ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อยู่ไม่ไกล ขับรถจากอำเภอเมืองเชียงราย แค่ 1 ชั่วโมงก็ถึง
แต่ผมใช้เวลาถึง 8 ปี กว่าจะได้ไปที่นั่น เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 3 ก.ย. 69 และได้รับการต้อนรับอย่างดีจากคุณกมล หรือ “พี่รัก” ผู้ที่ได้ร่วมปฏิบัติการช่วยเหลือทีมหมูป่าในขณะที่เกิดเหตุจริง ๆ
เขารู้จักถ้ำแห่งนี้เป็นอย่างดี เพราะเคยเป็นผู้ช่วยของคุณลุง Vern Unsworth ในการสำรวจถ้ำนี้มาตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุแล้ว
พี่รักพาผมเดินชมสถานที่ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเต็มไปด้วยกล้องถ่ายทอดสด นักข่าว ถังออกซิเจน เครื่องสูบน้ำ ฯลฯ และผู้คนจากทั่วประเทศและทั่วโลก มาร่วมกันช่วยชีวิตเด็กทั้ง 13 คน
เขาชี้ให้ดูว่าตรงไหนเป็นจุดปฏิบัติการของหน่วยซีล จุดเติมออกซิเจน อาคารที่ผู้ว่าฯ ใช้แถลงข่าว ฯลฯ ซึ่งถ้าไม่เล่าให้ฟัง ผมคงไม่รู้เลยว่าแต่ละคนทำงานอยู่ ณ. ที่ใด บนพื้นที่แห่งนี้
ระหว่างเดินไปปากถ้ำ เราพบจุดสักการะ ซึ่งเป็นบริเวณที่พระครูบาบุญชุ่มเคยมาทำพิธีเปิดถ้ำ และบอกว่าเด็ก ๆ ที่อยู่ในนั้นยังมีชีวิตอยู่ ผมยกมือไหว้แสดงความเคารพ
พอเข้าใกล้ปากถ้ำอีกนิด ผมก็ได้กราบศาลเจ้าแม่นางนอน ซึ่งพี่รักบอกว่าทีมกู้ภัยในเวลานั้น ได้แวะเวียนมากราบไหว้ขอให้ภารกิจสำเร็จด้วยดี
เหตุการณ์ครั้งนั้นจึงไม่ใช่เพียงการต่อสู้กับธรรมชาติ ด้วยความรู้ทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่เป็นช่วงเวลาที่ความรู้ ความเชื่อ และกำลังใจ เดินเคียงข้างกันอย่างน่าทึ่ง
เมื่อเดินถึงปากถ้ำ ผมเห็นสายน้ำฤดูฝนขังนิ่งอยู่บริเวณปากถ้ำ และทอดหายเข้าไปสู่ความมืดมิดข้างใน ภูเขาหินปูนที่ตั้งตระหง่านอยู่นั้น ช่างเงียบสงัด
บรรยากาศสงบเสียจนยากจะเชื่อว่า จุดที่ผมยืนอยู่นี้คือศูนย์กลางของปฏิบัติการอันยากลำบาก ซึ่งคนทั้งโลกติดตามอย่างใจจดใจจ่อในเวลานั้น
บริเวณใกล้ ๆ กัน มีอุปกรณ์ต่างๆจากปฏิบัติการในครั้งนั้นจัดแสดงอยู่ แม้ไม่ถึงกับผิดหวัง แต่ก็เสียดายที่มีน้อยไปหน่อย เพราะเหตุการณ์ระดับโลกเช่นนี้ น่าจะมีเรื่องราวและวัสดุสิ่งของถูกเก็บรักษาไว้ เพื่อเล่าเรื่องได้มากกว่านี้
เราเดินต่อไปยังอนุสาวรีย์จ่าเอกสมาน ผมยกมือไหว้แสดงความเคารพต่อการเสียสละของท่าน ภาพของชายที่อาสาไปช่วยเด็กที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนเลย ยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้คนเสมอ
จากนั้นได้เดินชมอาคารจัดแสดง มีนิทรรศการและแผนผังถ้ำ พี่รักบอกว่าใช้งบประมาณของจังหวัดในการพัฒนาพื้นที่จำนวน 23 ล้านบาท ทำถนนและปรับปรุงสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ซึ่งก็ทำได้ดี แต่ผมยังอดคิดไม่ได้ว่าถ้ำหลวงควรมีอะไรให้เห็นมากกว่านี้
ย้อนกลับไปเมื่อคืนวันที่ 10 กรกฎาคม 2561 เมื่อเด็กคนสุดท้ายได้รับการช่วยเหลือออกมาจากถ้ำนี้ อย่างปลอดภัย ผมได้เสนอความเห็น “คิดข้ามช็อต” ผ่านโซเชียลว่า เราไม่ควรปล่อยให้เหตุการณ์ระดับโลกนี้เลือนหายไปตามกาลเวลา
สิ่งที่ควรเก็บรักษาไว้ ไม่ใช่แค่สถานที่ แต่รวมถึงจักรยาน อุปกรณ์กู้ภัย เครื่องสูบน้ำ ถังออกซิเจน จดหมายของเด็ก ๆ และเรื่องราวของผู้คนจำนวนมาก ที่ร่วมกันปฏิบัติภารกิจประวัติศาสตร์ครั้งนี้
ผมเรียกแนวคิดนั้นว่า “พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต” คือเก็บทุกอย่างไว้ที่นั่น เพื่อสร้างพื้นที่เรียนรู้เรื่องการบริหารวิกฤต วิทยาศาสตร์ ความเสียสละ และความร่วมมือของมนุษย์จากหลายประเทศ จนทำให้สิ่งที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้นั้น สำเร็จได้จริง
เมื่อผมไปยืนที่ถ้ำหลวงวันนั้น ต้องบอกว่ารู้สึกเสียดาย ไม่ใช่ว่าที่นี่ไม่ดี ทุกอย่างได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมทีเดียว แต่ดีกว่านี้ได้
ลองนึกภาพนักท่องเที่ยว สแกนโค้ดบนอุปกรณ์กู้ภัยที่จัดแสดง แล้วเขาก็ได้ฟังเสียงของคนที่ใช้อุปกรณ์นั้นจริงในวันปฏิบัติการ เสียงเล่าเรื่องราวว่าวันนั้นเขาต้องเผชิญกับอะไรบ้าง กดดันแค่ไหน และแก้ปัญหาอย่างไร
หรือคนที่ไม่กล้าเข้าไปในถ้ำเพราะกลัวความมืดและความคับแคบ สามารถสวมแว่น VR แล้วสัมผัสเส้นทางที่ทีมกู้ภัยต้องฝ่ากระแสน้ำ คลานผ่านช่องหินแคบ ๆ ซึ่งบางช่วงกว้างเพียง 45 เซ็นติเมตรเท่านั้น…
ผู้ชมจะเข้าใจทันทีว่าทำไมภารกิจนี้ จึงถูกเรียกว่าเป็น “ปาฏิหาริย์”
ก่อนกลับจากถ้ำหลวง ผมรู้สึกว่าสิ่งที่ได้เห็นนั้นดีพอสมควร แต่ยังมีศักยภาพอีกมากที่พัฒนาต่อยอดได้ เปรียบได้กับเหตุการณ์สึนามิ ที่แม้เราจะก้าวผ่านวิกฤตมาได้ แต่กลับไม่ได้เก็บรักษาเรื่องราวไว้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับคนรุ่นหลัง มากเท่าที่ควร
แต่ผมเชื่อว่า “พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน” ยังเป็นไปได้ เพราะสถานที่ยังอยู่ เรื่องราวยังอยู่ ความทรงจำยังอยู่ เหลือเพียงคำถามว่า เราจะรีบดำเนินการเพื่อเก็บคุณค่าของเรื่องราวเหล่านี้ ส่งต่อให้คนรุ่นต่อไป หรือไม่
ส่วนเรื่องงบประมาณ ถ้าหากรัฐแบกรับไม่ไหว การเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและชุมชน ใช้ความคิดสร้างสรรค์ และเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแล บริหาร และจัดแบ่งรายได้ ภายใต้กรอบที่รัฐกำหนด ก็อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่ช่วยให้ปาฏิหาริย์แห่งนี้ยั่งยืนต่อไปได้
เพราะถ้ำหลวงไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ ที่เคยมีเด็ก 13 คนติดอยู่ในถ้ำเท่านั้น แต่เป็นสถานที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยแสดงให้โลกเห็นว่า เมื่อมนุษย์ร่วมมือกันอย่างแท้จริง สิ่งที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ ก็สามารถเกิดขึ้นได้จริง
จึงเป็นเรื่องราวที่ควรเก็บรักษาไว้ ให้มากกว่าที่เห็นในวันนี้ครับ





