วันพฤหัสบดี ที่ 17 กันยายน 2569

Login
Login

แซนด์วิช เจนเนอเรชั่น  เมื่อเวลาของผู้หญิงกลายเป็นต้นทุนเศรษฐกิจไทย 

สังคมสูงวัยไม่ได้มีต้นทุนแค่ค่ารักษาพยาบาลหรือเงินบำนาญ แต่มีต้นทุนอีกก้อนหนึ่งที่ไม่เคยปรากฏในงบประมาณ นั่นคือเวลาของลูกสาวที่ลางานพาแม่ไปโรงพยาบาล โอกาสเลื่อนตำแหน่งที่ต้องปฏิเสธ และรายได้ที่หายไปเพราะต้องดูแลคนในครอบครัว

ต้นทุนเหล่านี้ไม่มีใบเสร็จและแทบไม่ถูกนับในระบบเศรษฐกิจ แต่ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มีราคา คำถามสำคัญของสังคมสูงวัยจึงไม่ใช่เพียงว่า “เราจะดูแลผู้สูงอายุอย่างไร” แต่คือ “ใครกำลังเป็นคนจ่ายค่าดูแลนั้นอยู่?”

เมื่อพูดถึง “สังคมสูงวัย” เรามักนึกถึงจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ เงินบำนาญ หรือประชากรวัยแรงงานที่ลดลง แต่ในมุมประชากรศาสตร์ สังคมสูงวัยมีความหมายมากกว่าการมี “คนแก่เพิ่มขึ้น” เพราะเมื่อโครงสร้างอายุเปลี่ยน ครอบครัว ตลาดแรงงาน และโดยเฉพาะ “ระบบการดูแล” ย่อมเปลี่ยนตามไปด้วย 

ตรงกลางของการเปลี่ยนแปลงนี้คือ “ผู้หญิง” โดยเฉพาะผู้หญิงวัย 40–50 ปีที่อยู่ในช่วงสำคัญของชีวิตการทำงาน แต่ขณะเดียวกันอาจยังมีลูกที่ต้องดูแล และมีพ่อแม่สูงวัยที่เริ่มต้องการความช่วยเหลือ คนกลุ่มนี้มักถูกเรียกว่า Sandwich Generation เพราะต้องดูแลคนสองรุ่นพร้อมกับรักษางาน รายได้ และเตรียมความมั่นคงยามเกษียณให้ตัวเอง

สิ่งที่ซับซ้อนกว่านั้นคือ งานดูแลจำนวนมากกลับไม่ถูกเรียกว่า “งาน” การพาพ่อแม่ไปโรงพยาบาล จัดยา ทำอาหาร ดูแลบ้าน หรือดูแลสภาพจิตใจ มักถูกมองเป็นหน้าที่ตามธรรมชาติของครอบครัว ASEAN Gender Outlook 2024 ระบุว่า ผู้หญิงและเด็กหญิงในประเทศไทยใช้เวลากับงานบ้านและงานดูแลที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 3 ชั่วโมง 6 นาทีต่อวัน

ขณะที่ผู้ชายและเด็กชายใช้เวลาประมาณ 48 นาที ต่างกันถึง 2 ชั่วโมง 18 นาทีต่อวัน ความเหลื่อมล้ำจึงไม่ได้อยู่เฉพาะใน “บัญชีรายได้” แต่ยังซ่อนอยู่ใน “บัญชีเวลา” ด้วย

ภาวะนี้อธิบายได้ด้วยแนวคิด Time Poverty หรือความยากจนด้านเวลา กล่าวคือ คนคนหนึ่งอาจไม่ได้ยากจนในเชิงรายได้ แต่ “จนเวลา” เพราะเวลาส่วนหนึ่งถูกใช้ไปกับความรับผิดชอบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้หญิงบางคนต้องลดเวลาทำงาน ปฏิเสธการเลื่อนตำแหน่ง เลือกงานที่ยืดหยุ่นแต่รายได้น้อย หรือออกจากตลาดแรงงาน

UNDP ประเมินว่า มูลค่างานดูแลและงานบ้านที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนของผู้หญิงไทยมีขนาดประมาณ 4.2% ของ GDP เทียบกับ 1.3% ของผู้ชาย ตัวเลขนี้สะท้อนว่า งานที่ไม่มีเงินเดือน ไม่ได้หมายความว่าไม่มีมูลค่า เพียงแต่มูลค่านั้นยังไม่ถูกนับอย่างเต็มที่ในระบบเศรษฐกิจ

งานดูแลทั้งที่ได้และไม่ได้ค่าตอบแทนเป็นส่วนหนึ่งของ Care Economy หรือ “เศรษฐกิจการดูแล” ซึ่งเป็นฐานสำคัญที่ช่วยให้ทั้งครอบครัวและตลาดแรงงานดำเนินต่อไปได้  แต่นี่คือ “ต้นทุนที่มองไม่เห็น” ของสังคมสูงวัยที่หากผู้หญิงคนหนึ่งต้องออกจากงานเพื่อดูแลพ่อแม่

ต้นทุนเหล่านี้อาจย้อนกลับมาสร้างความเปราะบางให้กับผู้ดูแลเองเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ ผู้หญิงจึงอาจเป็น “ผู้ให้การดูแล” ในวันนี้ แต่กลายเป็น “ผู้รับการดูแล” ที่มีทรัพยากรน้อยลงในวันข้างหน้า

วงจรนี้ทำให้เห็นว่า งานดูแลไม่ใช่เพียงเรื่องส่วนตัวของครอบครัว แต่เป็นเรื่องของความมั่นคงทางเศรษฐกิจตลอดช่วงชีวิต

แต่ความสัมพันธ์นี้เดินได้สองทาง ผู้หญิงวัย 30 กว่าปีในวันนี้อาจไม่ได้ถามเพียงว่า “อยากมีลูกหรือไม่” แต่กำลังประเมินว่าใครจะดูแลลูก การมีลูกจะกระทบงานและรายได้เพียงใด และเมื่อพ่อแม่สูงวัยขึ้นจะต้องรับผิดชอบอะไรเพิ่มขึ้นอีก เมื่อรวมค่าครองชีพ ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และภาระการดูแล

ดังนั้นการแต่งงานช้า มีลูกน้อย หรือไม่มีลูก อาจเป็นการตัดสินใจที่สมเหตุสมผลในระดับบุคคล แต่เมื่อเกิดขึ้นพร้อมกันในคนจำนวนมาก เด็กก็เกิดน้อยลง แรงงานในอนาคตลดลง และสังคมสูงวัยเร็วขึ้น

จึงเกิดความย้อนแย้งสำคัญว่า สังคมสูงวัยทำให้ความต้องการด้านการดูแลเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ต้นทุนของการดูแลก็อาจย้อนกลับมาเร่งให้สังคมสูงวัยเร็วขึ้น

ประเทศไทยจึงต้องเปลี่ยนมุมมองต่อ “งานดูแล” จากเรื่องภายในครอบครัวให้เป็นเรื่องของเศรษฐกิจด้วย หากคนวัยทำงานต้องลดเวลาทำงานหรือออกจากงานเพื่อดูแลคนในครอบครัว สิ่งที่ประเทศสูญเสียไม่ใช่เพียงรายได้ของคนคนหนึ่ง แต่รวมถึงแรงงานและผลิตภาพของเศรษฐกิจ

เราลงทุนในถนน รถไฟ ไฟฟ้า และอินเทอร์เน็ต เพราะสิ่งเหล่านี้ช่วยให้คนทำงานและเศรษฐกิจเดินหน้า ในสังคมสูงวัย ระบบดูแลเด็กและผู้สูงอายุก็ควรเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญไม่ต่างกัน

การลงทุนในระบบดูแลจึงไม่ใช่เพียงรายจ่ายด้านสวัสดิการ แต่เป็นการลงทุนที่ช่วยให้คนวัยทำงานยังสามารถทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพ

ขณะเดียวกัน Care Economy ไม่ได้มีแต่ด้านที่เป็นต้นทุน แต่ยังเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ   ILO ประเมินว่า ภายในปี 2037 ประชากรไทยอายุ 60 ปีขึ้นไปอาจมีสัดส่วนประมาณ 32.4%

เมื่อผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ความต้องการผู้ดูแลมืออาชีพ บริการดูแลที่บ้าน การฟื้นฟูสมรรถภาพ เทคโนโลยีสุขภาพ และที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงวัยย่อมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “ใครจะดูแลผู้สูงอายุ” แต่คือ “ประเทศไทยจะเปลี่ยนความต้องการด้านการดูแลที่เพิ่มขึ้นให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจได้อย่างไร”   อย่างไรก็ตาม การเติบโตของ Care Economy ต้องไม่ลงเอยด้วยการเปลี่ยนงานดูแลที่ผู้หญิงในครอบครัวเคยทำโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน ให้กลายเป็นงานค่าจ้างต่ำของผู้หญิงอีกกลุ่มหนึ่ง

การรับมือกับโจทย์นี้จึงต้องเริ่มจากสามเรื่องสำคัญ คือ ทำให้มองเห็น แบ่งปันความรับผิดชอบ และยกระดับงานดูแล หรือ Recognize – Redistribute – Professionalize เราต้องทำให้งานดูแลที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนปรากฏในข้อมูลและนโยบาย เพราะสิ่งที่ไม่ถูกนับย่อมยากที่จะถูกนำมาพิจารณา

พร้อมกับกระจายความรับผิดชอบจากผู้หญิงและครอบครัวไปสู่ผู้ชาย นายจ้าง ชุมชน ตลาด และรัฐ และยกระดับงานดูแลให้เป็นอาชีพที่มีทักษะ มาตรฐาน ความก้าวหน้า และค่าตอบแทนที่เหมาะสม

ระบบดูแลที่ดีจึงไม่เพียงช่วยให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดี แต่ยังช่วยรักษาคนวัยทำงานไว้ในตลาดแรงงานและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ในสังคมสูงวัย

ท้ายที่สุด ประเทศไทยไม่อาจรับมือสังคมสูงวัยด้วยการฝากภาระไว้กับความเสียสละของผู้หญิงอีกต่อไป เพราะงานดูแลไม่เคยไร้ต้นทุน และสิ่งที่ระบบเศรษฐกิจมองไม่เห็น ไม่ได้หมายความว่าไม่มีราคา เพียงแต่ราคานั้นกำลังถูกจ่ายด้วยเวลา รายได้ และโอกาสของใครบางคน