ยุค Agentic AI ดันโจทย์ใหม่ระบบการเงิน เมื่อ AI สามารถทำธุรกรรมแทนมนุษย์ได้ การกำกับดูแลต้องกำหนดสิทธิ์ วงเงิน และความรับผิดชอบให้ชัดเจน ผ่าน Governance Layer และ Bounded Autonomy เพื่อให้ AI ทำงานได้อย่างปลอดภัยและตรวจสอบได้
KEY POINTS
- ในยุคที่ AI ทำธุรกรรมการเงินได้เอง (Agentic Era) คำถามสำคัญคือ ใครเป็นผู้อนุญาต, AI เข้าถึงอะไรได้บ้าง, มีวงเงินเท่าไร, จะถอนสิทธิ์ได้อย่างไร และใครต้องรับผิดชอบเมื่อเกิดข้อผิดพลาด
- การอนุญาตต้องถูกกำหนดใน "Governance Layer" ซึ่งเป็นการแปลงเจตนาของมนุษย์ให้เป็นอำนาจที่ระบบตรวจสอบได้ (Programmable Delegated Authority) เช่น การกำหนดประเภทสินค้า ซัพพลายเออร์ และงบประมาณที่ AI สามารถใช้ได้
- ความรับผิดชอบถูกจัดการผ่านแนวคิด "Bounded Autonomy" โดย AI จะมีอิสระในการตัดสินใจภายใต้กรอบเงื่อนไขที่ละเมิดไม่ได้ ทำให้เราไว้วางใจใน "ระบบควบคุม" แทนที่จะต้องไว้วางใจตัว AI โดยตรง
- กติกาการกำกับดูแลต้องถูกฝังลงในตัวผลิตภัณฑ์และระบบทางเทคนิค ไม่ใช่แค่ในเอกสารกฎหมาย ซึ่งรวมถึงการให้สิทธิ์เท่าที่จำเป็น, การกำหนดวงเงิน, การยืนยันตัวตนของ Agent, การตรวจสอบแบบเรียลไทม์ และการยกเลิกสิทธิ์ได้ทันที
- กรอบความไว้วางใจในอนาคตต้องให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบทางกฎหมาย, การยืนยันตัวตนของ AI Agent และการยืนยันตัวตนระหว่างเครื่องจักร (Machine-to-machine)
- คำถามสำคัญที่สุดไม่ใช่ความฉลาดของ AI แต่คือมนุษย์และสถาบันจะมอบอำนาจทางเศรษฐกิจให้ซอฟต์แวร์ได้อย่างปลอดภัยและมีความรับผิดชอบที่ชัดเจนได้อย่างไร
โครงสร้างระบบการเงินยุค Agentic และโอกาสของประเทศไทย
ทุกวันนี้เราใช้ AI เป็น “ผู้ช่วย” ให้ค้นข้อมูล ช่วยวิเคราะห์ หรือแนะนำทางเลือก แต่การตัดสินใจสุดท้ายและการกดจ่ายเงินยังเป็นของมนุษย์ ภาพนี้กำลังเปลี่ยนไป
ลองนึกถึงการจองตั๋วเครื่องบิน AI ผู้ช่วยทั่วไปทำได้แค่หาเที่ยวบินที่เหมาะสม แต่ AI Agent จะทำได้ทั้งกระบวนการ คือค้นหาเที่ยวบิน ตรวจว่าตรงกับเงื่อนไขที่เราตั้งไว้ ยืนยันตัวตนกับผู้ขาย ขออำนาจในการใช้เงิน ชำระเงิน แล้วอัปเดตตารางเดินทางให้เราจนเสร็จ ในระดับองค์กร ภาพเดียวกันนี้กำลังขยายไปสู่การบริหารสภาพคล่อง การจัดสรรพอร์ตการลงทุน และการจัดซื้อจัดจ้างข้ามพรมแดน
นี่คือจุดเริ่มต้นของ "Agentic Era" ยุคที่ซอฟต์แวร์ไม่ได้แค่ให้คำแนะนำ แต่ลงมือทำธุรกรรมทางการเงินได้เอง
เมื่อซอฟต์แวร์เคลื่อนย้ายเงินได้เอง ความแม่นยำของ AI ก็กลายเป็นเพียงส่วนหนึ่งของโจทย์ที่ใหญ่กว่ามาก คำถามที่สำคัญกว่าคือ ใครเป็นผู้อนุญาตให้ AI ทำ AI เข้าถึงอะไรได้บ้าง ใช้เงินได้ภายใต้วงเงินเท่าไร จะถอนสิทธิ์ได้อย่างไร และเมื่อเกิดความผิดพลาด ใครต้องรับผิดชอบ
ความฉลาดยังไม่พอ ต้องมีโครงสร้างความน่าเชื่อถือ
รายงาน Binance Global Policy Insights ฉบับเดือนกันยายน 2569 เสนอว่า AI, Tokenization และเงินดิจิทัล ไม่ควรถูกมองเป็นเทรนด์เทคโนโลยีที่แยกจากกันอีกต่อไป เพราะทั้งสามกำลังหลอมรวมเป็นสถาปัตยกรรมการเงินแบบใหม่ที่มี 4 เลเยอร์ทำงานต่อเนื่องกัน นี่คือหนึ่งตัวอย่าง สมมติบริษัทส่งออกไทยแห่งหนึ่งมอบหมายให้ AI Agent จัดซื้อวัตถุดิบจากซัพพลายเออร์ในต่างประเทศ
1. Governance Layer: ใครอนุญาต และอนุญาตแค่ไหน การที่ AI “ทำได้” ในทางเทคนิค ไม่ได้แปลว่า AI “ได้รับอนุญาต” ให้ทำ บริษัทต้องแปลงเจตนาของตัวเองให้เป็นอำนาจที่ระบบตรวจสอบได้ ซึ่งเรียกว่า Programmable Delegated Authority ได้แก่ การยืนยันว่า Agent ตัวนี้เป็นตัวแทนของบริษัทจริง ซื้อได้เฉพาะวัตถุดิบหมวดที่กำหนด จากซัพพลายเออร์ที่ผ่านการอนุมัติแล้ว และภายในงบประมาณรายวันที่ตั้งไว้
2. Decision Layer: ภายในกรอบนั้น ควรทำอะไร เลเยอร์แรกกำหนดว่า AI “ทำอะไรได้” ส่วนเลเยอร์นี้ตัดสินว่า AI “ควรทำอะไร” เช่น จะสั่งจากเจ้าไหน เมื่อไร และในปริมาณเท่าไร แนวคิดสำคัญคือ Bounded Autonomy ซึ่งหมายความว่า AI ใช้ความฉลาดได้เต็มที่ แต่อำนาจถูกล็อกไว้ด้วยเงื่อนไขที่ละเมิดไม่ได้ เราจึงไม่จำเป็นต้องไว้ใจ AI แบบไม่มีเงื่อนไข เพราะเราไว้ใจระบบควบคุมที่ล้อมรอบมันอยู่
3. Asset Layer: สิ่งที่ซื้อขายต้องอ่านได้ด้วยแมชชีน การตัดสินใจอย่างเดียวยังไม่พอ สินทรัพย์และสิทธิทางการเงินที่ AI ต้องทำงานด้วยจะต้องอยู่ในรูปแบบที่ซอฟต์แวร์เข้าใจและจัดการได้ Tokenization ช่วยทำให้ความเป็นเจ้าของ เงื่อนไขการโอน ข้อจำกัด และเงื่อนไขการชำระเงิน ถูกเขียนเป็นโปรแกรมได้ ไม่ว่าจะเป็นหลักทรัพย์ กองทุน เงินฝาก หลักประกัน หรือสิทธิเรียกร้องทางการค้า ในเลเยอร์นี้ AI ทำหน้าที่ประสานงาน ส่วน Tokenization ทำหน้าที่เป็นสภาพแวดล้อมของสินทรัพย์ที่โปรแกรมได้
4. Settlement Layer: เงินต้องเคลื่อนที่ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เมื่อได้ข้อสรุปแล้ว มูลค่าต้องเคลื่อนย้ายจริง Stablecoin มีคุณสมบัติที่เหมาะกับแมชชีน-มีเดียเต็ด คอมเมิร์ซ เพราะทำงานผ่าน API และบล็อกเชนได้ตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม อนาคตไม่ได้มีแค่ Stablecoin แต่จะเป็นการอยู่ร่วมกัน (Coexistence) ของ Stablecoin, เงินฝากโทเคน, บัญชีธนาคาร และบัตร โดย Agent จะเลือกช่องทางที่เหมาะที่สุดตามต้นทุน ความพร้อมใช้งาน เขตอำนาจกฎหมาย และความเสี่ยง
ทั้ง 4 เลเยอร์ต้องเชื่อมโยงกันด้วยความปลอดภัย ความยืดหยุ่น การตรวจสอบแบบเรียลไทม์ และความรับผิดชอบที่ชัดเจน
กติกาไม่ใช่แค่กฎหมาย แต่ต้องฝังอยู่ในผลิตภัณฑ์
ประเด็นสำคัญที่สุดคือ เมื่ออำนาจตัดสินใจเคลื่อนจากมนุษย์ไปสู่ซอฟต์แวร์ การกำกับดูแลต้องกลายเป็นเรื่องทางเทคนิค กติกาต้องถูกเขียนลงในระบบ ไม่ใช่แค่บนกระดาษ ได้แก่ การให้สิทธิ์เท่าที่จำเป็น วงเงินต่อธุรกรรม รายชื่อคู่ค้าที่อนุญาต การยืนยันตัวตนของ Agent จุดที่ต้องให้มนุษย์อนุมัติ การตรวจสอบแบบเรียลไทม์ บันทึกที่ตรวจสอบย้อนหลังได้ และการยกเลิกสิทธิ์ได้ทันทีเมื่อจำเป็น
แนวโน้มนี้เริ่มปรากฏในนโยบายของหลายประเทศแล้ว เช่น แผนการใช้ AI ในภาคบริการทางการเงินของสหราชอาณาจักร ที่มองว่า Agentic Payments เป็นจุดตั้งต้นของระบบการเงินอัตโนมัติ และให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบทางกฎหมาย การยืนยันตัวตนของ Agent และการยืนยันตัวตนระหว่างแมชชีน ว่าเป็นหัวใจของกรอบความไว้วางใจ สำหรับผู้ให้บริการ นี่หมายความว่าการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ไม่ใช่ต้นทุนอีกต่อไป แต่เป็นคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ และอาจเป็นแหล่งสร้างมูลค่าทางธุรกิจด้วย
ปราการการแข่งขันใหม่: Interoperability with Trust
ในอดีต ความได้เปรียบทางการแข่งขันวัดกันที่ความเร็วของเครือข่ายหรือต้นทุนธุรกรรม แต่ในยุค AI Agent จะมีโปรโตคอล มาตรฐานการยืนยันตัวตน และรูปแบบเงินดิจิทัลหลายแบบอยู่ร่วมกัน ผู้ชนะจึงไม่ใช่ผู้ที่ครองระบบชำระเงินเพียงช่องทางเดียว แต่เป็นผู้ที่ควบคุม “จุดเชื่อมต่อที่น่าเชื่อถือ” ระหว่างเลเยอร์ต่าง ๆ ได้ ทั้งการพิสูจน์ตัวตน การแปลงเจตนาเป็นอำนาจที่บังคับใช้ได้ การเชื่อมเงินหลายรูปแบบเข้าด้วยกัน และการรักษาความรับผิดชอบตลอดทั้งกระบวนการ
ประเทศไทยอยู่ตรงไหนในภาพนี้
ประเทศไทยมีกรอบกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลที่ชัดเจนมาหลายปี และมีผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตทำงานร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด ชิ้นส่วนของทั้ง 4 เลเยอร์จึงเริ่มมีอยู่แล้ว โจทย์ต่อไปคือการเชื่อมชิ้นส่วนเหล่านี้เข้าหากันภายใต้ความไว้วางใจของผู้กำกับดูแล ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศที่มีกติกาชัดเจนทำได้ดีกว่าประเทศที่ยังไม่มี
ปักหมุดไทย: Binance Blockchain Week Bangkok 2026
Binance ร่วมกับ BINANCE TH by Gulf Binance เตรียมจัดงาน Binance Blockchain Week Bangkok 2026 วันที่ 28–29 พฤศจิกายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) ภายใต้ธีม “EVOLVE” สะท้อนวิวัฒนาการของอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล ทั้งกรอบกำกับดูแล การคุ้มครองผู้ใช้งาน และการใช้งานจริง งานนี้รวบรวมผู้นำระดับโลก ผู้กำหนดนโยบาย สถาบันการเงิน และนักพัฒนา เพื่อร่วมกำหนดทิศทางการเชื่อมโยงระบบการเงินดั้งเดิมกับบล็อกเชนยุคใหม่ ตอกย้ำบทบาทไทยในฐานะผู้นำด้านสินทรัพย์ดิจิทัล
ท้ายที่สุด คำถามที่จะกำหนดอนาคตของการเงินในทศวรรษหน้าอาจไม่ใช่ว่า AI จะฉลาดแค่ไหน แต่คือ มนุษย์และสถาบันจะมอบอำนาจทางเศรษฐกิจให้ซอฟต์แวร์ได้อย่างปลอดภัยอย่างไร และประเทศไทยมีโอกาสที่จะเป็นหนึ่งในผู้ร่วมตอบคำถามนั้น





