ว่าจะกระทำกับนักโทษ ทาส หรือโจรผู้ร้าย ดังนั้น ขันทีจึงต้องมาจากการนำเข้าเท่านั้น 

และประการสำคัญมีการเคารพสถานะของหญิงสยาม ซึ่งมีเสรีภาพทั้งในชีวิตและการประกอบกิจการทางเศรษฐกิจ สามารถดำเนินชีวิตที่ “ควบคุม” ตนเองได้พอควรเมื่อเปรียบเทียบกับราชสำนักอื่น ๆ ดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็นในการควบคุมอันผลให้มีความต้องการขันทีอย่างเป็นเรื่องเป็นราวน้อย

สิ่งที่น่าสังเกตในเรื่องขันทีก็คือ ในช่วงเวลาก่อนหน้าสมเด็จพระนารายณ์มีหลักฐานน้อยมากว่ามีขันทีในสยาม และมีความเป็นไปได้ว่ามีขันทีจำนวนน้อย เฉพาะในยุคของพระองค์เท่านั้นที่มีการติดต่อกับเอเชียตอนใต้และเปอร์เซีย จึงมีการบันทึกเรื่องขันทีโดยชาวต่างประเทศ 

ช่วงเวลาที่ไม่มีการบันทึกเลยก็คือหลังจากกรุงแตกจนถึงยุคธนบุรี เรื่องราวของขันทีมาปรากฏอีกครั้งในสมัยรัชกาลที่ 1 ในวรรณคดีรามเกียรติ์ ซึ่งกล่าวถึงขันทีของราชสำนักจีนและเปอร์เซียหลายครั้ง 

เรื่องของขันทีปรากฏตัวอีกครั้งในช่วงเวลา พ.ศ.2405-2410 ในสมัยรัชกาลที่ 4 เมื่อมีบันทึกของนาง Anna Leonowens ถึงเรื่องราวในราชสำนักว่าได้พบเห็นขันที 2 คนหรือมากกว่านั้น ดังนั้น จึงเชื่อได้ว่ามีขันทีอยู่ในสยามในสมัยรัชกาลที่ 4 แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีหลักฐานใดเกี่ยวกับขันทีอีกเลย

กล่าวโดยสรุปได้ว่า สยามเคยมีขันทีแต่มิได้เกิดเป็นระบบการใช้งานขันที เช่น ราชวงศ์จีน เปอร์เชียและเวียดนาม จนเกิดเป็นสถาบันที่เข้มแข็งและกลายเป็นปัญหาดังเช่นของจีน เหตุที่ระบบขันทีมิได้เบ่งบานในสยามตั้งแต่อยุธยายุคสมเด็จพระนารายณ์ฯ

ก็เพราะสถานะของหญิงสยาม อีกทั้งมีเสรีภาพและมีความสามารถในการ “ดูแล” ตนเองในระดับหนึ่ง จนไม่มีความต้องการขันทีมาใช้งานในการดูแลควบคุม  ดังนั้น ขันทีจึงมิได้กลายเป็นสถาบันขึ้น

การมีขันทีโยงใยอย่างสำคัญกับค่านิยมในสังคม ระบบการเมืองและสังคม สิ่งแวดล้อม อันเป็นผลพวงจากประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ศาสนาและประเพณี มันมิได้เกิดขึ้นโดดๆ สยามมีหลายปัจจัยที่ทำให้สถาบันขันทีไม่เกิดขึ้น และปัจจัยสำคัญหนึ่งก็คือสถานะและความเป็นหญิงสยาม